ทษช.ในศึกเลือกตั้ง กับแนวคิด Code Thailand

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2561 00:00:40 น.

นับถอยหลัง ใกล้เลือกตั้งตามโรดแมป 24 ก.พ.2562 เข้าไปทุกขณะ อีกหนึ่งพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ แต่ประกอบด้วย นักการเมือง-อดีตรัฐมนตรี-อดีต ส.ส.และคนรุ่นใหม่-แกนนำนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในพรรคมากมาย นั่นก็คือ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) สำรวจความพร้อมในสมรภูมิเลือกตั้งของพรรคไทยรักษาชาติ ก็มีคำยืนยันจากแกนนำพรรคว่าพร้อมเต็มที่ โดย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน-แกนนำพรรคและทีมงานด้านนโยบายเศรษฐกิจของพรรคไทยรักษาชาติ เชื่อมั่นว่าขณะนี้พรรคไทยรักษาชาติได้รับกระแสตอบรับที่ดี จึงทำให้เชื่อได้ว่าจะทำให้พรรคได้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 50-60 คน หรืออาจมากกว่านั้น ซึ่งในการหาเสียง ทางพรรคจะเน้นการชูนโยบาย โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน-ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ที่จะมีแนวนโยบายในการแก้ปัญหาประเทศด้านต่างๆ ออกมาหลายนโยบาย อาทิ Code Thailand ที่จะเป็นการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปประเทศ และการสร้างนวัตกรรมด้านต่างๆ โดยผ่านเทคโนโลยีที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงและมีส่วนร่วม

พิชัย-แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ พูดถึงภาพรวมความพร้อมของพรรคไทยรักษาชาติว่า ถึงขณะนี้มีความพร้อมอย่างมาก เพราะในพรรคมีทั้งคนมีประสบการณ์และคนรุ่นใหม่มาร่วมกันทำงาน จึงเป็นส่วนผสมผสานที่ดี

..นับแต่เข้ามาอยู่กับไทยรักษาชาติ ยังไม่มีปัญหาอะไร โดยพบว่า popularity หรือความนิยมของพรรคถึงขณะนี้เกิดขึ้นเร็วมาก หลังจากมีการลงพื้นที่ในหลายจุดทั้งที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เช่น พิจิตร พิษณุโลก เพื่อรับฟังความเห็นประชาชน ก็ได้รับการตอบรับดี ประชาชนให้ความสนใจ ก็ภูมิใจ ตั้งพรรคได้ไม่นาน แต่กระแสตอบรับสนับสนุนเกิดขึ้นดี โดยประชาชนต่างสะท้อนความเห็นว่า เศรษฐกิจไม่ดี ค้าขายไม่ดี สินค้าเกษตรราคาไม่ดี ประชาชนจึงอยากเห็นพรรคการเมืองที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนได้

ขณะที่เรื่องการคัดเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติ ถึงปัจจุบันพบว่ามีความคืบหน้าไปอย่างมาก ส่วนใหญ่ลงตัวแล้ว ส่วนพรรคจะส่งผู้สมัครครบทุกเขตหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทางพรรคกำลังพิจารรณาอยู่ ที่ก็อาจไม่ส่งครบทุกเขต หลักคือจะพิจารณาจากความพร้อมของพรรค เขตไหนหาผู้สมัครไม่ได้ ก็อาจไม่ส่ง แต่ก็จะส่งให้มากที่สุด ขณะที่การส่งคนลงเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อเป็นเรื่องการพิจารณาของกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.และกรรมการบริหารพรรค ที่จะพิจารณาจากความเหมาะสมต่างๆ

แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ย้ำว่า นโยบายที่พรรคจะชูในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง จะเน้นการชูเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของ เทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก หากประเทศไทยปรับตัวไม่ทันจะมีปัญหาทันที อย่างที่มีคำกล่าวว่า Disrupt เกิดขึ้นตลอดเวลา จึงต้องมีการปรับตัว เร่งแก้ไข ไม่เช่นนั้นก็จะล้าสมัยและมีปัญหา จึงต้อง Disrupt ก่อนที่จะถูก Disrupt

...นโยบายหลักๆ ของพรรคคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส แต่จะเพิ่มเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามา คือจะทำอย่างไรให้ลดรายจ่ายผ่านเทคโนโลยี เพิ่มรายได้ผ่านเทคโนโลยี ขยายโอกาสผ่านเทคโนโลยี ซึ่งในโลกของการเปลี่ยนแปลงก็ต้องมีการคิดค้น App บนมือถือและบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ อย่างเช่น Uber ที่ทำ Sharing Economy โดยที่ไม่มีรถสักคัน แต่มีมูลค่าเป็นแสนล้านได้ เพราะโลกแข่งกันด้วยความฉลาด จึงต้องปรับให้คนในประเทศฉลาด โดยที่คุณไม่ต้องมีทรัพย์สินอะไรมาก ถ้าคนของคุณฉลาดพอ ก็สามารถสร้างรายได้ บางทีผมยังมองว่าประเทศเราต้องหาคนฉลาดจากต่างประเทศเข้ามาด้วย ไม่ใช่มองแค่คนฉลาดในประเทศอย่างเดียว ต้องเปิดกว้าง เพราะโลกมันเสรีแล้ว หากคนเขาอยากมาอยู่เมืองไทย ให้คนฉลาดๆ มาอยู่ มาช่วยกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำเรื่อง App ใหม่ๆ ถ้าเราได้คนดีๆ คิดเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมา แป๊บเดียวประเทศเราเจริญเลย อยากให้เข้าใจตรงนี้ก่อน ไม่ใช่ไปเข้าใจว่าให้เขาเข้ามาแย่ง เพราะในโลกคนฉลาดๆ หายาก ถ้าเขายินดีมาอยู่ เราก็ควรต้องดึงดูดเขาให้มาอยู่ แล้วทำอย่างไรให้เขาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น

พิชัย-อดีต รมว.พลังงาน กล่าวลงรายละเอียดนโยบายด้านเทคโนโลยี-เศรษฐกิจของพรรคไทยรักษาชาติ โดยเฉพาะแนวคิด Code Thailand ว่าแนวทางดังกล่าวเอามาจาก Code America ที่เป็นแนวนโยบายที่นำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยแบบจับต้องได้ ไม่ใช่พูดลอยๆ จะปฏิรูปประเทศแล้วสุดท้ายทุกอย่างเป็นเรื่องลอยๆ จับต้องไม่ได้ แต่ Code Thailand คือการปฏิรูปประเทศไทย โดยเปิดกว้างให้ใครก็ตามที่มีความรู้ความสามารถ ถ้าไทยรักษาชาติได้เป็นรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้เข้ามาปรับเปลี่ยน โดยเป็นเรื่องอะไรก็ได้ อาจเริ่มจากเรื่องเล็กไปหาเรื่องใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เรียก Code America คือใครอยากเสนอแนวคิด อยากเปลี่ยนแปลงอะไรในสหรัฐ ก็เสนอแนวคิดไป ยกตัวอย่างเช่น นักโทษของสหรัฐ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ระหว่างการ "ภาคทัณฑ์" ที่จะต้องไปรายงานตัว โดยในทางปฏิบัติก็มีปัญหา เพราะว่าก็มีปัญหาเรื่องการหางานทำ การรายงานตัว เช่น หากไปสมัครงาน บริษัทห้างร้านที่รู้ว่าเป็นนักโทษก็จะไม่รับเข้าทำงาน เขาก็อยากไปเริ่มต้นในเมืองอื่น เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ปรากฏว่าไปไม่ได้ เพราะว่าต้องไปรายงานตัวตลอดเวลา ก็เลยมีการคิดเรื่องการให้นักโทษสามารถรายงานตัวผ่านโทรศัพท์มือถือได้ แต่จะมีระบบการควบคุมตัวสอบที่ทำให้รู้แน่ชัดว่าเป็นนักโทษคนดังกล่าวจริง เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถไปทำงานเมืองอื่นได้ แล้วก็ต้องมีการรายงานตัวได้ตลอดเวลา เพื่อจะได้แก้ปัญหาคนไม่มีงานทำ แล้วมาก่ออาชญกรรม

นอกจากนี้ คนที่อยู่ในเรือนจำก็จะมีการไปเรียน ไปฝึก ในสิ่งที่ทางเรือนจำได้มีการคิดโปรแกรมการฝึกอบรมนักโทษ เช่น การฝึก Coding ที่มีการสอนกันตอนช่วงรับโทษในคุก ทำให้นักโทษสามารถทำโปรแกรม Coding ให้กับนายจ้างได้ โดยที่ทั้งตัวนายจ้างและนักโทษใช้วิธีส่งงาน โอนไฟล์ให้แก่กัน แล้วโอนเงิน ไม่ได้เจอหน้ากันเลย ทำให้คนที่เคยติดคุกมาก็มีงานทำ มีรายได้

อย่างในเมืองไทย เช่น กรณีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยนับล้าน แล้วไปทำงานตามที่ต่างๆ เช่น ตามบ้านพักอาศัย กลุ่มดังกล่าวก็มีปัญหา เช่น ไม่สามารถไปขึ้นทะเบียนได้ ส่วนเจ้าของบ้านก็เกรงเจอปัญหาไปรับแรงงานต่างด้าวมาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ถ้าเราเปิดโอกาสให้มีการทำ Coding ขึ้นมา เพื่อทำให้สามารถรับแรงงานต่างด้าวมาทำงานในไทยได้ โดยทำระบบให้สามารถทำได้ง่าย ก็จะเป็นระบบที่ช่วยเหลือคนได้ รวมถึงพวกโรงงานที่ใช้แรงงาน ก็จะมีความสะดวกมากขึ้น หรือการสร้างระบบ Coding มาใช้ในการแก้ปัญหาจราจร เพื่อจัดระบบให้คนใช้รถได้มีข้อมูลการเดินทาง การนัดหมายของแต่ละคน ว่าควรจะเดินทางช่วงไหน นัดช่วงใด ผ่านจุดไหน จะได้ทำให้ปัญหาการจราจรคลี่คลาย หรืออย่างคนถูกใบสั่งจากตำรวจจราจร ซึ่งเมื่อประชาชนต้องไปชำระค่าใบสั่ง ต้องเดินทางไปยังสถานีตำรวจ ต้องหาที่จอดรถที่สถานี ซึ่งอาจใช้เวลาเยอะ ก็ทำให้มี Coding ที่ทำให้เกิดระบบนี้ได้ เพราะคนก็พร้อมจะปฏิบัติ แต่ต้องทำให้เกิดระบบที่จะเป็นการลดต้นทุนด้านเวลาลงไปได้

"Code Thailand ก็คือการให้แต่ละคนมาช่วยกันนั่งคิดว่า อะไรคือปัญหาของประเทศ หรือแม้แต่ในระดับจังหวัด เช่น อยากสะท้อนว่าจังหวัดที่อยู่มีปัญหาอะไร ก็มาเสนอ อันเป็นแนวทางในการปรับพื้นฐานให้คนมีความรู้ ฝึกเรื่อง Coding แล้วเมื่อมีการปรับเปลี่ยน ที่เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ทำให้คนเห็นว่า สามารถปรับเปลี่ยนประเทศไทยได้ สามารถปฏิรูปประเทศไทยได้จริง ก็จะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศในทางที่ดี เป็นความก้าวล้ำตามมา"

พิชัย-แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวอีกว่า แนวนโยบาย Code Thailand  กลุ่มต่างๆ อย่างเกษตรกร ก็ทำ Coding ให้เขาคิดว่าเขาจะขายสินค้าเกษตรอย่างไร โดยให้เขารู้ได้ว่า เขาควรจะปลูกอะไร แล้วราคาสินค้าเกษตรที่จะปลูกจะเป็นอย่างไร โดยอาจจะเป็นข้อมูล Application ใหม่ที่คิดมาให้เกษตรกร เพื่อให้เขารู้เลยว่า หากเขาปลูกสินค้าเกษตร อย่างแรก จะมีรายได้เท่าใด และหากปลูกพืชผลเกษตรอีกอย่างหนึ่ง จะได้มีรายได้เท่าใด โดยให้มีข้อมูลอธิบายให้เกษตรกรเข้าใจ เช่น หากปลูกทุเรียน ในขั้นตอนการขาย จะบอกว่า สามารถติดต่อการซื้อขายกับใครได้บ้าง อาจขายล่วงหน้าได้เลย ก็จะทำให้เกษตรกรรู้ล่วงหน้าว่าหากเขาปลูกพืชผลเกษตรแบบไหน จะมีรายได้เข้ามาเท่าใด โดยที่ก็จะได้รู้ข้อมูลล่วงหน้าด้วย เช่น หากอนาคตเกิดว่าราคาตกลงมา พร้อมจะเสี่ยงทำต่อไปหรือไม่ เป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ หรือการพัฒนาการใช้บล็อกเชน ในการทำธุรกรรมต่างๆ เพราะบล็อกเชนสามารถนำมาใช้ได้เยอะมากในกิจการหลายเรื่อง เช่น การซื้อขายที่ดิน

พิชัย ย้ำว่าแนวทาง Code Thailand ดังกล่าว ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและจะได้ประโยชน์จากแนวคิดนี้ ผ่านระบบเครือข่ายสมาร์ทโฟน ที่เป็นเครื่องมือในการเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ซึ่งผลของแนวทางจะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ เช่น การจ้างงานครั้งใหญ่ เพราะเป็นแนวทางที่ทำให้คนฉลาดขึ้น เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจอยากเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ให้เขาไปศึกษาเรื่องการเขียน Coding อย่างในสหรัฐอเมริกา เขาส่งเสริมเรื่องการเขียน Coding มาเป็นสิบปีแล้ว ตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็กนักเรียน เพื่อให้สื่อสารมาว่าเขาอยากทำอะไรในชีวิตของเขา เราจึงต้องเตรียมความพร้อมให้กับคนของเราเพื่อที่จะแข่งขันในอนาคตได้ เหมือนอย่างที่สิงคโปร์ ที่แยกออกมาจากมาเลเซีย ปัจจุบันประชากรมีรายได้ต่อหัว 8 หมื่นกว่า เหรียญฯ ต่อปี ของไทยเรายัง 5 พันกว่า      เหรียญฯ ห่างกันร่วม 14 เท่า เพราะเขาฝึกคนให้ฉลาด เพราะทรัพยากรที่สำคัญที่สุดก็คือคน หรืออย่างญี่ปุ่น ที่ก็มีการฝึกคน มีการฝึกให้คนสร้างนวัตกรรม เราจึงต้องลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส

...นอกจาก Code Thailand แล้ว พรรคไทยรักษาชาติจะมีอีกหลายนโยบายที่จะเสนอ แต่ในส่วนของ Code Thailand เป็นแนวนโยบายที่ทำได้เลยไม่ต้องใช้งบประมาณมาก ที่ก็จะต้องมีองค์ประกอบสนับสนุน เช่น การสนับสนุนให้มี working space เพื่อให้คนได้มาร่วมกันระดมสมอง ว่าจะทำอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างไร และส่งเสริมให้เด็กฉลาด สร้างการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ต้องเกื้อหนุน เช่น การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อมีการทำ co-working space แล้วสามารถต่อยอด เช่น ให้มีการจดทะเบียนตั้งบริษัทภายใน co-working space เลยได้หรือไม่ โดยใช้เวลาไม่นาน เช่น เสร็จหมดทุกอย่างภายใน 1 วัน ทั้งหมดก็เพื่อต้องการให้ประเทศไทยเป็น Digital hub อย่างแท้จริง เพื่อจะได้ระดมคนฉลาดๆ อย่างคนต่างประเทศที่เขาอยากอยู่เมืองไทยมาช่วยกันพัฒนา ถ้าเรารวมคนฉลาดๆ มาไว้แล้วสร้าง community ผมเชื่อว่าใช้เวลาไม่นาน ประเทศไทยจะพัฒนาได้เร็วเลย จะทำให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เงินจะไหลเข้ามา หากมีการพัฒนา App ที่สามารถใช้กันได้ทั่วโลก เป็นสิ่งที่เราก็วาดฝันและคิดกันเอาไว้ ซึ่งถ้าไม่เริ่ม ก็ไม่มีโอกาส

ผมเชื่อว่าด้วยความรู้ความสามารถของคนไทยเอง และการเปิดกว้างให้คนต่างประเทศที่อยากมาอยู่เมืองไทย แต่กฎระเบียบของไทยต้องเปิดกว้าง ต้องส่งเสริมในเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่มาออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แล้วทำอะไรก็ผิด แบบนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะนโยบายการออกกฎ ระเบียบลักษณะเช่นนี้ สร้างอิมเมจที่ผิด ทำให้คนไม่อยากเข้ามา อย่างผมวิเคราะห์เศรษฐกิจประเทศไทย แล้วถูกทหารมาพบ ขอปรับทัศนคติ 10 กว่าครั้ง เป็นไปได้อย่างไร เมื่อเขาทำกันแบบนี้ ก็ทำให้คนก็ไม่อยากมาอยู่ ไม่อยากเข้ามา เพราะไม่รู้ว่ากฎ ระเบียบของรัฐบาลจะเอาอย่างไร

...ยกตัวอย่างที่ลอนดอน ซึ่งเดิมอังกฤษเป็นชาติมหาอำนาจที่มีอาณานิคมหลายประเทศ จนต่อมาเมื่อมีการแยกตัวออกไป ลอนดอนก็เป็นเมืองที่ไม่ได้มีอะไรมาก แต่เนื่องจากเป็นเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงระดับโลก สิ่งที่ทำคือ ลอนดอนมี Rule of law มีกฎ ระเบียบ กฎหมายที่ชัดเจน คนก็อยากไปอยู่ เอาเงินไปลงทุน ซื้อที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ก็ส่งผลให้ลอนดอนเจริญ ราคาที่ดินก็สูง สร้างรายได้มากมาย ส่วนกรุงเทพมหานครก็เป็นเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงของโลก ถ้ามีการพัฒนา มี Rule of law ที่ชัดเจน ไม่เอียงไปเอียงมาอย่างปัจจุบัน ก็ทำให้สามารถพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองศูนย์กลางของโลกได้ แต่ก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้แล้ว

พิชัย-แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้นโยบายที่จะต้องผลักดันคือ การทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่แผนที่โลก คือต้องทำไทยเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้เกิดความสงบสุขและมีความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น อย่างปัจจุบันการลงทุนในไทยหายไปเยอะ แม้คนในรัฐบาลอย่าง ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่เคยขึ้นเวทีเสวนากับผม จะเถียงว่าไม่ได้หาย โดยอ้างว่าปีที่แล้วตัวเลขอยู่ที่ 6 แสนล้าน แต่ปีนี้ 2561 อยู่ที่ 7 แสนล้านบาท แต่หากไปดูในอดีต เช่น ตัวเลขบีโอไอ ปี 2555 ตัวเลขอยู่ที่ 1.45 ล้านล้านบาท 2556 ตัวเลขคือ 1.6 ล้านล้านบาท ตัวเลขมากกว่าปัจจุบันเป็นเท่าๆ อันนี้เฉพาะบีโอไออย่างเดียว แต่การลงทุนทั้งหมดจริงๆ น้อยกว่านี้เยอะ อย่างช่วงปี 2558 มีตัวเลขลงทุนแค่ไม่กี่หมื่นล้านบาท จนญี่ปุ่นบอกเงินลงทุนของเราหายไปเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นไทยจึงต้องกลับไปเพื่อให้คนเขาเชื่อมั่น ผ่านแนวทาง เช่น การพัฒนาการเชื่อมโยงการค้าขายตามแนวชายแดนให้มากขึ้น เพราะตอนนี้ค้าขายกันเป็นแสนล้านบาท จึงต้องคิดล่วงหน้าว่าหลังจากนี้เราควรต้องทำอะไร จำเป็นต้องใช้ "เงินบาท" ให้เป็น Sub regional currency ควรจะทำหรือไม่ เพื่อทำให้ไทยเองเป็นพี่ใหญ่ให้กู้ เพราะตอนนี้ลาว เขมร พม่า เขาต้องการพัฒนา เขาอาจมีเงินน้อย แต่ไทยเราเองอาจมีเงินบาทที่แข็งแรง มีเงินทุนสำรอง 2 แสนล้านเหรียญฯ ถ้าเราพิมพ์บาทออกมาเพื่อให้เขากู้ ซึ่งความเสี่ยงมีน้อย เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีทรัพยากรที่เราต้องการ เช่น ผลิตกระแสไฟฟ้าให้ไทย มีแหล่งก๊าซ มีน้ำมันให้เรา ทำให้ความเสี่ยงที่จะได้ชำระคืนจึงไม่น่าจะมีความเสี่ยงอะไร จนทำให้จะเกิดเป็นหนี้เสีย ก็อยากให้พัฒนากรอบความคิด เพราะเราต้องมีพรรคพวก ใช้ความเป็นอาเซียน โดยเราต้องเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ คือเป็นพี่ต้องใจถึง แต่สุดท้ายเราได้ประโยชน์ เพราะเมื่อให้กู้ เขาก็มาซื้อของจากเรา ก็ทำให้เรามีรายได้มากขึ้น

ปัจจุบันสินค้าของไทยมีการเข้าไปขายในกลุ่มประเทศอาเซียนจำนวนมาก ซึ่งหากพัฒนากรอบความคิดพวกนี้ได้จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ และขณะเดียวกันเราก็ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลเรื่องสินค้าเกษตร ที่เรียกว่า Smart Farmer ต้องทำให้เขาเข้าถึงแหล่งทุน แหล่งข้อมูลว่าหากปลูกอะไร จะได้ราคาดีที่สุด การขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า บนหลักคือให้เขารู้ข้อมูลมากที่สุด เพื่อนำไปสู่การพิจารณา แต่ขณะเดียวกันระยะสั้น ก็ต้องหาทางช่วยเหลือ แต่ระยะยาวคือต้องปรับระบบให้เขามีรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงการสร้างรายได้เสริม เช่น สินค้าโอท็อป เพื่อให้มีการพัฒนาร่วมกัน

...อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีนโยบายเศรษฐกิจด้านอื่นๆ แต่เนื่องจากเป็นกรอบนโยบายที่อาจต้องใช้งบประมาณ ที่ต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการ กกต.ก่อน เราจึงพูดไปก่อนตอนนี้ยังไม่ได้ ส่วนแนวคิด Code Thailand ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณอะไร อาจใช้น้อยมาก เพราะเป็นเรื่องการปรับประเทศไทย เป็นการดึงให้เอกชนมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพราะจะเป็นสิ่งที่จะพัฒนาประเทศไทยต่อไป

ทษช.ดันโลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน

พิชัย-แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ พูดถึงสโลแกนของพรรคไทยรักษาชาติที่ว่า โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน ที่พรรคจะชูในช่วงหาเสียง เกิดจากแนวคิดของพรรคที่ว่า โลกเปลี่ยแปลงเร็วมาก มีการประเมินกันว่าการเปลี่ยนแปลงในอีก 6 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงเร็วมากกว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงเกือบร้อยปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเรามาอยู่ในภาวะที่มีปัญหาการเมืองไม่เหมาะสม เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลงเร็ว ถ้าเรายังเสียหายต่อไปแบบช่วงนี้ จะเกิดการเสียหายมาก เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงเยอะมาก เราต้องคิดว่าจากภาวะปัจจุบัน ถ้ายังมีความคิดย้อนแย้งปรับตัวไม่ทันเช่น บอกว่าจะทำให้ไทยเป็น 4.0 แต่ขณะเดียวกันก็มีการออกมาตรการต่างๆ เช่น การออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทั้งที่ 4.0 คือต้องส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศให้ได้ เพราะหากทำไม่ได้ก็จะล้าสมัย แต่การที่พยายามปิดกั้นความคิดเห็นของคน ทำให้โอกาสในการพัฒนาประเทศมันหายไป

พิชัย-แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่จึงสวนทางกับความเป็นจริงกับสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะโฆษณา โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน จริงๆ ไทยต้องก้าวไปล่วงหน้าด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ต้องพยายามทำให้ทันก่อน แล้วจากนั้นก็จะต้องก้าวไปก้าวหน้า เหมือนอย่างสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ที่ผมเคยเสนอให้มีโครงการแท็บเล็ต ตอนแรกก็มีคนไม่เห็นด้วยบอกว่าหากแจกเด็กก็จะนำไปเล่นเกม แต่มาดูปัจจุบันระบบการสื่อสารคอมพิวเตอร์ต่างๆ มีความสำคัญอย่างยิ่ง Digital Economy มันใหญ่โตขนาดไหน เรื่องแบบนี้มันต้องมีวิสัยทัศน์ มองเห็นอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร การเป็นผู้นำต้องมองเห็นทะลุก่อน ไทยรักษาชาติจึงจะนำเสนอนโยบายว่าต้องการเห็นอะไรเกิดขึ้นในอนาคต นโยบายจะสะท้อนว่าเราเห็นอนาคตเป็นอย่างไร และให้ประชาชนเข้าใจและเชื่อมั่นด้วยกันว่า สิ่งที่พรรคจะทำเป็นการทำเพื่อไปสู่อนาคตที่จะรุ่งเรืองด้วยกัน

-นโยบายด้านการเกษตรโดยเฉพาะเรื่องข้าว พรรคตกผลึกหรือยังว่าจะเสนอแนวทางจำนำข้าวหรือประกันรายได้ให้เกษตรกร?

ในแง่สินค้าเกษตรโดยรวม ในระยะสั้นก็ต้องหาทางช่วยเหลือ อันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอย่างรัฐบาลปัจจุบันก็ยังแจกมากมาย หากจะมาบอกว่ารัฐบาลหลักเลือกตั้งทำไม่ได้ ก็คงไม่ใช่ แต่เราต้องคิดว่าระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว จะทำอย่างไรให้เขามีรายได้ที่มั่นคง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงต้องมานั่งดูรายละเอียดโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยว่าแต่ละพื้นที่ หากมีการผลิตหรือปลูกอะไร แล้วเขาจะได้ประโยชน์มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไร ควรต้องทำเป็นคลัสเตอร์แต่ละเรื่อง ซึ่งจริงๆ ก็มีผู้ต้องการมาร่วมลงทุนเยอะแยะ แล้วมีการช่วยเหลือ โดยรัฐเข้าไปการันตีในเรื่องรายได้ ก็มองว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ โดยพรรคก็จะไปลงรายละเอียดต่อไป

พิชัย มองว่าสิ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบันพร้อมที่จะถูก Disrupt ได้โดยเร็ว ขนาดธนาคารที่ว่าชัวร์ๆ ต่อไปอีกไม่กี่ปีก็อาจประสบปัญหา เพราะเจอเช่นเรื่องฟินเทค เพราะฉะนั้นอะไรต่างๆ บนโลกมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันนี้ดี แต่ต่อจากนี้อีก 2-3 ปีอาจเปลี่ยนไปถ้าตามไม่ทัน ดังนั้นสิ่งที่พรรคไทยรักษาชาติต้องการก็คือ ทำให้สามารถเกิดการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกได้ตลอดเวลา สิ่งที่รัฐบาลทำอย่างเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีถึงไม่เวิร์ก เพราะกำหนดอะไรขึ้นมาโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าต่อไปโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร และกลายเป็นว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีทำขึ้นมาเพื่อจะมาสืบทอดอำนาจ โดยมีการให้อำนาจกับบางฝ่ายเช่นกรรมการ ส.ว.ยื่นเรื่องกับ ป.ป.ช.มาเอาผิดว่ารัฐบาล หรือหน่วยงานรัฐทำผิดกับยุทธศาสตร์ชาติ ที่ต้องถามว่าจะใช้เกณฑ์ตัดสินอย่างไร

...อย่างเรื่อง Code Thailand หากทำแล้วมาบอกว่าเป็นเรื่องตรงข้ามกับยุทธศาสตร์ประเทศ เท่ากับกลายเป็นว่าต้องหยุดดำเนินการเลยหรือ เลยกลายเป็นว่าไม่ต้องปฏิวัติแล้วเพราะใช้ยุทธศาสตร์นี้ปฏิวัติ เพราะทำให้รัฐบาลหยุดดำเนินการได้ อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลบอกไม่หมด แล้วพยายามจะมาบอกว่าต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งไม่ได้มีไว้สำหรับวันนี้ ซึ่งเป็นการพยายามพูดมั่วเพื่อเอาประโยชน์เข้าตัวเอง

-นโยบายหลายอย่างดูเหมือนจะต่อยอดมาจากเพื่อไทย?

ก็ต้องคิดว่ามาจากรากเหง้าเดียวกันคือ ไทยรักไทย อย่างแนวคิด Dual Track Policy ก็ยังต้องมีอยู่ กับการให้บริษัทใหญ่ดีขึ้น พัฒนาขึ้น มีการแข่งขัน และนำเงินเข้าประเทศ แต่ไม่ใช่การผูกขาด เพราะเราต้องขจัดการผูกขาด ที่เป็นการเอาเปรียบ คือหากไปแข่งขันกับต่างประเทศ แล้วนำเงินเข้าประเทศไทยแบบนี้ต้องส่งเสริม แต่ถ้าผูกขาดแล้วเอาเปรียบคนในประเทศ แบบนี้เราไม่ส่งเสริม เราต้องขจัดการผูกขาดให้ได้เพื่อให้คนมีโอกาส

Disrupt คสช.-ยุทธศาสตร์ชาติ

ส่วนแนวนโยบายด้านการเมืองที่จะชูในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พิชัย-แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ เปิดเผยว่าเราชูความเป็นพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตย และเรามองเห็นว่าอะไรที่เป็นปัญหา เราต้อง Disrupt อย่างเช่นผู้นำที่มีปัญหาไม่มีวิสัยทัศน์ เราก็ต้อง Disrupt เหมือนกับคุณจ้างคนมาเป็นผู้จัดการมาทำงาน แล้วทำงานไป 3-4 ปี เมื่อครบกำหนดจะต่อสัญญาการทำงานหรือ หากผู้จัดการคนนั้นทำบริษัทคุณเจ๊ง ทำให้บริษัทขาดรายได้ แล้วมาบอกว่าอนาคตจะดีขึ้น ก็ในเมื่อทำมาแล้ว 4 ปียังทำเจ๊ง แล้วอนาคตจะดีได้อย่างไร มันไม่ได้มีสัญญาณว่ามันจะดีขึ้นได้ แล้วจะมาบอกว่ามาถูกทางแล้ว แต่คนในบริษัท คนงานต้องกัดก้อนเกลือกิน ที่แสดงให้เห็นว่าลำบาก แต่ผู้จัดการจะมาบอกว่าดี แบบนี้ก็ไม่ได้

นโยบายทางด้านการเมืองของพรรคที่สำคัญคือ ไม่ให้มีการสืบทอดอำนาจ ไม่เอา คสช. ทหารต้อง Disrupt สองคือ Disrupt รัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญจะสร้างปัญหาในอนาคต แม้จะรู้ว่าเรื่องนี้ยาก แต่หากเกิดกระแสประชาชนรับรู้ว่าจะเกิดปัญหาต่อไปในอนาคตก็ต้อง Disrupt รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี คือยุทธศาสตร์ต้องมี แต่ต้องไม่ใช่มาเป็นบทลงโทษคน ยุทธศาสตร์มีได้ แต่ต้องให้ปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะ เช่นอย่างที่ผมบอกว่าประเทศไทยต้องเป็นศูนย์กลางอาเซียนให้ได้ แบบนี้คือยุทธศาสตร์ แต่ไม่ใช่ว่าทำแล้วมาบอกว่าไม่ใช่ยุทธศาสตร์ จะมาให้หยุดการดำเนินการ แบบนี้มันใช้ในการสืบทอดอำนาจแล้ว สิ่งนี้รัฐบาลพูดไม่หมด นายกฯ ก็พูดให้กำกวม พูดไม่หมด

ถามว่าจากระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียว แต่มีพรรคการเมืองที่ชูความเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยหลายพรรค จะมีผลต่อคะแนนเสียงที่จะออกมาหรือไม่ พิชัย ตอบว่า เขตเลือกตั้งใดมีผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ ก็ขอให้เลือกพรรคไทยรักษาชาติ เพราะจะได้สิ่งที่ดี ได้อนาคตที่ดีแน่นอน แต่อย่างถ้าเปรียบเทียบเพื่อไทยกับไทยรักษาชาติ ก็อยากให้มองว่าไทยรักษาชาติก็คือทุกอย่างที่เพื่อไทยมี แต่มีดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ TOYOTA กับ LEXUS รถยนต์ LEXUS มีทุกอย่างที TOYOTA มี แต่ LEXUS มีเทคโนโลยี อุปกรณ์เสริมมากกว่าเยอะ

...ไทยรักษาชาติก็คือพรรคการเมืองที่มีแนวคิด มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีแนวทางใหม่ๆ ที่จะทำให้เห็นว่าโลกกำลังจะก้าวไปทางไหน แล้วเราต้องก้าวไปให้ได้ก่อน แต่ตอนนี้ต้องก้าวให้ทัน แต่ต่อไปต้องก้าวให้ล้ำหน้าโลกด้วยซ้ำ เหมือนอย่างโครงการ 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ที่ผมเป็นคนคิด แล้วดูตอนนี้ digital economy สร้างมหาเศรษฐีของโลก อย่าง Jeff Bezos เจ้าของ Amazon มีสินทรัพย์ 1.6 แสนล้านเหรียญ แซง Bill Gates เกือบเท่าหนึ่งก็เพราะ digital economy ถ้าคุณคิดไม่ออก มองไม่เห็นว่าโลกจะเป็นอย่างไร ไม่สามารถเป็นผู้นำประเทศได้ ในโลกตอนนี้แข่งกันด้วยผู้นำ

ในอดีตประเทศไทยเราเจริญเพราะเป็นเสรีนิยมที่คนให้ความเชื่อถือ ซึ่งหากเราสามารถรักษาสถานะของรัฐบาลให้มั่นคง แต่ในช่วงสี่ปีที่ผานมาจะพบว่าไม่มีใครมาลงทุน ไม่มีใครเชื่อเราเลย เงินลงทุนไปอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านหมด ผมไม่ได้พูดเอง แต่อยาง Bloomberg บอกเองเลยว่า การที่ประเทศไทยมีปัญหาทางการเมือง ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านได้ประโยชน์ เงินจากต่างประเทศเช่นญี่ปุ่นยังคงเข้ามาลงทุนในอาเซียนเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้เข้ามาที่ประเทศไทย ไปอยู่ที่อื่นหมด  อย่างไปดูที่เวียดนาม ตัวเลขการส่งออก การลงทุนเขาเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้ยกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเกิดจากการที่ไทยมีปัญหาทางการเมือง

บัตรคนจน ทษช.เดินหน้าหรือล้ม?
-เรื่องบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลชุดนี้ทำไว้ พรรคไทยรักษาชาติมีความเห็นอย่างไร จะขับเคลื่อนต่อหรือไม่?

อะไรเป็นประโยชน์คนจนต้องรักษาไว้ แต่ที่ผ่านมาถ้าจำกันได้ตลอด 4 ปี ผมบอกตลอดเศรษฐกิจไม่ได้ ขอให้รัฐช่วยคนจน เสร็จแล้วพอถึงเวลาใกล้เลือกตั้งมาจ่ายเงิน แต่ประชาชนเดือดร้อนมา 4-5 ปี ไม่ได้ช่วย มาช่วยตอนนี้ดูเหมือนตั้งใจหาเสียงหรือไม่ ทั้งที่เขาลำบากมาก่อน ทำไมไม่บริหารจัดการให้เขามีความสุข ในหลักความเป็นจริงทำให้เขาลำบาก มาจ่ายเงินเขา แล้วจะให้เขากลับไปลำบากใหม่อีกอย่างนั้นหรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยเหลือคนนั้นดี แต่ควรส่งเสริมให้คนมีรายได้มั่นคงถาวรต่อไป ถ้าจ่ายเงินแล้วเจริญ ทั้งโลกคนจ่ายกันหมดแล้ว ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ยังออกมาบอกคนจะอดตายหมดแล้ว แต่ก่อนหน้าบอกเศรษฐกิจดีอยู่เลย

"เราไม่ยกเลิก แต่จะหาทางปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น ยังเปิดเผยไม่ได้ กลัวโดนก๊อบปี้ ประเทศอย่างเราไม่ควรมีคนจนเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกินแสดงว่ามีปัญหาในเชิงบริหารจัดการ หรือกลไกลบริหารอาจแย่ ทำให้คนจนมากขึ้น มันมีปัญหาโดยหลักการ แต่เราคงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ดีขึ้น ไม่ยกเลิกแน่นอน"

...ตอนลงพื้นที่ บัตรคนจนที่ได้ไปก็ไปซื้อบางร้านเท่านั้น และของที่ขายบางอย่างแพงกว่าข้างนอกอีก ราคาต่างกัน แต่เขาได้ของฟรี เหมือนถูกบังคับให้ใช้ก็ต้องใช้

พิชัย ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2562 กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตเฉลี่ย 2.8 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งเห็นชัดเจน ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด หลังปฏิวัติขึ้นมาลำดับ 3 แต่สองปีให้หลังเราขึ้นอันดับ 1 มันก็ชัดเจน แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาต้องถามรายได้คนจนเพิ่มหรือไม่-ก็ไม่มี สินค้าเกษตรลดต่ำลง แม้มีคนไทยบางกลุ่มรวยขึ้น แต่ไม่ต้องบอกว่าใคร กำไรตลาดหลักทรัพย์โตขึ้น แต่ที่เหลือติดลบ แต่ปีหน้าเชื่อว่าเศรษฐกิจปีหน้ายังไม่ค่อยดี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวมาก ที่เราดีขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกดี แม้จะมีเด้งขึ้นบ้างเพราะเราโตต่ำกว่าตลอด อาจเด้งขึ้นบ้างมาเฉลี่ย 4 เปอร์เซ็นต์กว่า แต่ไม่ได้แปลว่าดี เพราะโดยเฉลี่ยของเอเชียประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์กว่า  แต่ของอาเซียนประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ แม้เรา 4 เปอร์เซ็นต์แต่ก็ถือว่ายังต่ำ มันไม่ได้ดี พอปี 2561 ไตรมาส 3 ไม่ดี ไตรมาส 4 ก็คงไม่ดี ส่งออกก็ขยายตัวลดลง การลงทุนยังเป็นปัญหา ไม่มีใครมา เป็นเพราะความมั่นใจ เรื่องการท่องเที่ยวเราก็สร้างปัญหาเอง ทั้งเรื่องเรือล่ม เรื่องการทำร้ายนักท่องเที่ยว ส่วนปีหน้าจะให้โตถึง 4 เปอร์เซ็นต์คงมีน้อยมาก

"การเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางประเทศ ถ้าบิ๊กตู่มาเป็นนายกฯ อาจแย่ไปอีก 5-20 ปี ไม่ได้ดูถูก เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาไม่ดี แล้วจะให้ดีอีกได้อย่างไร".

วิเคราะห์รัฐบาลหลังเลือกตั้ง ปชป.ต่ำร้อย-พปชร.ไม่เปรี้ยง

พิชัย-แกนนำพรรคไทยรักษาชาติกล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นว่า ถึงขณะนี้ประเมินว่าน่าจะได้ส.ส.หลังการเลือกตั้งสักประมาณ 50-60 คน หรืออาจได้มากกว่านั้น แต่จากการที่พรรคได้ลงพื้นที่หลายแห่ง พบว่ากระแสตอบรับดี อาจทำให้มีการปรับตัวเลขกันใหม่ หรืออย่างบางจังหวัดผมก็เชื่อว่าเราอาจชนะยกจังหวัดได้เช่นที่พิจิตร เช่นเดียวกับพื้นที่กรุงเทพมหานคร เราก็เชื่อว่าพรรคจะได้ ส.ส.เขต กรุงเทพมหานครแน่นอน คือเชื่อว่าพรรคจะได้ ส.ส.เขตแทบทุกภาค เพราะตอนแกนนำพรรคลงพื้นที่ประชาชนฝากความหวังกับพรรคไว้มาก เช่นเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เห็นหน้าหัวหน้าพรรคก็คนรุ่นใหม่ ทิศทางใหม่ แนวคิดใหม่ เป็นสัญลักษณ์แต่ละคน และยืนยันว่าเขตเลือกตั้งใดที่มีผู้สมัครของพรรคไทยรักษาชาติ หากชนกับพรรคเพื่อไทยก็ต้องสู้กันเต็มที่อยู่แล้ว ส่วน 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของไทยรักษาชาติ ถึงขณะนี้ยังไม่ทราบ แต่คงเป็นไปตามสถานการณ์ หลังปีใหม่คงมีความชัดเจนออกมา

ถามเพื่อให้วิเคราะห์ว่าพรรคการเมืองที่เรียกว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย คาดว่าจะได้ ส.ส.หลังเลือกตั้งเท่าใด พิชัย ประเมินว่าจากการที่มีการสำรวจ เชื่อว่าฝั่งประชาธิปไตยน่าจะได้ประมาณ 290-300 เสียง  แม้ไม่ถึง 376 เสียง ที่ต้องใช้เสียงรวมกันจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ต้องดูกระแสสังคมเอาอย่างไร แล้วทาง ส.ว. 250 คนจะเอาอย่างไร หากยังดื้อรั้นยังโหวตให้บิ๊กตู่บริหารประเทศ แต่งบประมาณไม่ไว้วางใจต้องผ่านสภาผู้แทนฯ ถ้าอีกฝั่งมีเสียงไม่ถึง 251 เสียงก็บริหารประเทศไม่ได้ แล้วจะบริหารประเทศอย่างไร อย่างไรก็ตามก็ต้องแล้วแต่กระแสสังคม เพราะก็ยังไม่แน่ ไม่แน่ฝ่ายนี้รวมๆ กันอาจได้ 375 เสียงก็ได้ ถ้าหากประชาชนรู้สึกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว แต่จากการที่ได้ลงพื้นที่เขาก็ไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว

ส่วนความเป็นไปได้ที่พรรคจะไปจับมือกับบางพรรคการเมืองเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พิชัย ตั้งคำถามไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่า ต้องถามประชาธิปัตย์เขาว่าอย่างไร ตอนนี้ยังพูดกำกวม เอาหรือไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถ้าดูประวัติย้อนหลังโอกาสที่จะร่วมกับทหารก็ค่อนข้างมีมาก หลายคนที่เป่านกหวีดหลายคนยังอยู่ประชาธิปัตย์ อย่างโฆษกรัฐบาล-รองผู้ว่าฯ กทม.ก็คนประชาธิปัตย์ แต่เท่าที่ได้ยินมา โพลเขาไม่ค่อยดี น่าจะอยู่ในขาลง น่าจะต่ำ 100 แน่นอน

ถามถึงความเป็นไปได้ในการเป็นพันธมิตรกับพรรคอื่นๆ พิชัย กล่าวว่า ภูมิใจไทยน่าจะอยู่ฝั่งคนชนะ ผมเชื่อว่าถ้าเพื่อไทยฝั่งประชาธิปไตยชนะเกินครึ่ง คนที่แทงกั๊กคงโดดเข้ามา แล้วฝั่งกลางๆ ภูมิใจไทย ชาติไทยฯ พร้อมที่จะเลือกตั้งใหม่หรือไม่ คงยินดีมาอยู่ฝั่งเรา ดีกว่าไปอยู่ฝั่งทหารแล้วยุบสภา ไม่ไว้วางใจ โหวตแพ้ก็ต้องยุบสภา ขณะที่พรรคพลังประชารัฐมองว่าจากโพลที่เราสำรวจมา เขาได้น้อยมาก ชาวบ้านไม่เอาทหาร อดีตยังไม่เอาเลย ปัจจุบันคงไม่เปลี่ยนใจมาเอา มันสวนกระแสโลกเกินไป  โลกเปลี่ยน ทหารมีความสามารถบริหารประเทศหรือ ในโลกมีแค่ 2 ประเทศที่ทหารบริหาร แต่ก็ไม่เวิร์ก

-หลังเลือกตั้งทางการเมืองอาจมีความวุ่นวาย อาจมีการดูดตัว ส.ส.ให้มาโหวตนายกฯ?

ก็มีโอกาส แต่สุดท้ายเลือกตั้งเสร็จ กระแสสังคมจะเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไปทางไหน เพราะ 4-5 ปีมันชัดเจน คนต้องการอะไร สมมุติฝั่งหนึ่งมี 125 เสียง อีกฝั่งมี 300 เสียงบอกโหวตเป็นนายกฯ ไปก่อน ไปตายเอาดาบหน้า แม้ทำได้แต่ก็คงมีการยื่นไม่ไว้วางใจได้ ถ้าโหวตก็แพ้ ยุบสภา ถามว่าพรรคอื่นพร้อมยุบสภาหรือไม่ เพราะถือว่ามีเหตุให้ไม่ไว้วางใจได้ ที่ดันทุรังทั้งๆ ที่แพ้การเลือกตั้ง.

"บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยเราไม่ยกเลิก แต่จะหาทางปรับเปลี่ยน ให้ดีขึ้น...ประเทศอย่างเราไม่ควรมีคนจนเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกินแสดงว่ามีปัญหาในเชิงบริหารจัดการ หรือกลไกบริหารอาจแย่ ทำให้คนจนมากขึ้น มันมีปัญหาโดยหลักการ แต่เราคงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ดีขึ้น ไม่ยกเลิกแน่นอน"

"การเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางประเทศ ถ้าบิ๊กตู่มาเป็นนายกฯ อาจแย่ไปอีก  5-20 ปี ไม่ได้ดูถูก เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาไม่ดี แล้วจะให้ดีอีกได้อย่างไร"

"สมมุติฝั่งหนึ่งมี 125 เสียง อีกฝั่งมี 300 เสียง บอกโหวตเป็นนายกฯ ไปก่อน ไปตายเอาดาบหน้า  แม้ทำได้แต่ก็คงมีการยื่นไม่ไว้วางใจได้ ถ้าโหวตก็แพ้ ยุบสภา ถามว่าพรรคอื่นพร้อมยุบสภาหรือไม่  เพราะถือว่ามีเหตุให้ไม่ไว้วางใจได้ ที่ดันทุรังทั้งๆ ที่แพ้การเลือกตั้ง"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง