คอลัมน์: กา@ครั้งหนึ่ง: ตรุษจีน 'คริสต์มาสตะวันออก'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 00:00:39 น.

วันตรุษจีน คือวันที่ 1 เดือน 1 ของจีนตามวันทางจันทรคติ ซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนและเป็นวันแรกของฤดูชุน (ฤดูใบไม้ผลิ) ซึ่งจีนจะแบ่งเวลา 1 ปีเป็น 4 ฤดู คือ ชุน (ฤดูใบไม้ผลิ) เซี่ย (ฤดูร้อน) ชิว (ฤดูใบไม้ร่วง) ตง (ฤดูหนาว) ซึ่งวันนี้จะเป็นเวลาที่อากาศดีที่สุด คือไม่ร้อนไม่หนาว ไม่มีฝน วันตรุษจีนมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ชุนเจ๋" และในวันตรุษจีนนี้มีตำนานเล่ากันว่า

สมัยโบราณในป่าทึบแห่งหนึ่ง มีสัตว์ที่ดุร้ายตัวหนึ่งเรียกว่า "เหนียน" มันออกอาละวาดกินคนเป็นประจำ พระเจ้าจึงลงโทษมันและอนุญาตให้มันลงมาจากภูเขาได้เพียง 1 วัน ใน 365 วัน ดังนั้นเมื่อฤดูหนาวใกล้ผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาใกล้ เหนียนก็จะออกมาทำร้ายผู้คน เพื่อป้องกันการมาของเหนียนทุกๆ บ้านจึงต่างสะสมเสบียงอาหารไว้ในบ้าน

เมื่อถึงตอนค่ำของวันที่ 30 เดือน 12 ก็จะปิดประตูและหน้าต่างเอาไว้ ไม่หลับไม่นอนตลอดคืน เพื่อต่อสู้กับเหนียน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็จะเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 เมื่อเหนียนกลับไปแล้วทุกๆ บ้านก็จะเปิดประตูออกมาแสดงความยินดีต่อกันที่โชคดีไม่ได้ถูกเหนียนทำร้าย

ต่อมาพบว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเหนียนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังหวดแส้เล่นกัน  เมื่อเหนียนได้ยินเสียงแส้ดังเปรี้ยงปร้างก็เลยตกใจเผ่นหนีไป

เมื่อเหนียนไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง เห็นมีชุดสีแดงตากอยู่หน้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง สีแดงฉูดฉาดนั้นทำให้เหนียนตกใจและเผ่นหนีไปอีก
เหนียนมาถึงหมู่บ้านแห่งที่ 3 ปรากฏว่าไปพบเห็นกองเพลิงกองหนึ่งบนถนน แสงเพลิงที่เจิดจ้าทำให้เหนียนต้องเผ่นหนีไปอีก
ตั้งแต่นั้นมาผู้คนต่างรู้ว่า แม้ว่าเหนียนจะดุร้ายแต่มันก็กลัวสีแดง เสียงดัง และไฟ ทำให้ผู้คนสามารถคิดหาวิธีกำจัดเหนียนได้โดยไม่ยากนัก

เมื่อวันส่งท้ายปีเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง ทุกๆ บ้านจึงต่างนำกระดาษสีแดงมาติดไว้บนประตูหน้าบ้าน  แขวนโคมไฟสีแดง พร้อมกับจุดประทัดและตีฆ้องรัวกลองอย่างต่อเนื่อง เมื่อเหนียนมาถึงในตอนเย็น เห็นทุกๆ บ้านมีแสงไฟสว่างไสว มีเสียงประทัดดังสนั่นจึงตกใจเผ่นหนีกลับเข้าป่าไปและไม่กล้าออกมาอาละวาดอีก

ทุกๆ คนจึงผ่านพ้นคืนแห่งอันตรายไปอย่างปลอดภัย เมื่อฟ้าสางแล้วผู้คนจึงออกมาจากบ้าน กล่าวคำอวยพรซึ่งกันและกันอย่างมีความสุข พร้อมกับการนำอาหารออกมารับประทานร่วมกันอย่างสนุกสนาน ต่อมาวันดังกล่าวจึงกลายมาเป็นวันเฉลิมฉลองที่มีแต่ความสุขที่เรียนกันว่า "ตรุษจีน"

ในสมัยก่อนไม่ว่าในเมืองหรือตามชนบท บ้านชาวจีนทุกบ้านจะมีภาพเทพแห่งเตาไฟตั้งไว้เหนือเตาไฟ ใต้ภาพจะจัดแท่นบูชาซึ่งมีธูป เทียน ผลไม้ และขนมเป็นเครื่องเซ่นไหว้ ชาวจีนเชื่อกันว่าเทพแห่งเตาไฟนั้นเป็นทูตสวรรค์ที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งให้มาประจำทุกครัวเรือน มีหน้าที่พิทักษ์ดูแลเตาไฟประจำบ้าน ปกป้องคุ้มครองให้แต่ละครอบครัวมีความสุขสวัสดี พร้อมกับเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและความประพฤติของสมาชิกทุกคนในครอบครัว

แต่ละปีในวันก่อนถึงวันตรุษจีนหนึ่งสัปดาห์ เทพแห่งเตาไฟต้องกลับขึ้นสวรรค์เพื่อไปรายงานต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ ว่าในปีที่ผ่านมาตลอดปีนั้นครอบครัวนั้นๆ มีพฤติกรรมและความประพฤติอย่างไร

หลังจากรายงานแล้ว เง็กเซียนฮ่องเต้ก็จะวินิจฉัยว่าจะประทานโชคเคราะห์ให้แก่ครอบครัวในปีต่อมาอย่างไร วันนี้จึงเป็นวันที่สำคัญมาก

ในวันเซ่นไหว้เทพแห่งเตาไฟ ต้องทำความสะอาดเตาไฟและแท่นบูชาให้หมดจดเรียบร้อย ส่วนการเซ่นไหว้นั้น แต่ละครอบครัวต่างพยายามจัดงานเซ่นไหว้ในตอนค่ำของวันนี้ให้ดีที่สุดตามฐานะของตน ของเซ่นไหว้นอกจากอาหารและผลไม้แล้ว ก็จะเน้นพวกของหวาน โดยเฉพาะขนมหวานที่ทำจากน้ำตาล เพื่อให้เทพแห่งเตาไฟไปรายงานด้วยคำพูดหวานหู

โดยทั่วไปของเซ่นไหว้บนโต๊ะบูชาในค่ำวันนี้จะประกอบด้วยธูป เทียน ผลไม้ต่างๆ เหล้า กับแกล้มและอาหารดีๆ ขนมจำพวกขนมข้าวเหนียว ตังเม และขนมหลากชนิดที่ทำจากน้ำตาล

ตรุษจีนนั้นคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณีและพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีนนั้นมีมานานกว่าศตวรรษ เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็นการฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน คล้ายกับวันคริสต์มาสของประเทศตะวันตก

วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการรอคอย จะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่อาหารไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆ กัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรืองและความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาหร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดง ถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์

หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่ โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง

เมื่อถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึงกระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคนในครอบครัวต่างออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า

"Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ในวันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืมและไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีนจะมีแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการอวยพร  ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน

15 วันแห่งการฉลองตรุษจีนวันแรกของปีใหม่ เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุและนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน

วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าวอาบน้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่าวันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด

วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขยที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน

วันที่ห้า เรียกว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือนของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะจะถือว่าเป็นการนำโชคร้ายมาสู่ทั้งสองฝ่าย

วันที่หกถึงสิบ ชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข

วันที่เจ็ดของตุรุษจีน เป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมา ชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิดของมนุษย์ ในวันนี้อาหารจะเป็นหมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ

วันที่แปด ชาวฟูเจียนจะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครัวอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจากเทียนกง เทพแห่งสวรรค์

วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่เง็กเซียนฮ่องเต้วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน วันที่สิบสามถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย

วันที่สิบสี่ เป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้นในคืนของวันที่สิบห้าแห่งการฉลองตรุษจีน.

อ้างอิง : วารสารราชบัณฑิตยสถาน ประพิณ มโนมัยวิบูลย์ ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรมราชบัณฑิตยสถาน, วันตรุษจีน (ชุนเจ๋) อาจารย์สุธินี วงศ์วัฒนานุกุล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง