สถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยคนไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วนที่คงที่ ขณะที่สัดส่วนการดื่มในระดับอันตรายลดลง

ข่าวบันเทิง 1 มกราคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

สถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผ่านมา จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในช่วง พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๕๘ ประชากรอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ที่เคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรอบ ๑๒ เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ค่อนข้างคงที่ จากร้อยละ ๓๒.๗๐ ใน พ.ศ.๒๕๔๗ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ ๓๔.๐๐ ใน พ.ศ. ๒๕๕๘ เมื่อพิจารณากลุ่มคนที่ดื่มประจำ (อย่างน้อย ๑ ครั้งต่อสัปดาห์) ในกลุ่มคนที่ดื่มในรอบ ๑๒ เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ มีการดื่มลดลงจากร้อยละ ๔๔.๓๘ ใน พ.ศ.๒๕๕๒ เหลือร้อยละ ๓๙.๙๑ ใน พ.ศ.๒๕๕๘ แปลความได้ว่า กลุ่มคนที่ดื่มประจำมีความถี่ในการดื่มลดลงเล็กน้อย เฉลี่ยร้อยละ ๑.๑ ต่อปี ข้อมูลสะท้อนว่า ภาพรวมมาตรการการดำเนินงานในช่วงอดีตที่ผ่านมามีผลในการลดความถี่ในการดื่มของนักดื่มประจำลงได้

เมื่อพิจารณาข้อมูลจากการสำรวจภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนไทย พบว่า สัดส่วนของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับอันตรายมีแนวโน้มลดลงมาโดยตลอด จากร้อยละ ๙.๑๐ ใน พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นร้อยละ ๗.๓๐ ใน พ.ศ.๒๕๕๒ และลดเหลือร้อยละ ๓.๔๐ ใน พ.ศ.๒๕๕๗ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการดื่มอย่างหนักของประชากรไทยมีแนวโน้มลดลง

ประชากรไทยมีปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภาพรวมของทั้งประเทศคงที่ในช่วง ๑๕ ปีหลัง และค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงในช่วง ๘ ปีหลัง

ข้อมูลจากการคำนวณปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อหัวประชากร (ลิตรต่อคนต่อปี) พบว่า ปริมาณการบริโภคเฉลี่ย มีแนวโน้มลดลงจาก ๘.๐๙ ลิตรต่อคนต่อปี ใน พ.ศ.๒๕๔๐ เป็น ๖.๙๕ ลิตรต่อคนต่อปี ใน พ.ศ.๒๕๕๘ โดยการบริโภคสุรากลั่นมีสัดส่วนสูงที่สุดตลอดช่วง ๑๗ ปีที่ผ่านมา รองลงมาคือ เบียร์ และไวน์ ตามลำดับ อย่างไรก็ตามสัดส่วนการบริโภคสุรากลั่นมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่สัดส่วน4การบริโภคเบียร์และไวน์เพิ่มขึ้น (หมายเหตุ-ใน พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๔๑ เป็นช่วงที่มีการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่สูงและลดลงอย่างฉับพลันใน พ.ศ.๒๕๔๒ ด้วยเหตุว่า พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นปีที่มีการขายโรงงานผลิตสุราให้กับภาคเอกชน และขึ้นภาษีสุราครั้งสำคัญ ทำให้เป็นไปได้ที่มีการผลิตที่มากผิดปกติเพื่อที่จะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำ

ข้อมูลของสำนักบัญชีประชาชาติชี้ว่า แนวโน้มคนไทยซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงในช่วงเวลา ๗ ปีที่ผ่านมา โดยลดลงจาก ๑๗๘,๘๑๐ ล้านบาท ใน พ.ศ.๒๕๕๑ เหลือ ๑๔๔,๔๓๙ ล้านบาท ใน พ.ศ.๒๕๕๙ โดยช่วงเวลาสามปี ระหว่าง พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๔ มีการใช้จ่ายเพื่อการดื่มลดลงมากเป็นพิเศษ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลปริมาณการดื่มลดลงในช่วงเวลาเดียวกัน อาจเกิดจากเป็นช่วงที่ประเทศไทยประสบวิกฤตการณ์ทางการเมือง ส่งผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของประเทศเติบโตไม่มากนัก จึงทำให้การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงมากกว่าปกติ

ต่อมาใน พ.ศ.๒๕๕๔ ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยรุนแรงกว้างขวางซ้ำอีก สถานการณ์นี้เป็นไปตามหลักสากลทั่วโลก คือ เมื่อประชาชนมีรายได้ดี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอื่นๆ จะเพิ่มขึ้น และการดื่มจะลดลงเมื่อรายได้ประชาชนลดลง โดยสรุป ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ อาจบ่งชี้ได้ว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยดำเนินการเพื่อควบคุมปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น สามารถรักษาระดับการดื่มในภาพรวมของคนไทยให้ไม่เพิ่มขึ้นได้ ทั้งสัดส่วนร้อยละของประชากรที่ดื่ม ปริมาณการดื่มต่อหัวประชากร และสามารถลดสัดส่วนการดื่มแบบอันตรายลงได้ และทำให้ประชากรใช้จ่ายในการดื่มลดลง ทั้งๆ ที่รายได้มวลรวมประชาชาติของคนไทย (GDP) เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๒๙ จาก พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๕๗ ซึ่งการศึกษาขององค์การอนามัยโลกได้ชี้ว่าประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ประชากรเพิ่มขึ้นจะมีแนวโน้มการดื่มที่มากขึ้น

สถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทยผู้เสียชีวิตบนท้องถนนลดลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิต ๒๒,๘๘๖ ราย ใน พ.ศ.๒๕๕๔ ลดลงเป็น ๒๒,๓๕๖ ราย ใน พ.ศ.๒๕๕๙ จากสถิติย้อนหลังช่วงหลายปีที่ผ่านมาระบุว่า กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ กลุ่มผู้ชาย และกลุ่มแรงงาน

ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยมีหลายฐานข้อมูลและมีหลายหน่วยงานที่เป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บ ซึ่งการเก็บข้อมูลก็ขึ้นกับนิยามของแต่ละหน่วยงานและการนำไปใช้ประโยชน์ คณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการข้อมูล และการติดตามประเมินผล ภายใต้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้บูรณาการข้อมูลการตายจากอุบัติเหตุทางถนน ใน พ.ศ.๒๕๕๔-๒๕๕๘ จาก ๓ ฐานข้อมูลสำคัญของประเทศ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด และฐานข้อมูลมรณะบัตรและหนังสือรับรองการตาย เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลหลักในการรายงาน และพบว่าข้อมูลนี้มีความใกล้เคียงกับข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกได้รายงานเอาไว้ใน Global Status Report on Road Safety ใน พ.ศ.๒๕๕๖ และ พ.ศ.๒๕๕๘ จากการคาดประมาณโดยสูตรคำนวณซึ่งใช้หลายตัวแปรข้างเคียง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อมูลจากการบูรณาการเชื่อมข้อมูล ๓ ฐาน และข้อมูลจากการรายงานขององค์การอนามัยโลก ต่างก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน คือ "จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลดลง"

คนใช้รถจักรยานยนต์ไทยยังสวมหมวกนิรภัยไม่ถึงครึ่ง

อัตราการสวมหมวกนิรภัยของคนไทยทั้งประเทศใน พ.ศ.๒๕๕๙ มีผู้ขับขี่และผู้โดยสารสวมหมวกนิรภัยร้อยละ ๔๓ ซึ่งเท่ากับปีก่อน โดยในพื้นที่เขตเมืองมีอัตราการสวมหมวกนิรภัยค่อนข้างสูง แบ่งออกเป็น ชุมชนเมืองหลัก ร้อยละ ๗๐ ชุมชนเมืองรอง ร้อยละ ๔๕ แต่ในเขตพื้นที่ชุมชนชนบทมีอัตราการสวมหมวกนิรภัยค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ร้อยละ ๓๑ ขณะที่ผลการสำรวจการสวมหมวกนิรภัยของกลุ่มวัยรุ่นในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๕๘ พบว่า ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสวมหมวกนิรภัยอยู่ที่ ร้อยละ ๔๘ เฉพาะผู้ขับขี่สวมหมวก ร้อยละ ๕๙ ซึ่งสูงกว่าผู้โดยสารอยู่ที่ ร้อยละ ๓๔

เหตุผลสำคัญของการไม่สวมหมวกนิรภัย คือ ผู้ขับขี่คิดว่าเดินทางระยะใกล้ หากผู้ใช้รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง แม้จะเดินทางระยะใกล้จะช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตเนื่องจากการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ถึง ร้อยละ ๕๘ สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยจำนวนมากยังมีความประมาทและขาดวัฒนธรรมความปลอดภัย

ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย พ.ศ.๒๕๕๗-๒๕๕๘ โดยศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ร่วมกับ มูลนิธิไทยโรดส์ พบว่า จำนวนและสัดส่วนของคดีอุบัติเหตุจราจรที่มีสาเหตุจากดื่มแล้วขับ พ.ศ.๒๕๔๒-๒๕๕๘ มีแนวโน้มลดลง และสอดคล้องกับข้อมูลของระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สัดส่วนการดื่มแล้วขับในผู้บาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุจราจร พ.ศ.๒๕๔๘-๒๕๕๘ ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกับสถิติจำนวนคดีอุบัติเหตุจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีสาเหตุมาจากการใช้ความเร็ว มีแนวโน้มลดลง จาก ๑๘,๐๑๒ คดี ใน พ.ศ.๒๕๔๙ เป็น ๗,๐๓๔ คดี ใน พ.ศ.๒๕๕๘

สถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายในประเทศไทย

จากผลการสำรวจข้อมูลการมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทยอายุ ๖ ปีขึ้นไประดับประเทศ โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สสส. พบว่า คนไทยมีกิจกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะ ๖ ปีที่ผ่านมา โดยใน พ.ศ.๒๕๕๕ คนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ร้อยละ ๖๖.๓๐ ของประชากรไทยทั้งประเทศ และเพิ่มขึ้นเป็น ๗๒.๙๐ ใน พ.ศ.๒๕๖๐

เมื่อพิจารณาอัตราการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอจำแนกตามกลุ่มวัย พบว่า เกือบทุกกลุ่มวัยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มสูงขึ้น มีเพียงกลุ่มวัยสูงอายุที่มีกิจกรรมทางกายลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย โดยกลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มเดียวที่มีกิจกรรมทางกายเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดระยะ ๖ ปีที่ผ่านมา โดยใน พ.ศ.๒๕๖๐ กลุ่มวัยทำงานมีอัตราการมีกิจกรรมทางกายอยู่ที่ร้อยละ ๗๕.๒๐ รองลงมาคือ กลุ่มวัยเด็ก ร้อยละ ๗๓.๑๐ กลุ่มวัยสูงอายุ ร้อยละ ๖๘.๘๐ และกลุ่มวัยรุ่น เป็นกลุ่มที่มีกิจกรรมทางกายน้อยที่สุดคือ ร้อยละ ๖๗.๙๐

สสส.มุ่งมั่นส่งเสริมให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ โดยได้ปลุกกระแสประชากรไทยให้มีกิจกรรมทางกายผ่านกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพต่างๆ ทั้งกิจกรรมระดับประเทศไปจนถึงกิจกรรมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ และการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน การส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายที่หลากหลายรูปแบบ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน รวมไปถึงกระแสความนิยมของการวิ่งเพื่อสุขภาพที่มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชากรในประเทศมีกิจกรรมทางกายเพิ่มมากขึ้น.

******


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ