ย้อนกาลเก่า เลียบกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงร.1-3

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 11 มกราคม 2562 00:00:10 น.

แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย แต่กรุงเทพมหานครก็ยังคงเป็นเมืองหลักๆ ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเข้ามาเที่ยวมากที่สุด คงไม่ต้องอธิบายว่าเพราะอะไรกรุงเทพฯ จึงอยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยว เพราะมีหลายเหตุผลมากๆ ทั้งเป็นเมืองประวัติศาสตร์อายุเก่าแก่กว่า 200 ปี เมืองแห่งสีสันที่ไม่เคยหลับใหล อาหารอร่อย โดยเฉพาะสตรีทฟู้ดที่ขึ้นชิ่อ มีสถานที่สำคัญเยอะแยะมากมาย ครบเครื่องของความเป็นเมืองท่องเที่ยวในที่เดียว

ในแง่ของความเป็นเมืองเก่าอายุกว่า 200 ปี และความเป็นกรุงรัตนโกสินทร์มีประวัติศาสตร์เรื่องราวช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัย ร.1-3 มากมาย มีสถานที่โบราณสถาน ปรากฏให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากเป็นช่วงแรกๆ ของการเริ่มสร้างบ้านแปลงเมือง สถาปนาพระนครขึ้นมาใหม่ มีการสร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นพระอารามประจำพระราชฐานให้มีรูปแบบเหมือนสมัยอยุธยา และก็ยังสร้างวัดวาอารามอีกหลายแห่งขึ้นมา ดังที่เราเห็นกระจายอยู่ทั่วเกาะรัตนโกสินทร์ในกรุงเทพฯ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราได้ร่วมกิจกรรม "ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ยินผ่านวรรณกรรม" ช่วงรัชกาลที่ 1-3 กับ "เคทีซี" หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินชมรม "KTC PR Press Club" ที่นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมสถานที่ในประวัติศาสตร์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับช่วงต้นรัตนโกสินทร์ โดยมีอาจารย์จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา หรือ อ.นัท วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นผู้พาชมทริปนี้ 1 วันเต็ม

กิจกรรมครั้งนี้เลือกไปสถานที่สำคัญแค่ 4 แห่ง เริ่มตั้งแต่ "วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร" หรือที่ทุกคนเรียกกันจนติดปากว่า "วัดภูเขาทอง" เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ เนื่องจากเป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว อ.นัทก็เริ่มเล่าให้ฟังว่า "วัดนี้เดิมชื่อวัดสะแก เป็นจุดเริ่มต้นที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ร.1 เสด็จพระราชดำเนินกลับมาจากสงครามกับกัมพูชา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ตั้งแต่เมื่อทรงปราบดาภิเษก โปรดให้ลงมือก่อสร้างพระนคร รวมทั้งพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล ได้รวมผู้คนให้ขุดคลองรอบเมือง แทบจะสร้างเมืองใหม่ทั้งหมดเลย และพระราชทานเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "วัดสระเกศ" อันนี้อ้างอิงจากพระราชวิจารณ์ใน ร.5 เรื่องจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี และต่อมาในสมัย ร.3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงจะมีการบูรณะและสร้างสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก หนึ่งในนั้นคือ พระบรมบรรพต หรือภูเขาทองที่เรารู้จักกันดี"

เคยมาที่วัดแห่งนี้อยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่มาก็จะตรงดิ่งขึ้นบันไดกว่าร้อยขั้นเพื่อขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ด้านบน "พระบรมบรรพต" หรือเจดีย์บนภูเขาทองเลย จนลืมไปว่าวัดแห่งนี้มีความสำคัญอยู่หลายมุม อ.นัทเล่าให้ฟังอีกว่า พระอุโบสถของวัดยังถือเป็นแหล่งศึกษาศิลปะการก่อสร้างในสมัย ร.1 ที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ตั้งแต่รอบนอกมีกำแพงรอบ มีซุ้มเสมาตั้งประจำ 8 ทิศ ตลอดกำแพงมีมุขยื่นลดหลั่นกัน หลังคาประกอบด้วยหลายสิ่งอย่างที่งดงาม ด้านในระเบียงมีพระพุทธรูปประดิษฐานเรียงกันเต็มระเบียงไปหมดทั้ง 4 ด้าน มีจำนวน 163 องค์ เป็นพระพุทธรูปหล่อก็มี เป็นพระพุทธรูปปั้นหุ้มปูนไว้เพื่อให้ได้ขนาดกันก็มี พระพุทธรูปเหล่านี้สันนิษฐานว่า น่าจะอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในช่วง ร.3

พอได้ฟังที่ผู้เชี่ยวชาญเล่า เราก็ใช้สายตาสำรวจรอบๆ อุโบสถตาม แต่เป็นเพียงแค่แว่บเดียวเท่านั้นก็รีบเข้าไปในพระอุโบสถ และกราบไหว้หลวงพ่อพระประธาน ด้านในมีจิตรกรรมสวยงาม ว่ากันว่าเขียนในสมัย ร.3 แต่ชำรุดแล้วก็มีการเขียนใหม่ในสมัย ร.7 เป็นภาพทศชาติ ภาพมารผจญ แล้วก็ภาพไตรภูมิ ฯลฯ ภายในนี้เรียกว่าเป็นต้นแบบการเขียนภาพจิตรกรรมภายในอุโบสถวัดอื่นๆ เลยทีเดียว พอคิดๆ ดูแล้วที่นี่ก็เป็นแหล่งศึกษางานศิลปะดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสมัย ร.1 เลยล่ะ ใครที่จะมาวัดภูเขาทองนี้ก็อย่าลืมแวะมาชมความงดงามภายในพระอุโบสถ เสร็จแล้วค่อยขึ้นไปบนภูเขาทองก็ได้

หลังชมความงามศิลปะในสมัยรัตนโกสินทร์จนเพลินก็ถึงเวลาออกเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป เราไปต่อที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ สถานที่แห่งนี้แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นแหล่งรวบรวมนิทรรศการที่เกี่ยวกับรัตนโกสินทร์ ถ้าอยากรู้ความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันก็ต้องมาที่นี่ มีครบทุกเรื่อง โดยคนที่มาจะต้องเลือกสองเส้นทางที่จะเข้าชม เส้นทางแรกจะได้ชม 7 ห้อง เส้นทางที่สองชม 2 ห้อง แต่ใช้เวลาในการเข้าชม 2 ชม.เท่ากัน

เราเลือกชมเส้นทางแรก ทั้งหมด 7 ห้อง เดินชมตั้งแต่อุโมงค์เวลาที่เสนอเรื่องราวทางประวัติ ศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศตั้งแต่ครั้งเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์มาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็จะเชื่อมไปยังห้องที่จะพาเราย้อนกลับไปยังสมัยแรกเริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ นำเสนอด้วยรูปแบบ 4 มิติ ก่อนจะพาเชื่อมโยงไปห้องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองตั้งแต่แรกๆ จนถึงตอนนี้ เช่น วิถีชีวิต การก่อสร้างบ้านเมือง ที่เราชอบมากสุดคือ ห้องนำเสนอมหรสพศิลป์ ซึ่งก็คือมหรสพและการละเล่นนานาชนิดที่ให้ความบันเทิงสมัยก่อน ถ้าเป็นสมัยนี้

ความบันเทิงของเราน่าจะเป็นคอนเสิร์ตของศิลปินคนโปรด การดูยูทูบต่างๆ แต่เมื่อก่อนต่างกัน เขามีโขน หนังใหญ่ ละคร รำ ชมในยามว่างหรือวันสำคัญ ถ้าเข้ามาในโซนนี้แล้วไม่ใช่แค่มาดูว่า

มหรสพหน้าตาเป็นยังไงเท่านั้น แต่ผู้ชมมีส่วนร่วมกับนิทรรศการได้ เช่น เรียนรู้ท่าทางของโขน ถ้าโขนรู้สึกเศร้าเสียใจ มีความรัก จะทำท่าทางยังไง ตัวละครแต่ละตัวจะแสดงท่าทางแตกต่างกัน ห้องนี้ยังมีโซนให้เราผ่อนคลายตรงที่ต้องไปนั่งชมอมหรสพสมโภชในมุมมอง 360 องศา ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในงานจริงๆ จะนั่งหรือนอนชมก็ได้ เป็นการผ่อนคลายที่แท้จริง และอีกห้องที่ชอบมากๆ คือห้องที่นำเสนอย่านชุมชน ห้องนี้เริ่มเข้าใกล้ความเป็นปัจจุบันมากขึ้น คือ นำเสนอการก่อเกิดชุมชนรอบเกาะรัตนโกสินทร์ การทำมาค้าขายในอดีต จนมาสู่ความศิวิไลซ์ในปัจจุบัน ห้องนี้ได้จำลองเป็นสตูถ่ายภาพแบบโบราณ ถ้าเราไปนั่งถ่ายภาพแล้ว หน้าที่เราถูกถ่ายก็จะถูกนำไปโชว์อีกห้องหนึ่งเป็นการ์ตูนล้อเลียน ตัวละครเล่าเรื่องชุมชน มุมนี้รับรองว่าสร้างเสียงฮากับเพื่อนที่มาด้วยกันได้แน่ๆ

เดินชมนิทรรศการแล้วก็เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุด เป็นรัตนโกสินทร์สกายวิว จะเห็นวิวทัศนียภาพสถาปัตยกรรมของกรุงรัตนโกสินทร์โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็น ภูเขาทอง ป้อมมหากาฬ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ วัดราชนัดดารามวรวิหาร และโลหะปราสาทในมุมที่สวยสุด

หลังจากพักเบรกรับประทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย ช่วงบ่ายเรามาที่วัดมหาธาตุยุวราช  รังสฤษฏิ์ ราชวรมหาวิหาร ใกล้ๆ กับท่ามหาราช ที่นี่เกี่ยวข้องกับรัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ เพราะเคยเป็นที่สถิตของราชาคณะ สิ่งสำคัญภายในวัดที่ควรมาชมและศึกษาก็คือ พระอุโบสถ เป็นอาคารประธานคู่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน เรียงคู่กัน เดินเข้ามาด้านในพระอุโบสถก็จะเห็นพระมณฑปและพระบรมสารีริกธาตุ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า รวมทั้งพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วัดนี้เราแวะมากราบไหว้เพียงแป๊บเดียว เพราะหลังมื้อกลางวันหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนกันทุกคน จึงทำให้พากันเร่งรีบไปหน่อย มารู้ตัวอีกทีก็พากันนั่งรถมาถึง "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม" หรือ "วัดโพธิ์" แล้ว สถานที่สุดท้ายของทริป

วัดโพธิ์ เป็นวัดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยอะมาก ไม่ว่าจะมากี่ครั้งวัดนี้ก็ยังเป็นที่นิยมเสมอ  สิ่งที่ อ.นัท พาชมคือพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ปกติเรามาเราก็มองแค่ความสวยความงามที่มีศิลปะกระเบื้องเคลือบ แต่ไม่เคยได้รู้เลยว่าเจดีย์แต่ละองค์สื่อถึงอะไร

ซึ่งประวัติที่มาที่ไปของเจดีย์แต่ละองค์มีเยอะมาก เราก็จำไม่ได้ ต้องไปหาประวัติจากตำรามาอ่าน แต่ที่คร่าวๆ ที่รู้คือ องค์ประกอบด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวเป็นพระมหาเจดีย์ประจำ ร.1 ส่วนองค์ประดับกระเบื้องขาว คือ ร.2 องค์ประดับกระเบื้องเคลือบสีเหลืองคือ ร.3 และองค์ประกอบด้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินเข้มคือ ร.4

เดินเข้ามาในวัดอีกมุมหนึ่ง ผ่านเขามาที่มีรูปปั้นเรียงรายถึงพระอุโบสถ เขาพาไปชมภาพจำหลัก เราก็งงว่าสำคัญยังไง เพราะทุกครั้งที่มาก็ไม่ได้ดูละเอียด และเชื่อว่าหลายคนก็เป็นเหมือนเรา แต่พอไปถึงเห็นก้อนหินทรงสี่เหลี่ยมติดตั้งอยู่ระหว่างเสาเฉลียงของพระอุโบสถด้านนอกของวัด อาจารย์บอกว่านั่นแหละคือ ภาพจำหลัก เป็นภาพสลักนูนต่ำบนแผ่นหินอ่อนเรื่องรามเกียรติ์ มีทั้งหมด 152 ภาพ และมีโคลงจารึกบอกเนื้อเรื่องติดไว้ใต้ภาพ แต่ตอนนี้เลือนรางมองไม่เห็นแล้วก็เลยไม่รู้ภาพไหนเป็นอะไร จึงไม่แปลกที่คนจะไม่รู้และเดินผ่าน

อ.นัทบอกต่อว่า ภาพสลักศิลาเหล่านี้มาจากภาพหนังใหญ่ตอนต่างๆ ร.3 ได้กล่าวไว้ว่า "หนังใหญ่เป็นการเล่นมหรสพของไทยมาแต่อยุธยาตอนต้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ การเล่นหนังใหญ่ต้องใช้ศิลปะชั้นสูงหลายด้าน และการเล่นหนังใหญ่ที่นับวันมีแต่จะโทรมลงไป แต่เพื่อให้อนุชนได้ชมภาพตัวหนังดังกล่าวจึงให้เอาตัวหนังใหญ่มาแกะลงบนแผ่นศิลาให้เหมือนหนังฉลุทุกส่วนติดไว้ให้ชม" ซึ่งช่างก็ได้คัดเลือกเอาแต่เฉพาะตอนที่เห็นว่าจะจำหลักเป็นภาพได้สวย จึงมีเนื้อเรื่องไม่ต่อเนื่องกันเท่าไหร่ แต่จากตำราก็บอกว่าเนื้อเรื่องได้เริ่มตั้งแต่พระรามตามกวางจากแผนของทศกัณฐ์ที่ออกอุบายให้มารีศแปลงเป็นกวางทองมาล่อพระรามจนทศกัณฐ์ลักนางสีดา กระทั่งถึงพระลักษมณ์ทำศึกกับมูลพลัม และจบลงที่แผ่นสุดท้ายสหัสเดชะตาย

จะเห็นว่าแต่ละแห่งที่เราไปแม้จะเคยไปหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่มาก็จะพบกับเรื่องราวใหม่ๆ ไม่ซ้ำ และทุกแห่งล้วนแต่มีความหลังที่งดงามและมีส่วนสำคัญทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองสวรรค์ของนักท่องเที่ยวได้ทุกวันนี้.

บรรยายใต้ภาพ
วิวกรุงเทพฯ จากมุมมองด้านบนนิทรรศน์รัตนโกสินทร์สกายวิว
ห้องถ่ายภาพแบบสมัยก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ชมวิถีชีวิตของคนสมัยก่อนในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ในนิทรรศน์รัตนโกสินทร์
ภาพจิตรกรรมสุดวิจิตรงดงามภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ
นั่งผ่อนคลายชมมหรสพสมโภชในมุมมอง 360 องศา
ภาพจำหลักรามเกียรติ์ที่วัดโพธิ์
สักการะ "พระบรมบรรพต" ที่วัดสระเกศ
ภายในพระอุโบสถวัดมหาธาตุ
นักท่องเที่ยวมาชมพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลที่วัดโพธิ์
ชมความงามพระอุโบสถ วัดสระเกศ
พระอุโบสถอาคารประธานคู่ วัดมหาธาตุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง