'15 ปีไฟใต้' กับงบ 2 แสนล้าน เงียบแต่ไม่สงบ!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 00:00:39 น.
เมือง ไม้ขม รายงาน

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังบีอาร์เอ็น ป่วนหนัก ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2561 เป็นต้นมา ด้วยการวางระเบิด นางเงือก ที่แหลมสมิหลา จ.สงขลา ก่อนที่จะจบรายการใหญ่ด้วยการฆ่าพระ 2 รูป บาดเจ็บ 2 รูป ที่วัดพลานุภาพ (โคกโก) อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส

จากเหตุการณ์ทั้งหมด ได้สร้างความ ตื่นตัว ให้กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในระดับที่ แม่ทัพ-นายกอง นั่งไม่ติด ต้องสั่งการทั้งใน เชิงรุก ต่อบีอาร์เอ็น ที่ผู้ใหญ่บน หอคอยงาช้าง บอกว่าไม่มี และสั่งป้องกันเหตุร้าย เพื่อลดความสูญเสียของเป้าหมายอ่อนแอเป็น พัลวัน ซึ่งเป็นผลดีต่อสถานการณ์และความรู้สึกของคนในพื้นที่

การส่งกำลังขึ้นเขา เพื่อปฏิบัติการต่อกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็น ที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ที่สามารถได้ศพจากการปะทะด้วยกำลังของอาร์เคเค 2 ศพ และคาดว่าอาร์เคเคบาดเจ็บไปจำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะล่าถอย นอกจากจะทำให้ได้รับการ ชื่นชม จากคน ไทยพุทธ แล้ว คงจะทำให้ผู้ที่ปฏิเสธว่า ไม่มีบีอาร์เอ็นทั้งที่อยู่ในพื้นที่และส่วนกลางคงตาสว่างขึ้น

และนอกจากการได้ศพของอาร์เคเคแล้ว การเปิดพื้นที่ เชิงรุก ยังทำให้กำลังทหาร ในหลายพื้นที่สามารถจับกุมแนวร่วมและอาร์เคเคที่มีหมายจับได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ณ วันนี้ กำลังของบีอาร์เอ็นที่ก่อเหตุไม่ได้หลบหนีไปอยู่ในประเทศมาเลเซียตามที่เจ้าหน้าที่มักจะกล่าวอ้างแบบปัดสวะ ให้พ้นตัว เพราะเอาเข้าจริง โจรใต้ ที่ปฏิบัติการก่อการร้ายหลบซ่อนในพื้นที่ โดยมี มวลชน ให้การช่วยเหลือ ทั้งการให้ที่พักพิง หลบซ่อน และนำหลบหนี

ซึ่งหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องชื่นชมกองกำลังในพื้นที่ รวมทั้ง มวลชน ในพื้นที่ ในการให้ ข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ จนเจ้าหน้าที่สามารถ เข้าถึง พื้นที่ หลบซ่อน ของแนวร่วม และอาร์เคเค ทั้งในชุมชนและป่าเขา ถ้าผู้รับผิดชอบงานความมั่นคงสามารถที่จะผลักดันให้กำลังพลในพื้นที่มีความเข้มข้น มีความเข้าใจในสงครามก่อการร้าย เชื่อว่าบีอาร์เอ็นมีอยู่จริง และมีแผนในการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของ การเมือง และ การทหาร ตาม ยุทธศาสตร์ เพื่อนำไปสู่ เอกราช เชื่อว่า ในปี 2562 นี้ จะมีการ ปะทะ และการก่อเหตุร้ายตลอดปี

ดังนั้นหลังความสูญเสียของบีอาร์เอ็น สิ่งที่ติดตามมาคือการ แก้แค้น เพื่อ เอาคืน กับเจ้าหน้าที่รัฐ และที่น่าเป็นห่วง ที่หน่วยงานความมั่นคงจะต้องป้องกันให้ได้คือ เป้าหมายอ่อนแอที่เป็นประชาชน หน่วยงานพลเรือน ผู้นำศาสนา

รวมทั้งการก่อเหตุนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อขยายพื้นที่ก่อการร้าย ให้เจ้าหน้าที่เกิดความสับสนวุ่นวาย และการทำลายความเชื่อมั่นของรัฐ รวมทั้งการทำลายเศรษฐกิจ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาและการป้องกันเหตุ

และในการปฏิบัติการ เชิงรุก ต่อเป้าหมายในพื้นที่ รัฐจะต้องไม่ บุ่มบ่าม จนเกิดความ ล้มเหลว อย่างเช่น ยุทธการเตะหมอน ที่ปอเนาะมัตรอสาตุลฟาละห์ ที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี ซึ่งขึ้นต้นเป็น มะลิซ้อน ลงท้ายเป็น บ้องกัญชา จากการฝึกอาวุธของเยาวชนกัมพูชาที่เป็นข่าวโด่งดัง ท้ายสุดเอาผิดได้แค่ หลบหนีเข้าเมือง ส่วนเจ้าของปอเนาะไม่มีความผิดแม้แต่จะเอาโทษในการให้ที่ พักพิง ของผู้หลบหนีเข้าเมือง

โชคดีที่ไม่ต้องจ่ายค่าเยียวยาจิตใจ และค่า ตกใจ ที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมในเวลาวิกาล แต่ภาพที่ผู้นำศาสนาอิสลามนำขบวนไปเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าของปอเนาะ ก็เพียงพอในการที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนถูก ตบหน้า จากยุทธการ เตะหมอน ที่เกิดขึ้นซึ่งก็คงถามต่อไปอีกว่า คดีการเอาผิดกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาแห่งหนึ่งที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังในวันที่จับกุม ทั้งข้อหาโกงเงิน และ บ่มเพาะ เยาวชนเข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน วันนี้คดีไปถึงไหน พนักงานสอบสวนมีหลักฐาน พยาน เพียงพอในการส่งฟ้อง เพื่อเอาผิดตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

ไม่ได้ตำหนิใคร เพียงแต่ต้องการที่จะบอกว่า เรื่องเหล่านี้คือประเด็นใหญ่ที่บีอาร์เอ็นใช้ในการชี้ให้มวลชนและคนในพื้นที่เห็นว่า เป็นการกลั่นแกล้ง เป็นการใช้อำนาจต่อผู้ที่ไม่มีความผิด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงอาจจะไม่ใช่ แต่โดยข้อกฎหมาย เมื่อเอาผิดไม่ได้ ก็แสดงว่าเขาบริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานความมั่นคงได้ ประโคมโหมโห่ ที่จะใช้อำนาจของ นิติรัฐ อย่างเต็มที่กับปัญหาที่เกิดขึ้น ยิ่งต้องระมัดระวังที่ไม่ปฏิบัติการต่อเป้าหมายที่ไม่มีความมั่นใจที่จะเอาผิด

จับความรู้สึกของคนในพื้นที่จะพบว่า วันนี้คนในพื้นที่ยังมีปฏิกิริยาในด้านลบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประเด็นแรก เรื่องการยิง โต๊ะอิหม่าม เสียชีวิต ที่บ้านท่าราบ ต.กะมิยอ อ.เมืองปัตตานี และที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่อาร์เคเคจะบุกวัดโคกโก อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เพื่อฆ่าและทำร้ายพระคุณเจ้า

ถ้าฟังเสียงของคนในพื้นที่ และติดตามข่าวสารในพื้นที่ จะพบว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น สีเขียว และ กากี ต่างอยู่ในอาการ อ้ำอึ้ง จนถึงบัดนี้ผ่านไปนานเดือน ยังไม่สามารถให้ความ กระจ่าง กับประชาชนได้ว่า คนตายตายเพราะเหตุใด และใครคือผู้ร้าย

นี่คือ "ไฟสุมขอน" ที่ตราบใดเจ้าหน้าที่รัฐไม่ทำความกระจ่างให้เกิดขึ้น สายตาของคนในพื้นที่จึงไม่คลายความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และเมื่อทุกครั้งที่เกิดคดีการทำร้าย การฆ่าคน มุสลิม ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แล้วจะเห็นไฟในใจของคนเหล่านี้ดับได้อย่างไร

ประเด็นต่อมาถ้าต้องการรู้ถึงความรู้สึกของเยาวชนในพื้นที่ว่า มีความรู้สึก และคิดเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ให้ดูว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ วิสามัญ อาร์เคเคทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนใน 3 จังหวัด เขาจัดการศพของผู้ตายอย่างไร เป็น โจร หรือเป็น พระเอก และอารมณ์ร่วมของคนที่แห่ศพไปฝัง เป็นไปอย่างนี้

ถ้าเรื่องอย่างนี้เรายังเห็นเป็นเรื่อง ปลีกย่อย เป็นเรื่องที่ไม่ควรแก่การ ใส่ใจ ไม่มีการนำมา วิเคราะห์ และนำไปสู่การแก้ไข ก็ไม่ต้องมาบอกว่า วันนี้สถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น เพราะสถานการณ์ของ ไฟใต้ จะดับ หรือโชนแสง ไม่ได้อยู่ที่การก่อเหตุลดลง แต่อยู่ที่ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นกำลังหลักของบีอาร์เอ็น เขาคิดอย่างไร และเข้าใจอย่างไรต่างหาก

และข่าวระเบิดแสวงเครื่องที่เกิดขึ้นตรงโน้น ตรงนั้น ตรงนี้ ในแต่ละวัน คือสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่า พื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริงยังไม่มีให้เห็น นักก่อการร้ายรุ่นใหม่ๆ ยังถูก บ่มเพาะ นำเข้าสู่ขบวนการ และยังพร้อมที่จะก่อเหตุร้าย เพื่อแสดงให้ผู้นำบีอาร์เอ็นเห็น ดังนั้นคนที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ จึงยังต้องระมัดระวังในการ อยู่รอด อย่างปลอดภัย ด้วยการช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือสถานการณ์ความรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในสายของ สุนัขเฝ้าบ้าน ไม่ได้ต้องการสะท้อนให้กับหน่วยงานความมั่นคงได้รับรู้ เพียงต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นเป้าหมายอ่อนแอได้รับทราบ และอาจจะเป็นประโยชน์ในการ อยู่ให้เป็น และ อยู่ให้ได้ ในสถานการณ์ของ ไฟใต้ ที่ย่างเข้าสู่ปีที่ 15 ที่ใช้งบในการดับ ไฟใต้ ไปแล้วกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินภาษีของทุกคนในประเทศ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง