ข่าวอินโฟเควสท์
10:17 G20 ขวางแผน "เฟซบุ๊ก" เริ่มใช้สกุลเงินลิบราปีหน้า หวั่นไม่สามารถขจัดความเสี่ยงฟอกเงิน   กลุ่ม G20 เห็นพ้องกันเมื่อวันศุกร์ว่า ยังไม่สมควรที่จะน…
08:33 ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่ปิดลบ 31.75 จุด เหตุนักลงทุนกังวลสภาอังกฤษอภิปราย Brexit   ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงเมื่อคืนนี้ (18 ต.ค.) เนื่องจากนักลงท…
08:26 ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดลบ เหตุถูกกดดันหลังบริษัทยุโรปปรับลดคาดการณ์ยอดขายปีนี้   ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงเมื่อคืนนี้ (18 ต.ค.) โดยถูกกดดันจ…
08:13 ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: เงินดอลล์อ่อนค่า ขณะปอนด์,ยูโรแข็ง รับความหวังเกี่ยวกับ Brexit   ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้…
07:53 ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองปิดลบ $4.2 เหตุนักลงทุนเทขายทางเทคนิค   สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลดลงเมื่อคืนนี้ (18 ต.ค.) โดยถูกกดดันจากการที่นักลงท…

คอลัมน์: คิดเหนือกระแส: กลัวเผด็จการ?........แต่ไม่กลัว

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 00:00:44 น.
รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีคนบางกลุ่มกลัวเผด็จการ กลัวการสืบทอดอำนาจของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะพวกเขามองว่านายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นทหารและเข้ามาบริหารประเทศผ่านการทำรัฐประหาร ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งก็คือเผด็จการที่ตรงกันข้ามกับความเป็นประชาธิปไตย หรือถ้าเป็นทหารก็จะต้องเป็นเผด็จการ เพราะเขาคิดว่าการบริหารแนบเผด็จการเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของทหาร

ความเชื่อดังกล่าวนี้ถูกตอกย้ำโดยวาทกรรมของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลที่เรียกตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย คนที่ได้ฟังวาทกรรมเหล่านี้บ่อยๆ ก็จะเชื่อตามนั้นโดยไม่มีการพิจารณาการกระทำในวาทกรรมของฝ่ายตรงข้าม ต้องตอกย้ำว่ารัฐประหารเป็นสิ่งที่เลวร้าย การมีรัฐบาลทหารก็เป็นสิ่งที่เลวร้าย และจะล้มทับด้วยการตำหนิการใช้มาตรา 44 ในการจัดการบางเรื่อง ทั้งๆ ที่จริงแล้วการใช้มาตรา 44 ที่ผ่านมาค่อนข้างจำกัด คือใช้กับเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ หรือจัดการกับการทำผิดที่ดื้อรั้นไม่แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก และการใช้แต่ละครั้งก็มีเหตุผลชี้แจงอย่างชัดเจน ไม่ใช่การใช้ด้วยอารมณ์

อันที่จริงแล้วรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารที่มีความเป็นเผด็จการก็มี และที่มีความเป็นประชาธิปไตยก็มี ในขณะเดียวกันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามแนวทางของประชาธิปไตย แล้วบริหารประเทศแบบประชาธิปไตยก็มี เป็นเผด็จการทางรัฐสภาก็มี โดยการใช้ตรรกะแบบง่ายๆ ตามนิยามของคำคนบางคน จึงกลัวรัฐบาลทหาร กลัวรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร กลัวรัฐบาลทหารจะอยู่ต่อหลังจากการเลือกตั้ง ด้วยวาทกรรมว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ

การเป็นสมาชิกของสังคมประชาธิปไตย เราย่อมมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มากกว่าที่จะมีรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ทำให้เรามองว่าถ้านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งก็จะเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ หลายคนจึงตัดสินใจที่จะลงคะแนนให้กับพรรคที่เป็นคู่ต่อสู้ของพรรคที่ส่งชื่อของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เจตนาต้องการหยุดรัฐบาลทหารที่เขาเชื่อว่ารัฐบาลเผด็จการไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีหลายพรรคให้เลือก แต่ก็มีบางครั้งจะเลือกคู่ต่อสู้ที่เขาคิดว่าเป็นพรรคใหญ่ที่สามารถเอาชนะพรรคที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้

เขากลัวเผด็จการทหาร เขากลัวการสืบทอดอำนาจ แต่บางครั้งเขาอาจจะลืมไปหรือเปล่าว่าจากประสบการณ์ของพวกเราที่ผ่านมา มีบางเรื่องที่เราน่าจะรู้สึกกลัว และหวาดหวั่นมากกว่ารัฐบาลเผด็จการทหาร

*  เราควรจะกลัวการโกงบ้านโกงเมืองหรือไม่
* เราควรจะกลัวการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันสูงสุดของประเทศหรือไม่
* เราควรจะกลัวคนจะมาเผาบ้านเผาเมืองเราหรือไม่
* เราควรจะกลัวคนไทยเลิกยิ้มเพราะกลัวว่าจะกลายเป็นคนไร้จุดยืนหรือไม่
* เราควรจะกลัวที่จะมีการยกเลิกการไหว้ครูหรือไม่
* เราควรจะกลัวการเป็นประเทศที่ไม่มีทหาร ไม่มีกองทัพหรือไม่
* เราควรจะกลัววัฒนธรรมของการมีสัมมาคารวะผู้ใหญ่หายไปหรือไม่
* เราควรจะกลัวการที่คนไทยจะไม่เห็นคุณค่าของเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่
* เราควรจะกลัวการคอร์รัปชันเชิงนโยบายหรือไม่
* เราควรจะกลัวความวุ่นวายที่เกิดจากการชุมนุมที่รุนแรงพร้อมอาวุธหรือไม่
* เราควรจะกลัวการเมืองแบบธนาธิปไตย คณาธิปไตย อัตตาธิปไตยหรือไม่
* เราควรจะกลัวการปกครองประเทศด้วยเผด็จการทางรัฐสภาหรือไม่
* เราควรจะกลัวการหมดความสำคัญของตุลาการและกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

มากกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเราต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย จนกลายเป็นประเทศที่สูญเสียโอกาสในการพัฒนา ภาษีถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดๆ เข้ากระเป๋านักการเมืองบางคน ทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาได้เท่าที่ควร เราต้องเผชิญกับความแตกแยกเพราะความเห็นแก่ตัวของนักการเมืองบางคน บางกลุ่ม บางพวก เราจะต้องจดจำบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน นำเอาความทรงจำเหล่านั้นมาเป็นข้อมูลสำคัญในการลงคะแนนเสียงเลือกใครเป็น ส.ส. อย่าลืมว่าในการลงคะแนนเสียงครั้งนี้เราไม่ได้เลือกแค่ ส.ส.ในเขตที่เรามีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเท่านั้น แต่เรากำลังลงคะแนนเสียงให้คนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อให้ได้เป็น ส.ส.ด้วย เรากำลังเลือกว่าเราอยากให้พรรคไหนได้เป็นรัฐบาล เรากำลังเลือกว่าเราต้องการให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดนี้ทำ ให้การลงคะแนนเสียงของเรากลายเป็นการกำหนดแนวทางในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เราจึงต้องคิดให้ดีก่อนจะกาคะแนนให้ใคร อย่าคิดแค่ชั้นเดียวว่าเราอยากให้ใครเป็น ส.ส. ต้องคิดมากไปกว่านั้น

*   ต้องคิดด้วยว่าเราอยากให้พรรคไหนได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นจำนวนมาก
* ต้องคิดด้วยว่าเราอยากให้พรรคไหนจัดตั้งรัฐบาล
* ต้องคิดด้วยว่าเราอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
* ต้องคิดด้วยว่าเราไม่อยากให้พรรคไหนเป็นแกนนำรัฐบาล
* ต้องคิดด้วยว่าเราไม่อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
* ต้องคิดด้วยว่าเราอยากให้นโยบายของพรรคใดเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ

อย่าเลือกเพราะเรารู้จัก อย่าไม่เลือกเพราะเราไม่รู้จัก ถ้าหากเขาสังกัดพรรคที่เราอยากให้เป็นรัฐบาล หรือสังกัดพรรคที่เราเชื่อว่าจะป้องกันพรรคที่เราไม่อยากให้เป็นรัฐบาล ต้องคิดด้วยว่าถ้าหากเราลงคะแนนให้ใครแล้วจะทำให้คนบางคนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตามที่เราต้องการ อย่าเลือกเพราะหน้าตาของผู้สมัคร ถ้าหากเขาหน้าตาไม่ดี นโยบายดีก็เลือกเถอะ อย่าดูแค่หน้าตาอย่างเดียวเลยนะคะ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง