คอลัมน์: กาแฟดำ: เมื่อ 'อานันท์' กับ 'ลีกวนยู' ถกการตั้ง AFTA

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2561 00:00:02 น.

หนังสือ "50 ปีของไทยในอาเซียน" ที่กระทรวงการต่างประเทศเพิ่งตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เราได้รับรู้รายละเอียดของอาเซียนหลายประเด็นที่อาจจะไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

ผมอ่านอย่างสนอกสนใจและสนุกสนาน เพราะทำให้ย้อนกลับไปเข้าใจถึงเบื้องหลังของเหตุการณ์สำคัญๆ หลายเรื่องที่เกี่ยวโยงกับไทยและอาเซียนอย่างดียิ่ง

เรื่องการก่อเกิดของ Asean Free Trade Area (AFTA) เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อดีตนายกฯ อานันท์  ปันยารชุนเล่าได้อย่างเห็นภาพชัดเจน

ท่านบอกว่า"ประสบการณ์เกี่ยวกับ AFTA ของผมมีหลายช่วงเวลาด้วยกัน นับตั้งแต่การที่ ASEAN Task  Force ได้จัดทำรายงานเสนอแนะให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ ASEAN Free Trade Area  ขึ้นมาในปี 2527 ผมก็ได้ให้ความสำคัญต่อแนวคิดนี้และพยายามผลักดันมาโดยตลอด

จนกระทั่งผมมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2534 ในช่วงแรกตามประเพณีปฏิบัติ ผมก็ไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศสมาชิกอาเซียน ครั้งที่ผมไปเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งตอนนั้นนายลีกวนยูไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ปรึกษา (Minister  Mentor) ซึ่งยังถือเป็นตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ดูแลเรื่องเฉพาะกิจ อาทิ กองทุนเงินลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ (Singapore Government Investment Fund)

ในครั้งนั้นนายลีกวนยูได้ติดต่อขอเข้าพบปะหารือกับผม ผมแจ้งท่านไปว่าผมควรเป็นคนไปพบท่านน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะท่านเป็นผู้นำอาวุโส แต่ท่านตอบว่าตอนนี้ท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ดังนั้นท่านควรจะต้องมาเยี่ยมคารวะผม การพบปะในวันนั้นเราได้หารือกันประมาณชั่วโมงครึ่ง มีเรื่องที่ผมประทับใจท่านลีกวนยูมาก คือตอนท่านมาพบผม ท่านนำเด็กวัยรุ่นมาด้วย 2 คน ท่านแจ้งว่าอยากให้เด็กรุ่นใหม่มีโอกาสมาฟังว่าผู้ใหญ่คุยอะไรกัน เป็นการฝึกอบรมในรูปแบบหนึ่ง

ท่านลีกวนยูกล่าวกับผมว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เรามีนายกรัฐมนตรีในประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีพื้นฐานทั้งจากการเป็นข้าราชการมาก่อน เคยอยู่ในภาคธุรกิจและปัจจุบันก็มาทำการเมือง ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดในอาเซียนที่มีพื้นฐานในลักษณะนี้ และบัดนี้คุณเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว คุณมีโอกาสมาก ที่คุณเคยปฏิบัติหน้าที่ใน ASEAN Task Force และเคยมีข้อเสนอแนะว่าอาเซียนควรจะจัดตั้ง ASEAN  Free Trade Area ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะโน้มน้าวรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศให้ร่วมกันคิดทบทวนอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้แนวความคิด ASEAN Free Trade Area เป็นความจริงขึ้นมา"

คุณอานันท์บอกอีกว่า"การที่ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ทำให้ผมอยู่ในฐานะที่จะโน้มน้าวผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ได้เต็มที่ และในขณะเดียวกันการที่เป็นนายกรัฐมนตรีก็ทำให้ผมสามารถทุบโต๊ะ สั่งการระบบราชการในประเทศได้ อาทิ ในประเทศไทยในขณะนั้นมีหลายหน่วยงานที่ต้องการเป็นเจ้าภาพเป็นเจ้าของเรื่องเขตการค้าเสรีอาเซียน แต่ผมได้ตัดสินใจมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของเรื่อง เป็นผู้แสดงบทบาทนำในเรื่องนี้ เนื่องจากหัวใจของเขตการค้าเสรีก็คือการลดหย่อนภาษีศุลกากรระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งในขณะนั้นผมรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งที่กระทรวงการคลัง  กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการพูดคุยกันทั้งเป็นกลุ่มและเป็นส่วนตัว จนในที่สุดทุกคนก็ยอมรับให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของเรื่อง..."

อีกหนึ่งตอนของหนังสือคือคำว่า "resilience" สำหรับอาเซียน
คุณเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศเท้าความให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า

"การประชุมสุดยอดที่บาหลีมีขึ้นหนึ่งปีภายหลังการสิ้นสุดสงครามเวียดนาม ในขณะนั้นประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างตกอยู่ในฐานะลำบาก สหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกจากภูมิภาค ทำให้เกิดคำถามในอาเซียนว่าเราควรจะวางตัวอย่างไร พื้นที่ของเราจะอยู่ที่ไหน เมื่อเวียดนามรวมกันเป็นหนึ่งประเทศใหญ่แล้ว ต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในกัมพูชาและในลาวด้วย ทั้งนี้ก็หมายความว่าอดีตประเทศอินโดจีนทั้ง 3 ประเทศได้กลายเป็นประเทศที่ปกครองโดยลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งหมดในเวลาใกล้เคียงกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้นำอาเซียนจึงได้ตกลงกันที่จะจัดการประชุมสุดยอดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อที่จะคุยกันเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งข้อสรุปก็คืออาเซียนจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง หรือใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า resilience ซึ่งคำว่า resilience ในสมัยนั้นหรือแม้แต่สมัยนี้ยังไม่มีศัพท์ที่ตรงตัวเป็นภาษาไทย ซึ่งในการ เตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอดมีการถกแถลงกันมากในวงการของไทย ไม่ว่าในสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือในกระทรวงต่างประเทศว่าความหมายคืออะไร ซึ่งต่อมาผู้ใหญ่ในสมัยนั้นได้บัญญัติศัพท์ขึ้นมาใหม่สำหรับคำว่า resilience ว่า 'พลานุภาพ' ซึ่งค่อนข้างเป็นศัพท์ที่หายไปแล้ว  ซึ่งหมายถึงว่า resilience ในสายตาของไทย มุ่งไปในทางที่ว่าเรามีพลังเป็นอานุภาพของตัวเอง ซึ่งก็อาจจะไม่ตรงกันกับภาษาอังกฤษมากนัก resilience ในภาษาอังกฤษอาจจะแปลว่าความยืดหยุ่น แต่ว่าในสมัยนั้นไทยต้องการให้อาเซียนมีพลานุภาพของตนเอง ซึ่งก็เห็นว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อาเซียนสามารถที่จะแสดงพลานุภาพนี้ออกมาได้โดยตลอดจนถึงวันนี้ แล้วก็อาจจะเป็นที่มาของนโยบายของอาเซียนที่ต้องการเป็นศูนย์กลางของการพิจารณาการถกแถลงปัญหาทางความมั่นคงทางการเมือง ทางเศรษฐกิจของภูมิภาคทั้งหมด ดังที่เรียกในปัจจุบันว่าการมีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง (ASEAN Centrality)..."

ใครยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมเชียร์ให้ไปหาอ่านครับ เล่าเรื่องและย้อนความได้เห็นภาพชัดเจนทีเดียวครับ!
หนังสือ "50 ปีของไทยในอาเซียน" ที่กระทรวงการต่างประเทศตีพิมพ์ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้.
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง