คอลัมน์: ไทยโพสต์: กม.พรรคการเมือง กกต.ต้องทำให้ศักดิ์สิทธิ์

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2561 00:00:31 น.

ดูจะเป็นเรื่องปกติของสังคมโลก ที่เมื่อกฎหมาย กฎระเบียบ มีข้อ ห้ามไม่ให้ทำอะไร และกำหนดบทลงโทษเอาไว้ หากฝ่าฝืนก็จะต้องมีกลุ่มบุคคลหาช่องทางหลีกเลี่ยง หลบหลีก หาช่องซิกแซ็ก เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยใช้ช่องโหว่ที่พอจะหาได้ เพื่อจะได้สามารถฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ต้องทำตามกฎหมาย จะได้หาประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าว อย่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง การนับคะแนนเสียง ที่เปลี่ยนไปจากเดิมและเป็นระบบใหม่ที่ไม่เคยมีการใช้มาก่อนในประเทศไทย กับระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ให้นับทุกคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อนำไปคำนวณหาจำนวนที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ที่เบื้องต้นมีการคำนวณออกมาว่า ระบบนับทุกคะแนนเสียง ทุกคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ จะทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลดลงไปจากเดิมจำนวนหลายสิบเก้าอี้ก็เป็นไปได้

ผลก็คือ ทำให้บางพรรคการเมืองใช้วิธีการตั้งพรรคสาขา พรรคเครือข่าย เพื่อส่งคนลงเลือกตั้งไปเก็บคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ให้มากที่สุดในแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้คะแนนเสียงตกไปอยู่กับพรรคอื่นจนสุดท้ายพรรคสาขาจะได้มีเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ในจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วจากนั้น ก็มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง อันเป็นลักษณะการฮั้วกันทางการเมือง และอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง ที่พรรคการเมืองหลักและพรรคเครือข่ายปล่อยให้คนนอกพรรค บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคมาแทรกแซง ครอบงำการดำเนินงานทางการเมืองของพรรค ในลักษณะมาวางแผนการเมืองลักษณะดังกล่าว อันเป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 29 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม ซึ่งบทลงโทษหากพรรคการเมืองไม่ดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย มีการเขียนไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 108 ที่ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 29 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

โดยการดำเนินการดังกล่าว พรรคการเมืองที่มีการตั้งเครือข่ายพรรคการ เมืองขึ้นมา ก็ย่อมปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกัน โดยจะอ้างว่า การตั้งพรรคการเมือง การทำพรรคการเมืองขึ้นมา เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ทำการเมืองในลักษณะจะมาฮั้วกัน เพียงแต่อาจจะมีแนวทาง จุดยืนการเมืองที่ใกล้เคียงกัน ก็สามารถเป็นพันธมิตรการเมืองกันได้ทั้งตอนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องการปล่อยให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการ เมืองมาครอบงำพรรค เรื่องดังกล่าวก็มีการพูดถึงกันมากขึ้นว่าสุดท้ายแล้ว ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตรวจสอบการดำเนินการของพรรคการเมืองโดยตรงคือ นายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ก็คือเลขาธิการ กกต.โดยตำแหน่ง และตัวกรรม การการเลือกตั้ง (กกต.) จะสามารถควบคุมตรวจสอบให้พรรคการเมืองทุกพรรค ดำเนินกิจกรรมการเมืองของตัวเอง โดยไม่มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายพรรคการ เมืองได้อย่างไร โดยเฉพาะกับการตรวจสอบในบางเรื่องที่ตรวจสอบได้ยาก เช่น การให้บุคคลภายนอกมาครอบงำหรือมีอิทธิพลทางการเมืองภายในพรรคการเมืองต่างๆ โดยที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค หลังคนเห็นความเคลื่อนไหวของบางพรรคการเมืองเช่น พรรคเพื่อไทย ที่พบว่ายังปล่อยให้ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่สูงภายในพรรคเพื่อไทย จนคนในพรรคต้องบินไปหาที่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อหารือเรื่องต่างๆ ภายในพรรคเพื่อไทย

เรื่องนี้จึงอยู่ที่นายทะเบียนพรรคการเมือง-กรรมการการเลือกตั้ง จะต้องทำให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ปล่อยให้พรรคการ เมืองใด หรือบุคคลใด ใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย จนมีการหลีกเลี่ยง ละเมิดข้อกฎหมาย เพราะไม่เช่นนั้น ก็เท่ากับว่า กกต.ทำงานไม่มีประสิทธิภาพในการควบ คุมตรวจสอบพรรคการเมือง จนทำให้มีการละเมิด หลีกเลี่ยงกฎหมายขึ้นได้.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง