คอลัมน์: ทรรศนะ: ยิ้มสยาม!!!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 00:00:46 น.
ชัชรันทร์ ไชยวัฒน์
(1)

นับจากนี้ต่อไป...อะไรต่อมิอะไรในบ้านเมือง ดูๆ...น่าจะค่อยๆ เข้าที่-เข้าทางยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้อาจไม่ถึงขั้น สงบเย็น แบบอยู่เย็น เป็นสุข แต่แค่พอได้ สงบเรียบโร้ยย์ย์ย์ ก็ต้องถือว่าโชคดีพอสมควร ถึงระยะนี้จะมี ป้าย ไม่รู้กี่ป้ายต่อกี่ป้าย ระเกะระกะ กีดขวางทางเท้า ทางสัญจร อยู่ไม่น้อย แต่สุดท้าย...หลัง เลือกตั้งที่รัก ผ่านพ้นไปแล้ว ก็คงได้รับการเก็บกวาด ให้สะอาดหู สะอาดตา กันไปตามสภาพ...

(2)

ไม่ต่างไปจากฉากสถานการณ์หลังการเลือกตั้งนั่นแหละ...ที่เคยน่าห่วง น่ากังวล อยู่พอสมควร แต่หลังจากได้มีการเก็บ กวาด บางสิ่ง บางอย่างไปก่อนหน้านี้ จะด้วยอิทธิบารมีของ พระสยามเทวาธิราช หรือด้วยความโชคดี หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่ ไอ้ที่เคยคิดๆ กันไว้ว่า โอกาสที่รัฐบาลหน้าจะอยู่กันได้แค่ 3 เดือน 6 เดือน หรืออาจต้องเจอกับพฤษภาทมิฬ ตุลาคมทะมึน อะไรทำนองนั้น ก็น่าจะหายๆ คลายๆ ลงไปตามลำดับ หรือคงไม่ถึงกับหนักหนา สาหัส รุนแรง กันไปถึงขั้นนั้น...

(3)

เรียกว่า...อย่างน้อย คงพอได้สนุกสนาน บันเทิง รื่นเริง ทุกข์บ้าง สุขบ้าง แล้วแต่เวร-แต่กรรมที่ตัวตนของตนได้เคยกระทำมา ส่วนเรื่องของบ้าน ของเมืองนั้น คงต้องปล่อยให้พวก คนใหญ่-คนโต ที่ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก ดวงจันทร์ ซึ่งมีขึ้น-มีแรม เขาว่ากันไปตามสภาพ ส่วนบรรดา ปุถุชนคนธรรมดา ที่เปรียบเสมือน ดวงดาว อันไม่ต้องถึงกับต้องผันแปร ขึ้นๆ-ลงๆ แต่อย่างใด ก็คงพอได้ยิ้มหัว หรือจะ ยิ้มสยาม ก็คงต้องว่าไปตามบุคลิกลักษณะของใครก็ของมันก็แล้วกัน...

(4)

คือไอ้เรื่องของการ ยิ้ม นั้น...อย่าถึงกับต้องไปเกร็งไป-เกร็งมา หรือเปลี่ยนไปเป็นแสยะ แยกเขี้ยว เอาง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อพวก เด็กๆ บางกลุ่ม บางราย เขาเกิดนอตหลุด นอตหลวม กระทำตัวเองให้ เสียราคา หรือ เสียค่าโง่ ไปโดยใช่เหตุ ด้วยการไปสรุปแบบดื้อๆ ทื่อๆ หรือแบบคิดเอง-เออเอง ว่าการ ยิ้ม นั้น...กลายเป็นการแสดงออกถึงความไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ราว หรือไม่มีน้ำอิ๊ว ไม่มีน้ำยา อะไรประมาณนั้น สู้หันไปยิ้มด้วยความเมตตา กรุณา หรือจะบวกความ เวทนา เข้าไปด้วยก็ตามแต่ เพราะบรรดาเด็กๆ ที่ว่าเขาคงอยากจะ ตบปาก ตัวเองวันละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ที่ดันไป หลุด คำพูด คำจา ให้ตัวเองต้องหัวทิ่ม หัวตำ โดยแทบไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลยแม้แต่น้อย...

(5)

เพราะไอ้สิ่งที่เรียกว่า ยิ้มสยาม นั้น...ไม่ว่ายิ้มกันด้วยเหตุผล กลใด ด้วยรากฐาน ที่มา แบบไหน อย่างไรก็แล้วแต่ ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการยิ้มนั้น อย่างน้อย...ก็พอได้เกิดความผ่อนคลาย สบายใจ ไม่ต้องเกร็งไป-เกร็งมา ไม่ต้องเคร่งเครียดขมึงตึงชนิดไม่ต่างอะไรไปจากการสร้างสิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้อื่น ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าแขกไป-ใครมา จะเป็นผู้ที่มีน้ำอิ๊ว น้ำยา มีฤทธิ์ มีเดช หรือเป็นเพียงแค่ปุถุชนคนธรรมดาก็ตาม ต่างอดที่จะรู้สึก ประทับใจ กับ ยิ้มสยาม ขึ้นมิได้ จนกลายเป็นที่โจษจัน ร่ำลือ ชนิดแทบกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ความเป็นไทย ไปแล้วก็ว่าได้...

(6)

และน่าจะเป็นส่วนที่ดี ส่วนที่ก่อให้เกิดด้านบวก...เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับบางชาติ บางประเทศ ที่แค่เหยียบเท้า ก้าวแรก ลงจากสนามบิน ก็ต้องเจอกับอาการหน้านิ่ว คิ้วขมวด ขมึงตึงเครียด ปานประดุจผู้คนเป็นโรคริดสีดวงทวารกันไปทั้งประเทศ ไม่ก็คล้ายๆ กำลังอมสากกะเบือเอาไว้เต็มปาก ไม่ยิ้ม ไม่หัว ออกอาการแข็งทื่อแบบ ซอมบี้ เอาเลยก็ยังมี ด้วยเหตุนี้...เมื่อผู้คนต่างบ้าน ต่างเมือง เขาเกิดหลุดเข้ามาในดินแดนไทยแลนด์ แดนสยาม เจอเข้ากับรอยยิ้มอันอ่อนหวาน ยิ้มด้วยความเมตตา ปรานี หรือด้วยมิตร-ไมตรีก็แล้วแต่ มันเลยทำให้ประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย กลายเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของบรรดานักท่องเที่ยว เดินทาง นักเผชิญโชค เผชิญภัย ไปจนถึงนักสุ่มเสี่ยง ที่ต้องหอบเสื่อ-หอบหมอน เข้ามาพึ่งพา ร่มโพธิ์-ร่มไทร ในประเทศไทย จนได้ดิบ-ได้ดี เป็นเศรษฐีร้อยล้าน พันล้าน หรือเป็น ไพร่หมื่นล้าน ก็แล้วแต่...

(7)

ด้วยเหตุนี้...สิ่งที่ดีๆ ที่ว่านี้นี่แหละ ควรที่จะต้องปกปัก รักษาเข้าไว้ ไม่ใช่เหยียดหยาม ทำลาย ดูหมิ่น ดูแคลน จะด้วยเหตุเพราะ ความไม่รู้ หรือด้วยเหตุผล กลใด ก็ตามแต่ และก็ไม่ใช่เพียงแค่ ยิ้มสยาม อย่างเดียวเท่านั้น อะไรก็ตามที่ถือเป็นสิ่งดีๆ ของ ความเป็นไทย หรือเป็นสิ่งที่ทำให้ ความเป็นธรรม และ ความเป็นไทย เกิดความสอดคล้อง กลมกลืน ไปด้วยกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือแม้แต่ระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็คงต้องช่วยๆ กันประคับประคองให้อยู่ยั้ง ยืนยง ตราบรุ่นลูก หลาน เหลน โหลน ต่อไปให้จงได้...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง