คอลัมน์อ่านเอาเรื่อง: สิทธิมนุษยชนเชื่องๆ

ข่าวทั่วไป 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

โดย ผักกาดหอม ขอพูดถึงเธอคนนี้อีกที ข"โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา" แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง วันนี้ผันตัวมาเป็นแกนนำเรียกร้องส่ง "ฮาคีม อัล อาไรบี" คืนออสเตรเลียประเด็นคือเธอไปทวีตข้อความใน บัญชีทวิตเตอร์ Bow Nuttaa Mahattana@NuttaaBow ว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนใช้คำว่า "เชื่องๆ" กับคนที่เชื่อว่าประ เด็นนี้ต้องทำตามกฎหมายตามที่รัฐบาลบอก คำว่า "เชื่อง" ใช้กับสัตว์ ไม่ใช่มนุษย์ ถ้ามนุษย์หน้าไหนถูกนำคำว่า "เชื่อง" มาใช้ ก็แสดงว่ามนุษย์ผู้นั้นมีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ กับคนใช้ว่า หัวอ่อน ฉลาดน้อย ก็ว่ากันไป แต่นี่ใช้คำว่า "เชื่อง" กับคนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมุษย์ของคนเห็นต่างได้อย่างไรกัน

"คนไทยนี่พอรัฐบาลพูดคำว่า 'เราทำทุกอย่างตามกฎหมาย' ก็เชื่อกันเชื่องๆ เลย? #SaveHakeem"

ก่อนถูกจับ ไม่มีใครรู้จัก "ฮาคีม"ไม่รู้ว่านายคนนี้เป็นใคร ไปทำอะไรมาบ้าง และเมื่อถูกจับ กลายเป็นประเด็นใหญ่โต ตีข่าวไปทั่วโลกผู้ลี้ภัยที่ต้องได้รับการปกป้องด้านสิทธิมนุษยชน ในความจริงมันควรเป็นเช่นนั้น

แต่เรื่องราวตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ กลับพบว่า มันมีข้อผิดพลาด กลบความผิด และโยนความผิด

วันนี้เริ่มจะไปไกลถึงขั้นว่า หมายแดง หรือ Red Notice ของตำรวจสากล ไม่ใช่หมายจับ

ตำรวจสากลไม่มีอำนาจบังคับให้ประเทศสมาชิกจับผู้ที่มีหมายแดงติดตัว

ในกรณีของ "ฮาคีม" การตัดสินใจจับหรือไม่จับเป็นอำนาจของไทย ๑๐๐% หากตัดสินใจไม่จับก็ไม่ผิดกฎของตำรวจสากลแต่อย่างใด

ถ้าใช้ตรรกะนี้มาบอกว่า ไทยไม่ควรจับ "ฮาคีม" แล้วจะมีตำรวจสากลเอาไว้ทำหอกอะไร

เอาง่ายๆ นักปกป้องสิทธิฯ ทั้งหลาย ถ้าวันนั้นตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วเห็นหมายแดงของตำรวจสากลว่า บุรุษนายหนึ่งมีคดีก่อการร้ายในประเทศตะวันออกกลาง วันนั้นจะไม่สนใจที่จะกักตัวไว้ก่อนเพราะตำรวจสากลบอกว่า เอ็งไม่ต้องสนใจหมายแดงก็ได้ ใช่หรือไม่

อย่าอวดอ้างตัวเองฉลาดหลังหวยออกให้มาก ให้คิดถึงคนที่อยู่หน้างานแล้วเจอสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจในเวลานั้นบ้าง

ในวันที่ "ฮาคีม" มีหมายแดง ในวันที่ทางการบาห์เรนได้ร้องขอให้ตำรวจสากลออกหมายแดงเพื่อจับกุม "ฮาคีม" ๔ วันหลังจากที่เขายื่นขอวีซ่าเข้าประเทศไทย

อย่าไปฉลาดเอาเฉพาะวันที่ ตำรวจสากลออสเตรเลียถอนหมายแดงเพราะความผิดพลาดของตัวเอง

สิทธิมนุษยชนมีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้สิทธิมนุษยชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผู้นั้นหามีความเป็นมนุษย์ในตัวไม่

รัฐบาลออสเตรเลียเลือกที่จะเล่นประเด็นเช่นนี้อย่างน่ารังเกียจมานานแล้ว

เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ โทนี แอบบ็อตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ขณะนั้น ใช้นโยบายปิดกั้นผู้ลี้ภัยทางเรืออย่างเข้มข้น

ชาวโรฮีนจาล่องเรือขอขึ้นเกาะ โทนี แอบบ็อตต์ บอกว่า"ออสเตรเลีย จะไม่ทำอะไรก็ตามที่อาจส่งเสริมให้คนเหล่านั้นคิดว่าพวกเขาสามารถล่องเรือมาได้ หรือร่วมมือกับแก๊งค้ามนุษย์เพื่อมาแสวงหาชีวิตใหม่ในต่างแดนได้"

นี่คือคำสารภาพของผู้นำประเทศที่ยกย่องตัวเองว่าให้ความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน

กรณี "ฮาคีม" ไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำตามกฎหมายของตนเอง

ว่าไปกรณีอเมริกาชี้เป้าให้แคนาดาจับ "เมิ่ง ว่านโจว" ทายาทหัวเว่ยรุนแรงกว่า "ฮาคีม" หลายเท่า และวันนี้ ทางการแคนาดา ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากทางการไทยเท่าไหร่

หรือถ้าเทียบกับกรณี สาวซาอุฯ ใช้ไทยเป็นทางผ่าน เพื่อขอลี้ภัยไปประเทศที่สาม ออสเตรเลียแสดงเจตจำนงอยากรับตัวไว้ แต่เจ้าตัวขอไปแคนาดา ครั้งนั้นจบเร็วเพราะ สาวซุอาฯ ไม่มีคดี ไม่มีตำรวจสากลเข้ามาเกี่ยวข้อง

ฉะนั้นประเด็นข้อกฎหมายจึงมีความสำคัญในแง่ของความเร็วหรือช้า เพื่อการจบเรื่องเช่นกัน

ก็อย่างที่ "โบว์" เคยบอก "ที่ตัดสินใจฟ้องใช้เวลาเพียง ๑ นาที เพราะเราปรึกษากันและได้รับข้อมูลมาจากหน่วยงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกว่า ถ้าเราฟ้องเขาจะเอาไปทำเรื่องสิทธิมนุษยชนของการละเมิดสิทธิฯ เรื่องหนึ่งของโลก แม้จะรู้ว่าจะจับใครมาดำเนินคดีไม่ได้ก็ตาม"

ตัดสินใจ ๑ นาทีฟ้องคลิปไก่จ๋า วันนี้ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ฟ้องหรือยัง

ยูเอ็นรับรู้แล้วหรือไม่เพราะมันคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงไม่ใช่หรือ?


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ