พระอาจารย์ทองพูน สิริสาโร เทศนาสอนญาติโยมทำความดี

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2561 00:00:21 น.
สนธยา ทิพย์อุตร

ช่วงเข้าพรรษา หลายคนงดเหล้าเข้าพรรษา งดอบายมุขทุกอย่างเป็นเวลา 3 เดือน เป็นเรื่องที่ดี ทำให้ร่างกายดี สุขภาพดี แถมมีเงินเก็บอีกต่างหาก สำหรับพุทธศาสนิกชนญาติโยมทั้งหลาย แม้ฤดูฝนจะเป็นอุปสรรคในการเข้าวัดปฏิบัติธรรม ทำบุญทำทาน ก็ไม่เคยย่อท้อ ยังคงเข้าวัดทำบุญสร้างกุศลทุกวันเช่นเคย โดยเฉพาะที่วัดหนองปลิง บ้านหนองปลิง ต.นาจิก อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ช่วงเข้าพรรษาพุทธศาสนิกชนญาติโยมต่างนำอาหารคาวหวาน และอื่นๆ ไปถวายแด่พระสงฆ์สามเณรเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ซึ่งวันสำคัญทางศาสนาและวันพระจะคลาคล่ำไปด้วยญาติโยมพุทธศาสนิกชนมากเป็นพิเศษ สำหรับวัดหนองปลิง บ้านหนองปลิง ต.นาจิก อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.เมืองอำนาจเจริญ ห่างตัวเมืองอำนาจเจริญประมาณ 12 กิโลเมตร พระอาจารย์ทองพูน สิริสาโร อายุ 70 ปี บวช 50 พรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองปลิง ปกครองพระสงฆ์จำนวน 10 รูป ไม่มีสามเณรและแม่ชี มัคนายก 2 คน สังกัดมหานิกาย บนเนื้อที่ 12 ไร่ เป็นที่ตั้งอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิ เป็นต้น

พระอาจารย์ทองพูน สิริสาโร บวชมาแล้ว 50 พรรษา เจ้าอาวาสวัดหนองปลิงเล่าว่า วัดหนองปลิงเป็นวัดเก่าแก่ อายุกว่า 100 ปี ก่อนนั้นตั้งอยู่ป่าช้า ห่างจากหมู่บ้านหนองปลิงประมาณ 3 กิโลเมตรทางด้านทิศตะวันออก ต่อมาเกิดโรคฝีดาษระบาด ชาวบ้านล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงต้องย้ายวัดหนองปลิงมาอยู่โคก (เนิน) หนองปลิง ใกล้หนองน้ำ มีปลิงในน้ำเยอะมาก จึงเรียกว่า หนองปลิง เมื่อหมู่บ้านและวัดมาตั้งอยู่ใกล้หนองน้ำก็เรียกชื่อตามหนองน้ำว่า บ้านหนองปลิง และวัดหนองปลิง กระทั่งปัจจุบัน ซึ่งโรคฝีดาษก็หยุดการระบาดด้วย ส่วนที่ตั้งหมู่บ้านเดิมกลายเป็นป่าช้าในปัจจุบัน

พระอาจารย์ทองพูน สิริสาโร กล่าวว่า หลังจากอาตมาเรียนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับชั้นประถมปีที่ 4 ก็บวชเป็นสามเณร ต่อมาบวชเป็นพระและได้เดินธุดงค์ปฏิบัติธรรม แสวงหาความรู้ด้านพระธรรมเพิ่มเติม โดยข้ามไปฝั่งประเทศกัมพูชา จำพรรษาที่ภูเขาในถ้ำช้าง เรียนรู้แลกเปลี่ยนพระธรรมวินัยกับพระเขมรอยู่หลายปี และเดินธุดงค์โปรดสัตว์อยู่ดินแดนกัมพูชาต่ออีกเกือบ 20 ปี จึงข้ามมาฝั่งประเทศไทย ซึ่งก็ได้เดินธุดงค์ไปเรื่อยๆ ในภาคอีสาน จนกระทั่งมาปักกลดจำพรรษาอยู่ที่หมู่บ้านขมิ้น อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ต่อมาญาติโยมบ้านหนองปลิงทราบว่ามาจำพรรษาที่บ้านขมิ้น ก็เลยนิมนต์กลับไปอยู่วัดหนองปลิง บ้านเกิด ซึ่งช่วงนั้นวัดหนองปลิงไม่มีเจ้าอาวาสวัด จึงไม่ปฏิเสธ และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองปลิงจนถึงปัจจุบัน

พระอาจารย์ทองพูน สิริสาโร กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยแรงศรัทธาของชาวหนองปลิง และต้องการให้มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ และเป็นสถานที่จัดงานสำคัญทางศาสนา เป็นศูนย์รวมทางใจ ศูนย์รวมของความสามัคคีปรองดองของคนในหมู่บ้าน พุทธศาสนิกชน ญาติโยมทั้งหลาย จึงได้มีการบริจาคทุนทรัพย์คนละเล็กละน้อย ก่อสร้างพระพุทธรูปเทพประทานพรขึ้น ที่ความสูง 20 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตร มีธรรมจักรอยู่ด้านหลังและทำเป็นชฎาอยู่เหนือเศียรอย่างสวยงามโดยก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2534 และถือเอาวันสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายนของทุกปีเป็นวันจัดงานบุญประจำปี นมัสการพระเทพประทานพร ซึ่งลูกหลานที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดจะพร้อมใจกันจัดทำผ้าป่าสามัคคีมาทอดที่วัดหนองปลิง เพื่อหาเงินเข้าวัดบำรุงพุทธศาสนาเป็นประจำทุกปี พร้อมกับก่อสร้างรูปปั้นหลวงปู่กำ เจ้าอาวาสวัดหนองปลิงองค์แรกไว้เป็นที่เคารพศรัทธาที่หน้าอุโบสถด้วย

นอกจากนี้ ด้านทิศเหนือภายในวัด หลังกุฏิเจ้าอาวาสวัดหนองปลิง ยังมีหนองน้ำ (สระน้ำ) ขนาดกลาง เรียกว่า หนองปลิง ไว้ให้พุทธศาสนิกชนญาติโยมเข้ามาทำทาน ปล่อยสัตว์น้ำต่างๆ และให้อาหารปลา ซึ่งกำหนดเป็นเขตอภัยทานด้วย

พระอาจารย์ทองพูน สิริสาโร เทศนาตอนหนึ่งว่า ถ้าจะเรียกว่า คน มันก็สับสนวุ่นวายไม่สิ้นสุด เหมือนกับคนอาหารในหม้อ หากจะเรียกว่า มนุษย์ จะต้องอยู่เหนือคน คือ ไม่สับสนวุ่นวาย มีความพอดี ที่ทุกวันนี้ยังมีสิ่งยุ่งๆ สับสนวุ่นวาย เห็นประโยชน์ตัวเองเป็นสำคัญ คงยังเป็นคนอยู่ ยังไม่เป็นมนุษย์ ถ้าเป็นมนุษย์แล้ว สิ่งต่างๆ ก็จะไม่มี ไม่เกิดขึ้น จะให้เป็นมนุษย์นั้นไม่ยาก ให้ยึดหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง แล้วเรื่องอื่นๆ อุปสรรคต่างๆ ก็ไม่เกิดขึ้นและหมดไป

พระอาจารย์ทองพูนชี้ให้ดูลายกนกลวดลายต่างๆ ซึ่งประดับอยู่ที่อุโบสถ และกล่าวว่า หากมองดูพินิจพิเคราะห์ลวดลายในอุโบสถช่างอ่อนช้อยสวยงามเหลือเกิน ก็จะทำให้จิตใจของเราเพลิดเพลินเจริญตา ความทุกข์ ความโศก ความเศร้าในจิตใจก็จะมลายหายไปด้วย สิ่งที่ทำให้เรามีความทุกข์ ก็เพราะอยากได้ อยากเป็น และเห็นแก่ตัวกันมาก ถ้าลดความอยาก ความเห็นแก่ตัวลงได้ ชีวิตก็จะเป็นสุข และที่สำคัญ ทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศสรรเสริญ เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมา แม้แต่ร่างกายของเรายังไม่ใช่ของเรา ตายไปก็เหลือแค่ผงธุลี ความดีเท่านั้นที่คงอยู่ตลอดไป...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง