ข่าวอินโฟเควสท์
16:36 ราคาทองคำฮ่องกงปิดตลาดวันนี้ เพิ่มขึ้นแตะ 11,465 HKD/tael   สมาคมแลกเปลี่ยนทองคำและเงินของจีน เปิดเผยว่า ราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงเพิ่มขึ้น 23 ดอล…
16:36 ราคาขายมันสำปะหลังในประเทศ ประจำวันที่ 22 ต.ค. 2561   ชนิด ราคา (บาท) มันสำปะหลัง แป้ง 25%/กก. 2.80 3.00 มันเส้น/100 กก. ส่งมอบ ณ คลังสินค้าเขต…
16:35 อิตาลีเผยพร้อมหารือกับ EU หลัง EU ไม่ปลื้มตัวเลขขาดดุลงบประมาณปี 2562   นายลุยจี ดี ไมโอ รองนายกรัฐมนตรีอิตาลีเปิดเผยว่า รัฐบาลอิตาลีมีความพร้อ…
16:25 ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยประจำสัปดาห์: มีมูลค่าการซื้อขายรวม 251,110.25 ลบ.   สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ประจำสัปดาห์ (…
16:13 พาณิชย์ หารือสภาเกษตรกรฯ เร่งพัฒนาเกษตรกรไทยแข่งขันในตลาดโลก ใช้ประโยชน์ FTA ให้คุ้มค่า   นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเ…

คอลัมน์: รายงานพิเศษ: เสริมแกร่งกลยุทธ์ชิง'ตลาดอาหารเจ'

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2561 00:00:37 น.

"การชูจุดขายในเรื่องคุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วน จะกลายเป็นโอกาสในการกระตุ้นยอดขายที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ซึ่งจากกระแสการปนเปื้อนสารพิษต่างๆ ในเนื้อสัตว์ รวมถึงโอกาสในการเจ็บป่วยหรือเป็นโรคที่ง่ายขึ้น ก็ยิ่งเปิดกว้างให้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเจยังมีโอกาสทำตลาดเพิ่มขึ้น นั่นเพราะ 59% ของตัวอย่าง ยังระบุว่าสนใจจะหันมารับประทานอาหารเจบ่อยขึ้นในระยะต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค"

ในแต่ละปี เทศกาลกินเจถูกจัดเป็นฤดูกาลทำตลาดที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มร้านอาหารทั่วไป ร้านอาหารข้างทาง แผงลอย ตลาดสด ร้านสะดวกซื้อ และกลุ่มผู้ประกอบการ Food Online/Delivery เพื่อกระตุ้นยอดขายและเพิ่มฐานลูกค้า ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ถึงกลุ่มผู้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มเจในไทย จะพบว่ามีอยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว สะท้อนจากพฤติกรรมคนไทยที่หันมารับประทานอาหารเจมากขึ้น ตามโอกาสที่สะดวกและไม่จำกัดอยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ

ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเริ่มลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง จากเทรนด์รักษาสุขภาพ โดยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ปี 2552 มีจำนวนคนไทย 1.1 ล้านคน จัดอยู่ในกลุ่มผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ และขยับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7 ล้านคน ในปี 2560 โดยจำนวนนั้นเป็นคนกรุงเทพฯ กว่า 1.2 ล้านคน ดังนั้น ทำให้คาดว่าในระยะต่อไป แนวโน้มของจำนวนผู้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มเจน่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้น และส่งผลเชิงบวกต่อผู้ประกอบการธุรกิจในแง่ของยอดขายและจำนวนฐานลูกค้าที่เติบโตขึ้น

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเทศกาลกินเจของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ในปี 2561 พบว่า ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ ระหว่างวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561 คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังสนใจกินเจ กลุ่มเป้าหมายหลักที่ตั้งใจจะกินเจคือ กลุ่มวัยทำงาน (ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการกินเจเพื่อลดละกิเลส/งดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ในขณะที่เหตุผลรองลงมาคือ กินเจเพื่อสุขภาพ/อิงกระแสอาหารออร์แกนิก ในขณะที่บางกลุ่มก็เป็นผู้รับประทานอาหารเจ/มังสวิรัติ เป็นประจำอยู่แล้ว

โดยในปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เทศกาลกินเจปี 2561 ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ จะมีเม็ดเงินใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มเจสะพัดกว่า 4,650 ล้านบาท ขยายตัว 3.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากราคาสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเจที่คาดว่าจะปรับสูงขึ้น รวมถึงจำนวนคนที่สนใจกินเจขยับเพิ่มขึ้นจาก 51% ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 57% ในปีนี้ โดยจำนวนคนที่กินเจเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะเลือกกินเจเป็นบางวัน เฉลี่ยอยู่ที่ 4 วัน และมีค่าใช้จ่ายในการกินเจปีนี้ประมาณ 315 บาท/คน/วัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาท/คน/วัน

อีกประเด็นที่น่าสนใจ นั่นคือ "พฤติกรรมการบริโภคอาหารเจของคนกรุงฯ ในปี 2561" จากกลุ่มตัวอย่างที่เลือกกินเจในปีนี้ พบว่า กว่า 66% ตัดสินใจเลือกซื้อจากรสชาติมากที่สุด รองลงมาคือ การมองถึงคุณค่าทางโภชนาการ อยู่ที่ 63% และราคาที่สมเหตุสมผล อยู่ที่ 60% นั่นอาจเป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารเจในปีนี้ ส่วนใหญ่หันไปให้ความสนใจกับรสชาติ และภาพลักษณ์ของอาหารและเครื่องดื่มเจมากขึ้น จนกลายเป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคสูงขึ้น

ส่วนกลุ่มที่ไม่เลือกกินเจนั้น เหตุผลหลักๆ ยังมาจากเรื่องรสชาติของอาหารและเครื่องดื่ม โดยกว่า 64% ของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่กินเจ มองว่ารสชาติของอาหารเจดูไม่อร่อย มัน และเลี่ยน รองลงมาคือ หลายๆ เมนูเจที่วางขายทั่วไปมีแคลอรีสูงและทำให้อ้วนถึง 46% และไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับเทศกาลกินเจ อีกประมาณ 44% โดยปัจจัยเหล่านี้บ่งชี้ให้ภาพลักษณ์ของอาหารเจถูกมองเป็นอาหารที่ "ไม่ดีต่อสุขภาพ" จนส่งผลให้ผู้บริโภคลังเลที่จะเลือกกินเจในที่สุด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การปรับภาพลักษณ์อาหารเจให้ดูไม่จำเจ น่ารับประทาน และมองเป็นอาหารเชิงสุขภาพ รวมไปถึงมีกรรมวิธีในการปรุงที่คำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลักนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนและดีต่อสุขภาพ ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้กลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติและมุมมองต่ออาหารเจเป็นเชิงบวกมากยิ่งขึ้น โดยปัจจัยเหล่านี้เองจะมีผลและกลายเป็นโอกาสทางการตลาดที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่มเจในปีนี้และปีต่อไป

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ "ช่องทางการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเจ" ซึ่งพบว่ายังไม่แตกต่างจากในทุกๆ ปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ยังเลือกซื้อจากร้านอาหารมารับประทานอยู่ที่ 70% รองลงมาคือ กินเจที่ร้านอาหาร 50% และซื้อจากร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ต อีก 43% ส่วนช่องทางใหม่ อย่าง Food Online/Delivery ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ แม้จะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับช่องทางหลักๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่องทางใหม่นี้ได้รับความนิยมต่อเนื่องจากปีก่อนๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเป้าหมายที่มีลักษณะการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างเร่งรีบ ชอบรับประทานอะไรง่ายๆ สะดวก แต่ก็ต้องอร่อย ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผลด้วยนั่นเอง

ดังนั้น การชูจุดขายในเรื่องคุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วน จะกลายเป็นโอกาสในการกระตุ้นยอดขายที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ซึ่งจากกระแสการปนเปื้อนสารพิษต่างๆ ในเนื้อสัตว์ รวมถึงโอกาสในการเจ็บป่วยหรือเป็นโรคที่ง่ายขึ้น ก็ยิ่งเปิดกว้างให้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเจยังมีโอกาสทำตลาดเพิ่มขึ้น นั่นเพราะ 59% ของตัวอย่างยังระบุว่าสนใจจะหันมารับประทานอาหารเจบ่อยขึ้นในระยะต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อการเลือกรับประทานอาหารเจนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในช่วงเทศกาลกินเจอีกต่อไป แต่ได้ขยายไปสู่ช่วงเวลาอื่นๆ ด้วย เช่น วันพระ วันเกิด หรือช่วงเวลาที่สะดวก อีกทั้งกระแสการปนเปื้อนสารพิษในเนื้อสัตว์และโอกาสในการเจ็บป่วยที่ง่ายขึ้น ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนยุคใหม่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป เนื้อแดง และนี่เองเป็นเหตุผลให้อาหารเจ มังสวิรัติ กลายเป็นกลุ่มอาหารที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นโอกาสและช่องทางในการทำตลาดของผู้ประกอบการได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาลกินเจอีกต่อไป

แต่อย่าลืมว่า การจะทำตลาดกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเจให้ประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องคำนึงเรื่องคุณภาพทางโภชนาการที่ครบถ้วนและดีต่อสุขภาพ ส่วนนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่าที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารเจรับประทานมากที่สุดด้วย ภายใต้การวางแผนกลยุทธ์ส่งเสริมการขายให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย โดยในยุคนี้ที่ขาดไม่ได้เลย คือ ควรจะมีบริการส่งอาหารถึงที่เพื่อสร้างความสะดวกและรวดเร็ว!.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง