'บ้านประชารัฐริมคลอง น่ามองน่าอยู่'

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 12 มกราคม 2562 00:00:05 น.
จากบ้านพอเพียงสู่ 'บ้านสร้างสุข มุกดาหาร 36 ปี'
รูปธรรมการใช้สภาองค์กรชุมชนฯ เชื่อมโยงหน่วยงานร่วมพัฒนาชุมชน

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2554  ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการระบายน้ำในคลองสายหลักในเขตกรุงเทพฯ ไม่มีประสิทธิภาพ  เนื่องจากมีบ้านเรือนปลูกสร้างรุกล้ำลงไปในคลองเป็นจำนวนมาก รัฐบาล คสช. โดยคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ  ซึ่งมีพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  เป็นประธาน  จึงมีนโยบายจัดระเบียบสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ  เริ่มที่คลองลาดพร้าวเป็นแห่งแรก

โดยรัฐบาลมอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบการสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีตเพื่อป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว  เริ่มจากบริเวณอุโมงค์เขื่อนพระราม 9 (ใกล้ถนนเลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา) เขตวังทองหลาง  ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้  เขตสายไหม  ระยะทาง (ทั้งสองฝั่ง) 45.3 กิโลเมตร  ความกว้างของแนวเขื่อน 25 - 38 เมตร  และขุดลอกคลองให้ลึกกว่าเดิม 4 เมตร  ตามแผนงานมีเป้าหมายแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน  2562

ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ  'พอช.' จัดทำแผนงานรองรับชาวชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำที่ดินราชพัสดุและรุกล้ำคลองลาดพร้าว  ตามแผนงาน 'บ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว'  เพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านใหม่รองรับประชาชน  รวมทั้งหมด 50 ชุมชน  ใน 8 เขต  คือ วังทองหลาง  ห้วยขวาง  ลาดพร้าว  จตุจักร  หลักสี่  บางเขน  ดอนเมือง  และสายไหม  รวม  7,069 ครัวเรือน

สมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผอ.พอช.  กล่าวว่า โครงการบ้านประชารัฐริมคลองเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559  โดยใช้แนวทางตามโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. ซึ่ง พอช.ทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยมาตั้งแต่ปี 2546  หลักการสำคัญ  คือ ให้ชาวชุมชนรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา เป็นการพัฒนาแนวใหม่  ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐเข้าไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า  แต่ให้ชุมชนหรือชาวบ้านมีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา

เช่น  รวมกลุ่มกันโดยจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา  เพื่อสำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ  ช่วยกันออกแบบบ้าน  วางผังชุมชน  จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์เคหสถานเพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านหรือจัดซื้อที่ดิน  และร่วมกันบริหารโครงการ  ฯลฯ  โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือ  เช่น  พอช.ส่งสถาปนิก

เข้าไปให้คำแนะนำแก่ชุมชน  เรื่องการออกแบบบ้าน  ออกแบบผังชุมชน  กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน  ฯลฯ

ส่วนรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านประชารัฐริมคลอง  คือ  1.กรณีสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้หลังจากสำรวจและวัดแนวเขตว่าพ้นจากแนวเขื่อนฯ แล้ว จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์  ระยะเวลาช่วงแรก 30 ปี (สามารถต่อสัญญาได้ครั้งละ 30 ปีตามระเบียบของกรมธนารักษ์) อัตราค่าเช่าประมาณ 1.25 - 4  บาท/ตารางวา/เดือน  (ขึ้นอยู่กับทำเล)

และเนื่องจากพื้นที่ชุมชนริมคลองมีจำกัด  ดังนั้นครอบครัวใดที่เคยครอบครองที่ดินมากก็จะต้องเสียสละแบ่งปันที่ดินให้ครอบครัวอื่นๆ ได้อยู่อาศัยร่วมกัน โดยการแบ่งที่ดินให้แต่ละครอบครัวเท่ากัน   สร้างบ้านในลักษณะทาวน์เฮาส์  ขนาดบ้านประมาณ  4x6 - 4x8 ตารางเมตร  มีทั้งบ้านชั้นเดียวและ  2  ชั้น  (บางชุมชนมี 3 ชั้น) ขึ้นอยู่กับความต้องการของชาวบ้านและความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ

2. หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ  ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิม เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ  การเดินทาง  สถานศึกษา  เช่น  ที่ดินของบริษัทในสังกัดกระทรวงการคลัง หรือที่ดินเอกชน  โดย พอช.จะให้การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้าน

3.หากไม่มีที่ดินที่เหมาะสม พอช.จะประสานกับการเคหะแห่งชาติเพื่อหาที่อยู่อาศัยรองรับชาวชุมชน  เช่น  โครงการบ้านเอื้ออาทร  แฟลตการเคหะ  ฯลฯ

ส่วนการสร้างบ้านนั้น  ชุมชนจะคัดเลือกบริษัทหรือผู้รับเหมามาสร้างบ้านทั้งชุมชน  มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา  เพื่อแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ  เช่น  สืบราคา  จัดซื้อวัสดุ  ตรวจสอบ  จัดทำบัญชี  ฯลฯ เพื่อให้การก่อสร้างบ้านและบริหารโครงการเป็นไปด้วยความโปร่งใส

สำหรับชาวชุมชนที่ไม่มีรายได้  ผู้ด้อยโอกาส  หรือผู้สูงอายุ  ที่ไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่นั้น   ที่ผ่านมามีหลายชุมชนที่ชาวบ้านร่วมกันลงขันครัวเรือนละ 1,000  บาท  เพื่อก่อสร้างบ้านกลางให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ด้อยโอกาส  เช่น  ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  ชุมชน กสบ.หมู่ 5  เขตสายไหม  ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม  เขตจตุจักร  ฯลฯ

"ส่วนการสนับสนุนการสร้างบ้านใหม่  พอช.จะสนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภค  ครัวเรือนละ  50,000 บาท  อุดหนุนสร้างบ้านครัวเรือนละ  25,000  บาท  อุดหนุนผู้ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 72,000 บาท  รวมงบช่วยเหลือครัวเรือนละ 147,000 บาท  และสินเชื่อสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ 400,000 บาท  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ  4   บาทต่อปี  ผ่อนชำระคืนภายในเวลา 20 ปี  ขณะนี้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว  จำนวน 3,015 หลัง  จากเป้าหมายทั้งหมด 7,069 หลัง  ใน 50 ชุมชนริมคลองลาดพร้าว" ผอ.พอช.บอกถึงความคืบหน้าของโครงการ

อวยชัย  สุดประเสริฐ  ผู้นำชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  ซอยพหลโยธิน 54/1 เขตสายไหม  ซึ่งสร้างบ้านเสร็จตั้งแต่ปี 2560  รวม 65  หลัง บอกว่า  จากสภาพเดิมเป็นชุมชนแออัด บางส่วนรุกล้ำลงไปในคลอง  ขยะลอยฟ่อง  บ้านเรือนก็ทรุดโทรม  ผุพัง  เพราะส่วนใหญ่ปลูกสร้างมานานไม่ต่ำกว่า  50-60 ปี  ทางเดินก็คับแคบ เฉอะแฉะ  เด็กๆ ไม่มีที่วิ่งเล่น

"แต่หลังจากสร้างบ้านเสร็จทั้งชุมชนแล้ว  ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีและสะอาดกว่าเดิม  มีบ้านใหม่ที่สวยงาม มีทางเดินเลียบคลอง  เด็กๆ มีที่วิ่งเล่น  มีเครื่องออกกำลังกาย  มีไฟฟ้าริมทางจากพลังงานแสงอาทิตย์  ข้างบ้านก็ปลูกต้นไม้  ปลูกผักสวนครัว  มีถังบำบัดน้ำเสียในชุมชนก่อนปล่อยลงคลอง" อวยชัยฉายภาพชุมชนใหม่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญถือเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าว  โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนตามแนวทาง 'บ้านประชารัฐริมคลอง'  เช่น  การสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชน  การจัดการขยะ  บำบัดน้ำเสีย ไฟฟ้าส่องสว่างริมคลองจากพลังงานโซล่าร์เซลล์  การปรับปรุงถนนทางเข้าชุมชน  ลานกีฬา  เครื่องออกกำลังกาย  ฯลฯ

นอกจากชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญแล้ว  ชุมชนอื่นๆ ที่สร้างบ้านเสร็จแล้ว  ประมาณ 20 ชุมชน  ได้เข้าร่วมโครงการ 'ชุมชนริมคลอง  น่ามองน่าอยู่' ดำเนินการในช่วงปี 2561-2562  ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และบุคลากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร  เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต  ความเป็นอยู่  สภาพแวดล้อม  ฯลฯ  ในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ  โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ  เช่น  การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม  การบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงคลอง  ความปลอดภัยในชุมชน  การส่งเสริมอาชีพ  ฝึกอบรมช่างชุมชน  กิจกรรมเยาวชน  สตรี  ผู้สูงอายุ  ฯลฯ

ส่วนการจัดกิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่ 2562 ให้แก่ชาวชุมชนริมคลองลาดพร้าว จะมีขึ้นในวันที่ 30 มกราคมนี้  ที่ชุมชน กสบ.หมู่ 5 เขตสายไหม  ขณะนี้สร้างบ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าวในเขตสายไหมเสร็จไปแล้ว 4 ชุมชน  รวม  212 ครัวเรือน  ทำให้แต่ละครอบครัวมีบ้านใหม่ที่สวยงาม  และชาวบ้านจะร่วมกันพัฒนาชุมชนและคลองให้น่ามอง  น่าอยู่กันต่อไป...!!

โครงการบ้านพอเพียงชนบท  เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ 'พอช.' กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีเป้าหมายรวม 352,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ (จากเป้าหมายแผนแม่บทฯ ทั้งหมด 1 ล้านครัวเรือน) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 ขณะนี้สนับสนุนการซ่อมสร้างไปแล้ว รวม 26,674 หลัง และในปี 2562 มีเป้าหมายสนับสนุนอีก 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ

โครงการบ้านพอเพียงชนบท เป็นการสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านเรือนในชนบทที่มีฐานะยากจน  สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม  โดยมีงบประมาณสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านจาก พอช. ไม่เกินครัวเรือนละ 19,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่ไม่มากนัก เนื่องจากวัสดุ อุปกรณ์การก่อสร้างต่างๆ มีราคาสูงขึ้น ดังนั้นแต่ละตำบลหรือชุมชนที่จัดทำโครงการบ้านมั่นคงจึงต้องเชื่อมโยง       หรือบูรณาการหน่วยงานต่างๆ มาทำงานร่วมกัน          เพื่อระดมทุนทั้งแรงคนและงบประมาณ        ดังตัวอย่างการจัดทำโครงการบ้านพอเพียงชนบทที่จังหวัดมุกดาหาร โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงาน

จ.มุกดาหารใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล
สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน

ลาวัณย์ ปัญญนันต์  กองเลขานุการขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหาร เล่าว่า ในปี 2561 เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนและกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดมุกดาหารได้สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย เพื่อจัดทำโครงบ้านพอเพียงชนบท จำนวน 32 ตำบล พบว่า มีจำนวนครัวเรือนผู้เดือดร้อน 404 ครัวเรือน สภาพปัญหาของผู้เดือดร้อนส่วนใหญ่ เป็นเรื่องที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง บ้านเรือนทรุดโทรม เนื่องจากมีฐานะยากจน ไม่มีทุนในการซ่อมแซมบ้าน ทางขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหารจึงมีกระบวนการในการคัดเลือกผู้เดือดร้อนชุดแรก จำนวน 150 ครัวเรือน เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก พอช.

ส่วนขั้นตอนและกระบวนการทำงานเริ่มจาก    1.สภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดมุกดาหาร        ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ  สำรวจข้อมูลผู้เดือด  ร้อนในตำบล จัดลำดับความสำคัญของการแก้ไขปัญหา 2.รวบรวมข้อมูลจำนวนผู้เดือดร้อน          โดยมีข้อมูลจากสภาองค์กรชุมชนตำบล สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ข้อมูลการสำรวจของเครือข่ายจิตอาสาประชารัฐ ข้อมูลผู้ด้อยโอกาสจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร (พมจ.มุกดาหาร)

3.สรุปจำนวนข้อมูล และทำความเข้าใจหลักเกณฑ์เงื่อนไขของการพิจารณาระดับจังหวัดร่วมกับคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองระดับจังหวัด  ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ผู้แทนจากเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล อำเภอละ 1 คน จำนวน 8 คน ผู้แทนจาก พมจ. ผู้แทนจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดมุกดาหาร ผู้แทนจากสภาเกษตรจังหวัดมุกดาหาร ผู้แทนจากวิทยาลัยชุมชนจังหวัดมุกดาหาร ผู้แทนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ฯลฯ

4.สภาองค์กรชุมชนตำบล นำเสนอข้อมูล ผู้เดือดร้อนของแต่ละตำบล รายครัวเรือน เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาผู้เดือดร้อนทุกครัวเรือน  ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลในปี 2561 จำนวน 404 ครัวเรือน 5.คณะกรรมการพิจารณาผู้ผ่านเกณฑ์ โดยการวิธีการโหวตเสียงข้างมาก คัดเหลือจำนวน 150 หลังคาเรือน 5.นำเสนอข้อมูลผลการพิจารณา เพื่อขอรับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน 6.จัดทำบันทึกความร่วมมือเพื่อเบิกจ่าย งบประมาณ 7.ดำเนินการตามแผนงาน

จากบ้านพอเพียงสู่ 'บ้านสร้างสุข มุกดาหาร 36 ปี'

ลาวัณย์ เล่าต่อว่า การใช้ข้อมูลความเดือดร้อนของชุมชน เพื่อเสนอของบประมาณสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ทำให้หน่วยงานภาคีต่างๆ เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ประกอบกับหลายๆ หน่วยงานมีงบประมาณในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในลักษณะเดียวกัน จึงนำมาบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้ที่เดือดร้อน  เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี การก่อตั้งจังหวัดมุกดาหาร จึงได้เสนอกิจกรรมที่จะมอบความสุขให้กับชาวมุกดาหาร จนพัฒนามาเป็นโครงการ "บ้านสร้างสุข มุกดาหาร 36 ปี"

โดยมีการบูรณาการงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ โครงการบ้านพอเพียงชนบท ครัวเรือนละ 19,000 บาท พมจ.มุกดาหาร 3 โครงการ   คือ โครงการซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ ครัวเรือนละ 20,000 บาท โครงการปรับสภาพแวดล้อมของผู้พิการ ครัวเรือนละ 20,000 บาท และโครงการ 1 ตำบลซ่อม 1 ตำบลสร้าง ครัวเรือนละ 20,000 บาท และเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร จำนวน 30,000 บาท ซึ่งแต่ละครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพความเดือดร้อน คือ ประมาณ 50,000 - 89,000 บาทต่อครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีการมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้แก่ครัวเรือนต่างๆ ด้วย

"ขั้นตอนการดำเนินงานบ้านสร้างสุข มุกดาหาร 36 ปี มีความแตกต่างจากการดำเนินงานตามโครงการปกติ เนื่องจากมีการบูรณาการงบประมาณจากหลายส่วนงาน ดังนั้นการกำกับติดตามเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของงบประมาณจึงมีความจำเป็นมาก โดยทุกภาคส่วน ทั้งสภาองค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าของบ้าน จะต้องพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการที่ได้รับการสนับสนุน และหารือเรื่องการซ่อมสร้างบ้านเป็นรายหลังคาเรือน เพื่อประเมินราคาในการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่"       กองเลขานุการสภาองค์กรชุมชนฯ ชี้แจงขั้นตอน

ส่วนกระบวนการในการดำเนินการซ่อมแซมบ้านเรือนชาวบ้านที่เดือดร้อนทั้ง 150 ครัวเรือน ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในท้องถิ่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร สภาองค์กรชุมชนตำบลในแต่ละพื้นที่ ได้ร่วมแรง ร่วมใจ ซ่อมแซม  และสร้างบ้านให้กับผู้ด้อยโอกาส บางพื้นที่มีหน่วยทหารช่างเข้ามาช่วยเหลือ บางพื้นที่คนในชุมชนช่วยเหลือกันเอง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความสามัคคีของคนในชุมชนที่มีความต้องการจะช่วยเหลือเพื่อนบ้าน ขณะที่เจ้าของบ้านก็เตรียมข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูตามอัตภาพ ทำให้การซ่อมสร้างบ้านดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว

สภาองค์กรชุมชนฯ เชื่อมประสานพลัง
ภาคีในท้องถิ่นร่วมกันพัฒนาชุมชน

จากการจัดทำโครงการซ่อมสร้างบ้านเรือนทั้ง 150 ครัวเรือน คณะทำงานได้สรุปผลการดำเนินโครงการ โดยพบว่า 1.สภาองค์กรชุมชนสามารถเป็นแกนหลักในการสำรวจข้อมูล เชื่อมประสานภาคี  เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนในชุมชนได้ 2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบลเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหา และสามารถเข้ามาเป็นภาคีสำคัญในการดำเนินงาน 3.หน่วยงานทหาร มีกำลังหลักสำคัญที่สามารถช่วย

เหลืองานช่างให้กับชุมชนได้ ฯลฯ

ทั้งนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลมุกดาหารจัดตั้งขึ้นมาตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 โดยจัดตั้งสภาฯ ครบทุกพื้นที่ รวม 54 ตำบล (ปัจจุบันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้วประมาณ 6,300 แห่ง / 1 ตำบล 1 สภาฯ)  มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ ทั้งในระดับจังหวัด รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้ (พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ มาตรา 32)

"ก่อนที่จะมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ชุมชนไม่มีพื้นที่ที่จะแสดงออก  หรือจะไปอาศัยขอความช่วยเหลือ ขอความร่วมมือจากใครก็ไม่ได้  แต่พอมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนแล้ว ทำให้ชุมชนมีสถานะ มี พ.ร.บ.รับรองว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย เราจึงใช้สภาองค์กรตำบลเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ส่งเสริมอาชีพชุมชน อาชีพจักสาน แปรรูปอาหาร  ท่องเที่ยวชุมชน  ป่าชุมชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับ  พี่น้องที่มีความเดือดร้อนด้วย" ลาวัณย์ยกตัวอย่าง

บรรยายใต้ภาพ
สภาพชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อนปรับปรุง
ชุมชนใหม่
ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญต้นแบบการพัฒนาชุมชนริมคลอง
สภาพบ้านก่อนสร้างใหม่
รื้อบ้านเก่าสร้างบ้านใหม่
ระดมอาสาสมัครช่วยกันสร้างบ้าน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง