กอ.รมน.ภาค 4 ยัง 'ละเลย' กับปัญหาเล็กๆ อย่าหวังว่าจะ 'ดับไฟใต้' ได้ผล

ข่าวทั่วไป 19 มกราคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ยังเป็นช่วงเวลาที่น่าเป็นห่วง สำหรับสถานการณ์ความรุนแรง หรือความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดจากการก่อการร้ายของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่นำโดยบีอาร์เอ็นที่ก่อเหตุรุนแรงมาตั้งแต่ปลายปี 2561จนถึงต้นปี 2562

กรณีการจับครูอมตะ สโมทานทวี หรือ ครูจ้อง แขวนคอ และชิงรถยนต์ไปประกอบ คาร์บอมบ์ ก่อวินาศกรรม เจ้าหน้าที่ของ ฉก.สงขลา การแต่งกายเลียนแบบทหาร เพื่อเข้าไปยิงอาสาสมัคร จำนวน 4 ศพ ที่โรงเรียนบ้านบูโกะ ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พร้อมกับการชิงปืน การโจมตี สภ.นาประดู่ จ.ปัตตานี ยิงเจ้าหน้าที่ประจำป้อมยามเสียชีวิต พร้อมชิงปืนและเสื้อเกราะ ซึ่งทั้ง 2 กรณีเป็นการโจมตีกลางวันแสกๆ ยังเป็นประเด็นที่ประชาชนมีการกล่าวขวัญกันมากถึงความรุนแรง และความ เหิมเกริม ของ โจรใต้ หรือ แนวร่วม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนแต่..ที่มีการ วิพากษ์วิจารณ์ กันมากคือ ประชาชนไม่เข้าใจว่า ไฟใต้ ที่กินเวลาในการ ดับ เดินทางไกลผ่านมาแล้ว 14 ปี และกำลังเดินเข้าสู่ปีที่ 15 ทำไมการดับไฟใต้ของ รัฐบาล ซึ่งผ่านมาแล้วหลายรัฐบาล และขณะนี้เป็นรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเรือน ที่มีอำนาจ เบ็ดเสร็จ ควบคุมทุกอย่างได้ และอยู่มาเป็นปีที่ 5 ทำไมจึงยัง ดับไฟใต้ ไม่ได้ ประเด็นนี้คือประเด็นที่มีการพูดกันมาก และมีการตั้งข้อสงสัยต่างๆ นานา ถึงความ ล้มเหลว ของการ สร้างความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเด็นที่ประชาชนตั้งข้อสงสัย และ วิพากษ์วิจารณ์ กันมากอีกประเด็นหนึ่งคือ หลังการก่อเหตุรุนแรงในทุกพื้นที่ การแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐจะมีการระบุอย่างรวดเร็วว่า ผู้ที่ก่อเหตุเป็นคนนั้นคนนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็น โจรใต้ ที่คนในพื้นที่ คุ้นชื่อ และ คุ้นหน้า จากภาพถ่ายที่เจ้าหน้าที่นำมาแสดง

อย่างถ้าก่อเหตุในพื้นที่ จ.สงขลา และคาบเกี่ยวกับ จ.ปัตตานี, ยะลา โจรต้องเป็น บูคอรี หลำโซะ หรือ เสรี มามุ ถ้าเหตุเกิดใน จ.นราธิวาส ก็จะมีการระบุทันทีว่า เป็น นายนั่น ซึ่งมีหมายจับเป็นพวง ถ้าเหตุเกิดที่ จ.ยะลา ก็นายโน่น ซึ่งก็เป็นโจรใต้ที่ก่อเหตุมาแล้วอย่าง ซ้ำซากจนกลายเป็นคำถามว่า จริงหรือ และถ้าเป็นจริง โจรพวกนี้วิเศษหรือมีความเก่งเกินคน เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามจับกุม หรือ วิสามัญ คนเหล่านี้ เพื่อที่จะได้ลดจำนวน โจรใต้ ที่เป็นผู้ก่อเหตุเหล่านี้ เพราะฟังไปฟังมาเหมือนกับว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วบีอาร์เอ็นมีมือทำงานก่อการร้ายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอยู่มากมาย ด้วยความสามารถจับโจร ยิงโจร ที่มีอยู่ไม่กี่คนไม่ได้เท่านั้น

ดังนั้นการแถลงข่าวทุกครั้งที่มีการก่อการร้าย โดยระบุชื่อคนร้ายแบบ ซ้ำซาก นอกจากจะสร้างราคาให้กับ บูคอรี และ เสรี ว่าเป็นโจรวิเศษแบบหายตัวได้ แล้วยังเป็นการ ตอกย้ำ ถึงความ ขี้เท่อ ของหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีความสามารถที่จะรู้ว่า โจรใต้ ที่มีเพียงไม่กี่คนอยู่ที่ไหน อยู่กับใครหรือวันนี้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ สิ้นไร้ไม้ตอก หมดปัญญาที่จะ จัดการ กับ หัวโจก ของ บีอาร์เอ็นเพียงไม่กี่คน หรือที่ต้องยกให้ หัวโจก พวกนี้เป็นผู้ก่อเหตุทุกครั้ง เป็นเพราะต้องการ หาแพะ เป็นเบื้องต้น เพราะเจ้าหน้าที่เองมืดแปดด้าน ถ้าไม่โยนให้กับ หัวโจก พวกนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะบอกกับ นาย และประชาชนได้อย่างไร ว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะจะแสดงให้เห็นว่า หลายปีที่ผ่านมาบีอาร์เอ็นไม่มีการสร้างคนเพิ่มขึ้น คนที่เป็น หัวโจก มีอยู่เท่าเดิม ซึ่งหากเป็นจริงอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นโชคดีของรัฐบาลและประชาชน แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น และเป็นอย่างที่งาน การข่าว ระบุว่า ในหลายปีที่ผ่านมาบีอาร์เอ็นสร้างนักรบรุ่นใหม่ปีละนับร้อยคน มีทั้งมือก่อวินาศกรรมรุ่นใหม่ นักรบรุ่นใหม่ และฝึกฝนแม้แต่หน่วย สไนเปอร์ เพื่อก่อการร้าย และมีการสร้างฐานทางการเมือง ขยายมวลชนจากพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอไปครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ และอีกหลายจังหวัดในประเทศไทย การ อำพราง ความจริง ไม่ว่าจะต่อ คนบนหอคอยงาช้าง หรือประชาชนในพื้น และในประเทศ ย่อมนำมาสู่ความ หายนะ กับประเทศชาติในอนาคตนั่นคือประเด็นแรกที่เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งกับการ ดับไฟใต้ ส่วนประเด็นที่สองคือเรื่อง ปฏิบัติการของ โจรใต้ หรือ แนวร่วม บีอาร์เอ็น ที่ 14 ปีผ่าน ย่างเข้าปีที่ 15 ที่ ยุทธศาสตร์ และ ยุทธวิธี ที่นำมาใช้ ไม่มีอะไรใหม่ เช่น การแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ ทำทีไปตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ในฐานปฏิบัติการในโรงเรียน หรือในที่ตั้งของ ชรบ. ก่อนที่จะยิงทิ้ง จับมัด เพื่อแย่งอาวุธยุทธภัณฑ์

การตั้งจุดตรวจเลียนแบบเจ้าหน้าที่ การวางระเบิด คาร์บอมบ์ ด้วยการปล้นชิงรถยนต์ หรือการโจมตีฐานปฏิบัติการแบบ ฉาบฉวย อย่างการโจมตี สภ.นาประดู่ จ.ปัตตานี เป็น ยุทธการ ที่ซ้ำซากของบีอาร์เอ็นที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามจากประชาชนคนในพื้นที่ คือเมื่อไหร่เจ้าหน้าที่จึงจะสามารถป้องกันตัว ป้องกันที่ตั้งได้ โดยที่ไม่สูญเสีย

เพราะการสูญเสียแต่ละครั้งของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้หมายความว่า หน่วยงาน และครอบครัวของคนตายจะสูญเสียเพียงอย่างเดียว แต่การสูญเสียของเจ้าหน้าที่รัฐทุกครั้ง คือความสูญเสียของประชาชน ที่สูญเสียความเชื่อมั่นต่อผู้เป็น แม่ทัพ และ นายกอง สูญเสียความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล มีต่อผู้นำ มีต่อกองทัพ ซึ่งการสูญเสียความเชื่อมั่นทั้งปวงที่เกิดขึ้น คือวิกฤติศรัทธาที่บั่นทอนต่อนโยบายของการดับไฟใต้

เมื่อ ฉก.ตนเองยังคุ้มครองไม่ได้ เมื่อฐานปฏิบัติการยังคุ้มครองไม่ได้ เมื่อโรงพักยังคุ้มครองไม่ได้ ทั้งที่มีเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับการฝึกในการต่อสู้มาอย่างดี และมีอาวุธอยู่ในมือ แต่ต้องกลายเป็น เหยื่อ ของ โจรใต้ ที่ด้อยกว่าในทุกขบวนการ แล้วจะบอกประชาชนว่า จะให้ความคุ้มครองประชาชนอย่างไร

และนี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ผู้นำท้องที่ เพียงเขาตระหนักว่า ถ้าให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ กับหน่วยงานของรัฐ เขาจะต้องเป็น เหยื่อ ของ โจรใต้ เพราะหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถคุ้มครองชีวิต คนในครอบครัว และทรัพย์สินของเขาได้นั่นเอง

นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นใหญ่ที่สุด ที่ประชาชนกว่าร้อยละ 50 ยังวางเฉยกับสถานการณ์ความรุนแรง เพื่อการอยู่รอดของเขา ซึ่งหากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังปล่อยให้เกิดสถานการณ์ของความสูญเสีย และปล่อยให้ หัวโจก เพียงไม่กี่คน ที่หน่วยงานของรัฐระบุว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ยังลอยนวลอยู่ได้ จึงอย่าได้หวังพึ่งความร่วมมือจากประชาชน และจากผู้นำท้องที่

วันนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่อง คือมีการ โจรกรรม รถจักรยานยนต์ เฉลี่ยวันละ 6 คัน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามที่จะทำให้ นาย เชื่อว่าเป็นเรื่องอาชญากรรมธรรมดา ที่มีการ โจรกรรม รถ จยย.เพื่อไปขาย เป็นเรื่องของพวก ขี้ยา ที่ต้องการเพื่อซื้อยาเสพติด

ไม่มีการติดตามจับกุมคนร้ายเพื่อยึดของกลาง และไม่มีการ วิเคราะห์ ที่มาที่ไปว่า เป็นการ โจรกรรม เพื่อทำไปประกอบเป็น จยย.บอมบ์ หรือไม่ รวมทั้งไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง มีเพียงการแจ้งให้ทราบว่า มีการ โจรกรรม รถ จยย. ซึ่งอาจจะนำไปเป็น จยย.บอมบ์ เท่านั้นถ้าเข้าใจว่า ปัญหาที่ยกมาเขียนทั้งหมดเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ต้อง จัดการ ก็น่าจะเป็นการเข้าใจผิด เพราะปัญหาใหญ่ๆ ความสูญเสียใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้น ทุกอย่างเป็นเพราะหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ต่าง ละเลย ต่อการแก้ปัญหาเล็กๆ ทั้งสิ้น.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ