คอลัมน์: เวทีสาธารณะ: ปกป้องสุขภาพคนไทย ถึงเวลาเปลี่ยนมาตรฐานฝุ่น PM2.5

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562 00:00:59 น.
ธารา บัวคำศรี
ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เป็นหนึ่งในมาตรการหลักที่ประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการป้องกัน บรรเทาและแก้ไขปัญหามลพิษ ในฐานะที่เราทุกคนกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหลายส่วนของประเทศ ซึ่งกลายเป็นวิกฤติด้านสาธารณสุข (public health emergency) อยู่ในขณะนี้ มีทุกเหตุผลที่จำเป็นต้องพิจารณา ทบทวน และยกระดับมาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ในบรรยากาศ เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนลงให้มากที่สุด

เรามีมาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศทั่วไปมา 9 ปีแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยน

ประเทศไทยเริ่มดำเนินการตรวจวัด PM 2.5 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมา ในปี พ.ศ.2547 กรมควบคุมมลพิษมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาและยกร่างมาตรฐาน PM 2.5 ผู้ศึกษา (มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์) ได้เสนอแนะมาตรฐานสำหรับค่าเฉลี่ย PM 2.5 รายปีไม่เกิน 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เนื่องจากเป็นค่าที่ป้องกันผลกระทบสุขภาพได้มากที่สุด และค่าเฉลี่ย PM 2.5 ใน 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยไม่มีวันที่มีค่าเฉลี่ย PM 2.5 เกินมาตรฐาน

กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการนำเสนอ (ร่าง) มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ (ambiant air quality standard) ใช้หลักเกณฑ์ในการกำหนดมาตรฐานโดยพิจารณาจาก

(ก) หลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยโครงการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐาน PM 2.5 โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(ข) การวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพอากาศเชิงสถิตจากการตรวจวัด PM 2.5 ในบรรยากาศอย่างต่อเนื่องจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพียงจำนวน 3 สถานีในประเทศไทย ขณะนั้น

(ค) การประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านคุณภาพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(ง) การประเมินทางด้านเศรษฐศาสตร์ในรูปของประโยชน์ที่ได้รับจากการลดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย (Health benefits) และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

(จ) การประเมินค่าใช้จ่าย (Cost-analyses) เบื้องต้นในการลดปริมาณ PM 2.5 โดยสรุป กรมควบคุมมลพิษเสนอแนะค่ามาตรฐาน PM 2.5 ในเวลา 1 ปี ว่าต้องไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยให้เหตุผลว่าเป็นระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย

ท้ายที่สุด ในปี พ.ศ.2553 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกประกาศฉบับที่ 23 กำหนดมาตรฐานฝุ่น PM 2.5 โดยค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมง จะต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยในเวลา 1 ปี จะต้องไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเป็นค่าที่เราใช้วัดมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบัน มาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ในบรรยากาศทั่วไปดังกล่าวนี้ถูกนำมาใช้เป็นเวลา 9 ปีแล้ว

ในขณะที่ผลกระทบสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นวิกฤติด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เรามีองค์ความรู้ใหม่ๆ มากขึ้นพอที่จะสรุปได้ว่า PM 2.5 เป็นฝุ่นพิษที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ เป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบใดๆ เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) และการที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ในปี พ.ศ.2556 แต่กรมควบคุมมลพิษก็ยังไม่มีวี่แววที่จะยกร่างมาตรฐานใหม่ให้สอดคล้องกับหลักการ "ความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง" และ "การลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" แต่อย่างใด

ข้อสังเกตของกรีนพีซต่อการกำหนดมาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศทั่วไปของประเทศไทย

- ข้อมูลการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษ PM2.5 ในประเทศไทย ซึ่งพิจารณาทั้งค่าเฉลี่ยรายปี ค่าเฉลี่ยสูงสุดรายเดือน และจำนวนวันที่เกินค่ามาตรฐานรวมกัน พบว่ามี 9 พื้นที่จากทั้งหมด 14 พื้นที่ มีค่าเฉลี่ยรายปีของ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานรายปีของประเทศไทย (25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินสถานการณ์คุณภาพอากาศในร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ที่กรมควบคุมมลพิษระบุไว้ในบทที่ 2 ว่า "จากการติดตามตรวจสอบพบว่า ปริมาณ PM 2.5 ในหลายพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน"

- ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ของประเทศไทย ความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในพื้นที่เมือง เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่อยู่ในระดับแย่และยังไม่มีเป้าหมายรับมือ

- ความล้มเหลวในการจัดการ PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปให้อยู่ในมาตรฐาน จึงเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย เมื่อประเมินในกรุงเทพมหานคร ประชาชนต้องเสียประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการลดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย (Health benefits) ได้แก่ การลดผลกระทบต่อสุขภาพ 1.4 ล้านรายต่อปี จำนวนวันที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจลดลง 173 ล้านวัน และคิดเป็นมูลค่าประโยชน์ทางการเงินที่ได้รับประมาณ 24.9-41.5 หมื่นล้านบาทต่อปี

- ในรายงาน State of Global Air ระบุว่า PM2.5 ก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศไทยราว 37,500 คน เป็นวิกฤติด้านสาธารณสุขที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เข้มงวด ซึ่งเป็นค่าที่ป้องกันผลกระทบสุขภาพของประชาชนได้มากที่สุด.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง