คอลัมน์สมาธิชาวบ้าน: ฝึกสมาธิเริ่มแรกจิตต้องดูอะไร

ข่าวทั่วไป 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

อ.บูรพา ผดุงไทย www.a-burapa.com โทร. 02-517-4224 จิตที่กำหนดจนถึงช่องว่างของจิตมากที่สุดได้ นั้น แม้มันจะไม่มีอะไรให้มันรู้เลย มีแต่ความว่าง จิตก็ยังรู้ว่างได้ ถือเป็นสมาธิได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าการปฏิบัติทุกครั้งแล้วจิตมันต้องไปรู้ไปเห็นเป็นปัญญาอะไรทุกครั้งไป เมื่อถึงเวลามันก็จะรู้เอง โดยไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้มันรู้ เมื่อไรที่จิตหยุดคิดนั้นแหละมันถึงรู้ ถ้ายังไม่หยุดคิด มันไม่รู้อะไรจริงๆ หรอก ที่รู้เพราะคิด เพราะนึกนั้นมันรู้ไม่จริง

ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจิตเราจะรู้หรือไม่ ยิ่งกังวลยิ่งสร้างอุปาทานภายในใจให้จิตมันเวียนวนอยู่ในกลุ่มความคิด และความทุกข์ไม่อาจจะพ้นอำนาจจากความคิดได้จริง หากปฏิบัติไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลามันจะพร้อมเอง จิตรู้ทั้งหลายที่เรียนรู้ตัวตนในแต่ละภพชาตินั้น เมื่อจิตได้จากภพไปแล้ว จิตรู้มันก็จะบันทึกองค์ความรู้ทั้งหมดในรูปของสัญญาที่เป็นพลังงานหลบอยู่ในระดับอณูปรมาณูส่วนลึกของมโนวิญญาณ หากใครได้ฝึกฝนจิตจนเข้าถึงความเดิมแท้ของจิตได้ ก็สามารถที่จะรับรู้สัญญาเดิมในแต่ละภพชาติของเราได้ด้วยเช่นกัน ว่าเคยทำอะไรในอดีตชาติ หรือเคยเป็นอะไรมาก่อน เหมือนคนที่ค่อยๆ ระลึกได้ว่าเมื่อวานทำอะไร เมื่อวันก่อนหน้านั้นสามวันทำอะไร พอให้เวลาเขานึกไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มจำเหตุการณ์ในช่วงเวลาเก่าๆ ได้

การระลึกชาติได้ก็จะมองเห็นภาพแบบนั้นคล้ายกัน แต่ภาพนั้นมันมาจากอดีตชาติที่บันทึกไว้อยู่ในสัญญาส่วนลึกในจิตเรา เมื่อได้ฝึกจิตไปถึงระดับหนึ่งจึงสามารถระลึกย้อนไปได้ เพราะผลจากการฝึกสมาธิไปเรื่อยๆ จนจิตมันมีกำลังที่จะทรงอยู่ในสภาวะฌาน ทำให้จิตมันได้ญาณหยั่งรู้ขึ้นมา ในบรรดาญาณหยั่งรู้ทั้งหมดนั้น ญาณเริ่มแรกที่คนจะได้ส่วนใหญ่จะเป็นทิพยจักษุญาณ คือ ญาณเห็นนิมิตที่เกิดขึ้นในอดีตในอนาคต

ส่วนญาณอื่นๆ จะค่อยๆ ตามมา เช่น ญาณรู้การเกิด ญาณรู้ความคิด ซึ่งแต่เดิมที่เราต้องใช้ภาษาต้องใช้ทักษะในการฟังการมองเพื่อจะได้รู้ว่าคนอื่นคิดอะไร แต่พอได้ญาณหยั่งรู้แล้ว แม้คนอื่นจะไม่ต้องพูดเราก็สามารถรู้ความคิดของคนคนนั้นได้ แต่การรู้ความคิดนั้นมันไม่ได้รู้เป็นภาษา ไม่ได้รู้ว่าเป็นภาษาอะไร เพราะตอนที่รู้นั้นเรารู้เป็นสภาวะที่ไม่เป็นสมมุติบัญญัติ แล้วภูมิจิตเราก็จะมาแปลเป็นสมมุติบัญญัติอีกครั้งในภาษาที่เราเข้าใจเอง

เวลาเราฝึกสมาธิเพื่อพิจารณาอะไร เริ่มต้นเลยที่เรานั่งจึงอย่ามัวเอาแต่ไปนั่งคิด เช่น บางคนพอจะฝึกสมาธิก็จะไปเริ่มนั่งคิดว่า จิตเราต้องเป็นยังไง จิตเราต้องเห็นอะไร แล้วก็เอามันไปปรุงแต่งให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่รู้นั้นมันไม่ใช่ของจริง ผู้ปฏิบัติในช่วงเริ่มแรกจึงต้องดูสภาวะของจิตตามความเป็นจริงให้ได้เสียก่อน คือรู้ว่ากำลังคิดอะไร รู้ว่าจิตกำลังสุขหรือทุกข์ ดีใจหรือเสียใจ และเท่าทันการปรุงแต่งทั้งหมด

คำว่า "จิตดูจิต" มันมีจริงนะ แต่ในพื้นฐานเริ่มแรกมันยังไม่ดูตอนนี้ เป็นเรื่องภูมิจิตภูมิธรรมในขั้นต่อไป ตอนนี้สิ่งที่เราต้องดู คือ การปรุงแต่งของจิตที่ถูกสมมุติบัญญัติโลกมันปรุงแต่งไปและเท่าทันมันให้ได้ก่อน เพราะถ้าจิตเราไม่เท่าทันการปรุงแต่งแล้ว สิ่งที่เกิดตามมาทั้งหมดล้วนเป็นของไม่จริงที่ถูกการปรุงแต่งครอบงำทั้งสิ้น เริ่มแรกของจิตจึงไม่ต้องรีบดูจิต เพราะสภาวะจิตดูจิตนั้นแท้จริงมันดูสภาวะก่อนที่จะเกิดการปรุงแต่งโดยสมมุติบัญญัติใดๆ เสียอีก การที่ไปดูจิตที่มันปรุงแต่งไปแล้วมันไม่มีทางเห็นได้จริงหรอก เพราะตอนที่ดูมันดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจิต มันไม่มีสมมุติบัญญัติ เหมือนเจโตปริยญาณ (ญาณหยั่งรู้ความคิด) มันก็ไม่ได้รู้จิตที่มันปรุงแต่งเป็นภาษาจีนหรือภาษาไทย แต่มันรู้ความคิดก่อนที่จะถูกแปลงเป็นภาษา แม้สัตว์ที่พูดไม่ได้ จิตมันก็รู้ได้เช่นกันว่าสัตว์คิดอะไรอยู่ จิตดูจิตมันก็รู้คล้ายๆ กันแบบนี้แหละ มันไม่ใช้ภาษา แต่มันดูเหนือสมมุติบัญญัติไป

หากดูได้ถึงตรงนี้แล้วมันจะเป็นแนวทางของพระนิพพาน แต่ถ้าดูปลายเหตุมันเป็นเพียงการฝึกสติ เพื่อเท่าทันการปรุงแต่งของจิตและอารมณ์ที่มันเกิดขึ้นเท่านั้น เพื่อระงับอาการหรือการกระทำที่จะเกิดขึ้นต่อไปหรือทำมันอย่างมีสติ เรียกว่าเป็นการดูอารมณ์แบบสำเร็จรูป เพราะโดนทั้งภาษาและอุปาทานสัญญาเข้าไปบัญญัติ แม้มันได้แค่กำลังจิต แต่ไม่ถึงทางแห่งพระนิพพาน ไม่เป็นปรมัตถ์ ทุกท่านลองกับไปทบทวนจิตตอนที่เราฝึกฝนให้ดี ก็จะเห็นความจริง

อย่างที่เคยยกตัวอย่างให้ฟังบ่อยๆ ว่า ระหว่างที่เราปฏิบัติธรรมอยู่ หากมีชาวเยอรมันเข้ามาหาเราแล้วก็พูดอะไรไม่รู้ที่เป็นภาษาเยอรมันซึ่งเราไม่เข้าใจ อารมณ์จิตมันก็ไม่เกิดแค่สงสัยเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่ามันพูดอะไร แต่พอมีคนมาแปลให้ฟังว่าสิ่งที่ชาวเยอรมันพูดนั้นหมายความว่าอย่างไร จิตมันก็จะเริ่มปรุงแต่งไปตามสิ่งที่รู้นั้น เช่น ถ้าคนแปลบอกว่าเขาชมเรา เราก็จะรู้สึกยินดี แต่ถ้าเข้าด่า เราก็จะรู้สึกโกรธ อารมณ์มันก็จะเริ่มปรุงเป็นอุปาทานสัญญาไปเรื่อย มันก็เหมือนที่เราดูจิตนั้นแหละหากไปดูตอนที่อุปาทานสัญญามันปรุงสำเร็จเป็นอารมณ์พอใจ ไม่พอใจไปแล้ว มันก็ไม่ใช่ปรมัตถ์ เพราะปรมัตถ์หรือขั้นธรรมที่เป็นโลกุตรธรรม มันดูปรากฏการณ์ที่ไม่มีสมมุติมารองรับ จนเราค่อยๆ ออกจากขั้นปรมัตถธรรมแล้ว พอมีสมมุติบัญญัติเข้ามาเกี่ยวข้องมันก็จะเริ่มเกิดความรู้ความเห็นที่จะทำให้เราเข้าใจธรรมในแบบสมมุติบัญญัติโลกขึ้นมา และอธิบายได้ใกล้เคียงกับระดับของปรมัตถธรรมมากที่สุด แม้จะไม่ตรงกันทั้งหมดก็ตาม แต่ในตอนแรกที่มันรู้นั้น มันจะรู้เป็นสภาวะมันไม่รู้อาการ หากเราปฏิบัติจนจิตดูจิตได้อย่างนี้ มันก็จะค่อยๆ เริ่มเห็นความจริงที่ไม่ถูกปรุงแต่งโดยสมมุติใดๆ อีกต่อไป.

สามารถติดตาม อ.บูรพา

ได้ที่ช่อง Youtube "burapa84000"

หรือ search หา "อ.บูรพา ผดุงไทย"


แท็ก คอลัมน์:  

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ