ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่า 'แพ้-ชนะ' อยู่ที่ 'ยุทธวิธี' โดยไม่มีการ 'ค้ากำไร' จากสงครามประชาชน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 5 มกราคม 2562 00:00:14 น.
เมือง ไม้ขม รายงาน

ภาพที่ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ผูกเปลสนามนอนกับลูกน้อง ในฐานปฏิบัติการ ที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เป็นภาพที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะในห้วงเวลาหลายปีที่ความรุนแรง ความไม่สงบเกิดขึ้นใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และสงขลา

ซึ่งเป็นการ สื่อ ให้เห็นว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ท่านนี้ มีความตั้งใจจริง และมีความมุ่งมั่นกับการที่จะสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นกับพื้นที่ 4 จังหวัดข้างต้น

แม้ว่าภาพการผูกเปลสนามนอนในพื้นที่ อาจจะไม่ทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงหยุดอย่างทันทีทันใด แต่ภาพดังกล่าวก็เป็นสัญลักษณ์ เชิงบวก ที่สร้างความอบอุ่นใจให้กับ ชาวบ้าน ที่เห็นผู้นำฝ่ายความมั่นคงหมายเลข 1 ออกมาสัมผัสกับสถานการณ์ที่แท้จริง และได้เห็นการปฏิบัติหน้าที่ของลูกน้อง

รวมทั้งอาจจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกน้อง ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง ที่มาจาก แม่ทัพ โดยที่ไม่เคยเห็น แม่ทัพ ลงพื้นที่แบบ เข้าถึง สถานการณ์จริงๆ และการลงพื้นที่ นอนในฐานอย่างที่เห็น อาจจะทำให้ลูกน้องเอาจริงกับการปฏิบัติหน้าที่ เพราะที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่า ฐานปฏิบัติการส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่แบบขาดจิตวิญญาณ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม หน้าที่ เท่านั้นจนเป็นเหตุให้โจรไม่กลัว ประชาชนไม่รัก สุดท้ายมีกำลังเต็มพื้นที่ แต่ไม่สามารถป้องกันเหตุ ไม่สามารถป้องกันเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน

จึงหวังว่า ภาพของการลงพื้นที่ผูกเปลสนามนอนในฐานของ แม่ทัพ จะเกิดขึ้นในอีกหลายพื้นที่ เพื่อที่จะได้ สัมผัส กับข้อเท็จจริง สัมผัสกับลูกน้อง และสัมผัสกับประชาชนในพื้นที่ ทำให้เป็นภาพที่ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความ เชื่อมั่น ทั้งกับประชาชน และกับกำลังพลในพื้นที่เพราะโดยข้อเท็จจริง ถ้ากำลังพลในพื้นที่ ใส่ใจ กับการแก้ปัญหา มีการวางแผนในการรักษาความสงบ มีงานการข่าวในพื้นที่ มีมวลชนในพื้นที่ และมีการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างต่อเนื่อง การป้องกันเหตุน่าจะไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้

จะสังเกตว่า การปฏิบัติการของ โจรใต้ หรือแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่นำโดยบีอาร์เอ็น จะมี วงรอบ และ วงจร ที่ปฏิบัติแบบ ซ้ำๆ ไม่ได้มีรูปแบบใหม่ๆ แต่อย่างใด และห้วงเวลาในการปฏิบัติการก็เป็นห้วงเวลาที่เคยเกิดขึ้น

เช่น การยึดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพที่บ้านกาหนั๊วะ หมู่ที่ 5 ต.กาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เพื่อถล่มชุด ชคต.กาลิซา เป็นแผนการเดียวกับที่ โจรใต้ เคยยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ใช้เป็นที่มั่นในการถล่มกองร้อยทหารพรานที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งการตั้งฐานปฏิบัติการที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาล บ้านเรือนประชาชนเป็น จุดอ่อน อย่างหนึ่ง ที่เราไม่ ใส่ใจ ในการแก้ไขเรื่องความสูญเสีย ซ้ำซาก จึงมักจะเกิดขึ้น เพราะไม่มีการถอดบทเรียนเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการป้องกันเพื่อมิให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

อย่างไรก็ตาม วันนี้สถานการณ์ของ โจรใต้ โดยการสั่งการของ บีอาร์เอ็นก็ผิดแผกจากในอดีต เนื่องจากมวลชนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งที่เป็นสมาชิกของบีอาร์เอ็นเอง ก็ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะ เช่น สถานที่ท่องเที่ยว ตลาด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมทั้งสาธารณูประโยชน์ เช่น การระเบิดเสาไฟฟ้า ทำให้ไฟดับ หรือระเบิดทางรถไฟ ทำให้รถไฟเดินรถไม่ได้ เพราะผลกระทบเกิดกับประชาชน ซึ่งเป็นมวลชนของบีอาร์เอ็นเอง

ดังนั้นแม้ว่าการวางระเบิดนางเงือกที่แหลมสมิหลา การวางระเบิดเสาไฟฟ้าที่ อ.ควนเนียง และบางกล่ำ การระเบิดเสาไฟฟ้าในพื้นที่ต่างๆ ที่ จ.นราธิวาส รวมทั้งการยึด รพ.ส่งเสริมสุขภาพ เพื่อใช้เป็นที่มั่นในการโจมตีชุด ชคต.กาลิซา บีอาร์เอ็นจึงทำได้เพียง แสดงให้เห็น "ศักยภาพ" ว่ายังมีความสามารถในการก่อเหตุเท่านั้น ซึ่งการก่อเหตุแบบดังกล่าวไม่สามารถได้เสียงสนับสนุนจากมวลชนเท่าที่ควรอีกต่อไป

เรียกว่าปฏิบัติการด้วยความรุนแรงในห้วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ของ โจรใต้ จากการ สั่งการ ของบีอาร์เอ็นในครั้งนี้ ได้เฉพาะ การทหาร แต่ไม่ได้ในทาง การเมือง ซึ่ง บีอาร์เอ็นเองคงจะ สำเหนียก ได้ถึงการไม่เห็นด้วยของ มวลชน การเตรียมรุกเข้าพื้นที่เศรษฐกิจเพื่อก่อการร้ายจึงไม่เกิดขึ้น

และเมื่อเป็นเช่นนี้ เป้าหมายของบีอาร์เอ็นจึงจะย้อนกลับมาที่เป้าหมายเดิม นั่นคือการวางระเบิดแสวงเครื่อง และการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นด้านหลัก เพราะมวลชนของบีอาร์เอ็นยังสนับสนุนให้ปฏิบัติการกับเจ้าหน้าที่ และสถานที่ราชการเป็นหลัก

ดังนั้นหน่วยงานความมั่นคงจึงต้องมีความพร้อม ต้องปรับแผนในการป้องกันเป้าหมายอ่อนแอ ทั้งฐานที่ตั้ง และตัวบุคคล เช่น ชุด ชคต.ป้อมยาม สถานที่เข้าเวรของ ชรบ. ต้องติวเข้มในเรื่อง ยุทธวิธี ให้กับเป้าหมายอ่อนแอที่เป็นพลเรือน ที่ไม่ ใส่ใจ ในเรื่องของ ยุทธวิธี ทั้งในการเดินทาง และในการอยู่ในฐานปฏิบัติการ เพื่อป้องกันความสูญเสีย และป้องกันการส่งอาวุธให้กับบีอาร์เอ็น

มีประเด็นสำคัญที่ โจรใต้ ใช้ในการส่งสัญญาณเพื่อโจมตี ชคต.กาลิซา คือการใช้สัญญาณของการ "อาซาน" เพื่อเป็นสัญญาณการโจมตี ซึ่งเท่ากับใช้ ศาสนา เป็นเครื่องมือ จึงเป็นสิ่งที่ควรจะต้องประณาม โดยผู้นำศาสนา นับจากระดับสูงจนถึงในพื้นที่ ควรให้การ "ใส่ใจ" และออกมาแสดงความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความ ผิดบาป ของบีอาร์เอ็นสรุปการโจมตีของบีอาร์เอ็นในห้วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา อาจจะมาจากเงื่อนไขของการ พูดคุย ที่มีข่าว กระเซ็นกระสาย ว่า บิ๊ก ที่ทำหน้าที่ พูดคุยสันติสุข พยายาม บีบ ให้การ พูดคุย มีผลใน 6 เดือน จึงทำให้บีอาร์เอ็นปฏิบัติการก่อเหตุใน 4 จังหวัด เพื่อเป็นการ ปฏิเสธ การ บีบ ดังกล่าวแต่โดยข้อเท็จจริง ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นปฏิบัติการตาม วงรอบ ปกติของบีอาร์เอ็น ที่มีการเตรียมการล่วงหน้า มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อก่อการร้ายในห้วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ถือเป็น วงรอบ ปกติที่ต้องมีการเกิด ถ้าเราป้องกันไม่ได้และครั้งนี้ก็ต้องยอมรับความจริงว่า เราป้องกันไม่ได้ ทั้งที่รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ต้องกลับไปวิเคราะห์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่า สาเหตุที่หน่วยงานความมั่นคงป้องกันเหตุไม่ได้ ทั้งที่รู้ล่วงหน้าว่ามาจากสาเหตุอะไร

แน่นอน เรื่อง การข่าว เป็นเรื่องแรก เพราะการที่ ไม่รู้เขา เป็นเพราะเราไม่มีการข่าวที่ชัดเจน จึงต้องมีการสแกนหา จุดอ่อน ของพื้นที่เกิดเหตุ เช่นพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยเฉพาะ อ.ระแงะ ซึ่งมีเหตุมากกว่าทุกพื้นที่ว่า มีความบกพร่องตรงไหน ทำไมงาน การเมือง หรือการสร้าง มวลชน จึงยังไม่ได้ผล ทั้งที่มีความพยายามอย่างเต็มที่วันนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้อง ติวเข้ม กองกำลังในแต่ละพื้นที่ ว่ามีความพร้อมแค่ไหน มีการปฏิบัติการของงานด้าน การทหาร และด้าน การเมือง อย่างไร อย่าลืมว่าเหตุเกิดที่หมู่บ้าน ตามหลักการ ชัยชนะจะต้องเกิดจากหมู่บ้านเช่นกันท้ายสุดคือการที่คนในพื้นที่เห็น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่าง เกาะติด และ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ลงไปอยู่ในฐานปฏิบัติการกลางป่า น่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของกำลังพลในพื้นที่ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ความอุ่นใจกับประชาชน และอาจจะส่งผลให้เสรีภาพในการก่อการร้ายของ โจรใต้ ยุ่งยากมากขึ้นและสิ่งที่เป็นความหวังของการ ดับไฟใต้ ณ วันนี้ ต้องอยู่ที่ ผบ.ทบ.กับแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นหลัก โดยเฉพาะ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 จะต้องปฏิบัติการให้คนในพื้นที่เห็นว่า แพ้ชนะ ระหว่างเจ้าหน้าที่กับ โจรใต้ เป็นเรื่องของ ยุทธวิธี ไม่ใช่เรื่องของการ ค้ากำไร จากสงครามประชาชน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง