นักวิชาการ"ค้าน"ยกร่างพ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบ"บัตรทอง" เชื่อ สนช.ปัดตก เหตุผิดพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังชัดเจน

ข่าวบันเทิง 15 กันยายน พ.ศ. 2561 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

นักวิชาการระบุไม่มีความจำเป็นต้องยกร่างพ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบ “บัตรทอง” แนะทางออกเหมาะสมหาแหล่งเงินสมทบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วยการเพิ่มภาษีสรรพสามิตทั้งระบบ เก็บให้ครบทั้งเบียร์ - สุรา – ยาสูบ-ยาเส้น รวมทั้งเครื่องดื่มน้ำอัดลม สินค้าทำลายสุขภาพ ย้ำชัดให้ใช้กระบวนการเสนองบผ่านสภาฯ ภายใต้พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เตือนรัฐอย่าให้เรื่องนี้ทำเสียวินัยการเงินการคลัง

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวว่า ในฐานะที่ตนทำงานวิจัยและคลุกคลีกับข้อมูลสุขภาพและการให้บริการระบบสาธารณสุขของรัฐ ทราบมาโดยตลอดว่า งบประมาณที่ใช้ในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นเพิ่มขึ้นทุกปีและไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายเพราะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านโยบายนี้ควรต้องมีการปฏิรูปในหลายด้าน เนื่องจากถ้าแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องด้วยการหาเงินสมทบไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งสร้างปัญหาทับถมและทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้สิทธิ์กองทุนหลักประกันสุขภาพซึ่งตอนนี้มีอยู่ 3 รูปแบบคือ สิทธิ์ข้าราชการ สิทธิ์ประกันสังคม และสิทธิ์บัตรทอง

อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุขก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาแหล่งเงินเก็บสมทบเข้ากองทุน สปสช.เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอในการดูแลรักษาสุขภาพประชาชนทั่วประเทศ แต่การยกร่างพระราชบัญญัติจัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการภาครัฐ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ... ที่เพิ่งทำประชาพิจารณ์ไปเพียงครั้งเดียว และดูเหมือนทุกฝ่ายแม้แต่ผู้แทนจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ไม่เห็นด้วยในรายละเอียดที่ระบุว่าให้จัดเก็บเงินสมทบจากสินค้ายาสูบ 10 สตางค์ต่อมวน โดยไม่แตะต้องสินค้าอันตรายต่อสุขภาพอื่นๆ อาจเพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะเก็บเงินสมทบจากสินค้าอันตรายทำลายสุขภาพ แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ควรที่จะเก็บจากบุหรี่สินค้าเดียว เพราะแม้จะเป็นสินค้าที่ได้รับผลโดยตรงจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่ส่งผลให้สินค้าราคาสูงขึ้นมากทำให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น แต่โครงสร้างภาษีแบบนี้ก็ทำให้ยอดขายสินค้าของการยาสูบแห่งประเทศไทยลดลงไปอย่างมากเช่นกันและมีแนวโน้มจะลดลงไปเรื่อยๆ แหล่งเงินที่มีแต่จะขอดแห้งลงไปเช่นนี้ จึงไม่น่าจะเป็นแหล่งเงินแหล่งเดียวที่จะจัดเก็บเงินสมทบกองทุน “บัตรทอง” ที่นับวันจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ดร.อานนท์ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรยกร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้แต่ให้ใช้วิธีเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มทั้งระบบ ครอบคลุมสินค้าแอลกอฮอล์จำพวกเบียร์ สุรา ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งมีทั้งบุหรี่และยาเส้น โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งงบประมาณพิจารณาผ่านพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เมื่อรัฐบาลอนุมัติก็ใช้งบตรงนี้สมทบเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ตามต้องการ วิธีการเช่นนี้จะทำให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบการใช้จ่ายได้ และยังเป็นการคงไว้ซึ่งวินัยการเงินการคลัง มีหลักธรรมาภิบาลที่ถูกต้องและยอมรับได้

“ผมทราบว่าหลังจากทำประชาพิจารณ์ไปแล้ว มีทั้งข้อโต้แย้ง ข้อเสนอแนะมากมายในรายละเอียดที่ควรแก้ไขให้ถูกต้องและเป็นธรรม รวมทั้งคำแนะนำว่าไม่ต้องยกร่างกฎหมายใหม่แต่ให้ใช้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพที่มีอยู่นั้นดำเนินการในเรื่องแหล่งเงินสมทบ แต่ดูเหมือนคณะทำงานยกร่างพ.ร.บ.ก็จะยืนยันที่จะยกร่างพ.ร.บ.เช่นเดิม ซึ่งผมเชื่อว่าทางสภานิติบัญัญัติแห่งชาติจะไม่รับแน่นอนเพราะไปขัดกับพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังแห่งรัฐพ.ศ.2561 อย่างชัดเจน ถ้าอ้างแต่เรื่องขาดสภาพคล่องและเพื่อสุขภาพของประชาชนแล้วให้พ.ร.บ.นี้ผ่านออกมา วินัยการเงินการคลังแห่งรัฐก็เสียหาย ต่อไป

เกิดหน่วยงานใดอยากจะเอาเงินไปทำอะไรก็ไปยกร่างกฎหมายเก็บเงินสมทบกันให้หมด ซึ่งแบบนี้ไม่ได้ เรื่องวินัยการเงินการคลังเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรักษาไว้อย่างเคร่งครัด” ดร.อานนท์ กล่าวในตอนท้าย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ