คอลัมน์: ปักธงธรรม: พุทธศาสนาไม่เคยเสื่อม .. โลก (หมู่ชน) ต่างหากที่เสื่อม!!!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 00:00:04 น.
โดย.. พระ อ.อารยวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา อาตมานำคณะสงฆ์และศรัทธาสาธุชนไปร่วมประกอบศาสนกิจมาฆบูชาครั้งที่ ๑๐ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ ที่เวฬุวันมหาวิหาร (วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา) พระนครราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธ (ต.ราชกีร์/รัฐพิหาร อินเดีย) ซึ่งปีนี้ วันมาฆบูชาขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ตรงกับ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒

การประกอบศาสนกิจมาฆบูชาที่เวฬุวันมหาวิหารเป็นไปด้วยดี เริ่มตั้งแต่คณะสงฆ์ ๑๘ รูป กระทำสังฆอุโบสถสวดปาติโมกข์ ต่อเนื่องด้วยการประกอบศาสนกิจมาฆบูชา และจบด้วยการร่วมกันประทักษิณรอบพระพุทธรูป ณ มหาเจติยโอวาทปาติโมกข์ ในเขตอุโบสถหินอ่อน ซึ่งบัดนี้สำเร็จเป็นพระอุโบสถสมบูรณ์แล้วทุกประการตาม พุทธานุญาตด้วยคณะสงฆ์ (ธรรมยุต) เมื่อวันวิสาขบูชาปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา

ในท่ามกลางความเป็นอุดมมงคลของการประกอบศาสนกิจ บูชาศาสนธรรม ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เวฬุวันมหาวิหาร ได้พบเห็นความไม่เข้าใจในการปฏิบัติตนของบรรพชิตบางรูปบางคณะ และคณะศรัทธาบางกลุ่ม ดังที่ปรากฏการแข่งกันสวดมนต์ ส่งเสียงดังในเขตอุโบสถ ขณะที่คณะสงฆ์กำลังกระทำสังฆอุโบสถเนื่องในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แม้จะประกาศให้ทราบแล้วด้วยเครื่องขยายเสียงว่า "บัดนี้ คณะสงฆ์จะกระทำสังฆอุโบสถ ขออย่าได้ส่งเสียงใดๆ รบกวน..." โดยเฉพาะการปิดประกาศแสดงข้อความไว้ชัดเจนที่ลานพระอุโบสถว่า ตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ น. จะมีการกระทำสังฆอุโบสถของคณะสงฆ์

การรบกวน การรุกเร้าด้วยประการต่างๆ เพื่อให้เกิดความไม่สงบในเขตอุโบสถ หนึ่งในเขตที่พระสงฆ์กำลังประกอบศาสนกิจ ไม่ใช่วิสัยของพุทธบริษัทในพระพุทธศาสนา ยิ่งเป็นการกระทำในเขตพระอุโบสถขณะมีสังฆอุโบสถ ซึ่งบัดนี้ ลานหินอ่อนพระโอวาทปาติโมกข์ได้ยกฐานะเป็นเขตอุโบสถฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมาเรียบร้อยแล้ว ดังปรากฏใบเสมาที่ปักแสดงขอบเขตทั้ง ๘ ทิศ

จริงๆ แล้ว หากเพียงแค่ทำความ

เข้าใจให้ถูกต้องชอบธรรม รู้ประโยชน์และความควร ด้วยการร่วมเจริญภาวนา บูชาสังฆกรรมของคณะสงฆ์ที่กระทำโดยเปิดเผยในท่ามกลางพระอุโบสถในขณะนั้น ด้วยการลำดับจิตไปตามเสียงสวดปาติโมกข์ของภิกษุผู้สวดปาติโมกข์ศีล ๒๒๗ สิกขาบท ด้วยจิตใจเคารพยินดี ย่อมจักเกิดปีติสุข ก่อเกิดบุญกุศลอันยิ่ง ด้วยจิตศรัทธาที่ตั้งอนุโมทนาสาธุการในการประกอบสามัคคีธรรมของคณะสงฆ์

การไม่รู้จักกระทำความควร เพื่อประโยชน์อันยิ่ง แต่กลับกระทำความไม่ควร เพื่อหวังประโยชน์ ตามความรู้สึกที่ขาดสติปัญญา .. ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นความจริงในเขตศาสนาว่า... ยังมีผู้อ้างชื่อว่าเป็นพุทธบริษัทเรา .. ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในเรื่องพระธรรมวินัยอีกมาก ดังที่ประพฤติไม่ถูกต้องตรงในพระธรรมวินัย ในการโคจรท่องเที่ยวไป ที่มีพุทธบัญญัติไว้ชัดเจนว่า พระภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป จักต้องลงอุโบสถ เพื่อฟังสวดปาติโมกข์ศีล ๒๒๗ สิกขาบท โดยจักต้องมีภิกขุปาติโมกข์ที่สวดปาติโมกข์ศีล ๒๒๗ สิกขาบทในทุก ๑๕ วัน หรือปักษ์หนึ่ง หากภิกษุละเลย หลีกเลี่ยง ไม่ร่วมลงอุโบสถ ย่อมต้องอาบัติ

การเดินทางของภิกษุเข้าไปในเขตวัดวาอาราม หรือสถานที่อันทราบว่า มีคณะสงฆ์กระทำสังฆอุโบสถอยู่นั้น จักต้องลงร่วมอุโบสถกับคณะสงฆ์ที่กำลังกระทำอยู่.. แม้ว่าจะลงอุโบสถมาจากที่อื่นแล้ว ก็ควรเข้าร่วมอนุโมทนา จะมาเดินเพ่นพ่านไปมาไม่ใส่ใจทั้งที่ทราบนั้น นั่นไม่ใช่ความเหมาะควรของภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ ดัง ครูบาอาจารย์สั่งสอนให้พระปฏิบัติเรา หูไว ตาไว... แต่ห้ามปากไว ใจเร็ว...

การเดินทางไปจาริกแสวงบุญของพระภิกษุและคณะศรัทธาญาติโยม จึงควรได้รับการแนะนำให้ความรู้ถึงการประพฤติปฏิบัติตน เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าของความเป็นพุทธบริษัท จนกระทำการอย่างไม่เหมาะควร เสมือนไปเที่ยวเตร่ตามห้างร้าน ตลาด บ้าน เมือง จึงไม่ควรมีภาพการยื้อแย่งแข่งขันกันประกอบศาสนกิจ เพื่อหวังว่าจะได้บุญกุศลกับการเข้าไปในพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนานั้นๆ

สิ่งที่สำคัญคือ การรู้จักความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน มีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน รู้จักแบ่งปันพื้นที่ เวลา ให้ทั่วถึงกันในทุกคนต่อการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีจำกัด ที่เดินทางมาจากทั่วโลก ให้สามารถรองรับได้อย่างทั่วถึงมีคุณภาพ...

อีกประการหนึ่ง ได้แก่ การรู้จักสร้างความสัมพันธ์กับชาวพุทธจากทั่วโลก ที่มีข้อประพฤติปฏิบัติแตกต่างกันไปตามแต่ละนิกาย ที่จะต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบแบบแผน ในสังคมอารยธรรม สามารถปฏิบัติศาสนกิจร่วมกันได้ ..แม้จะแตกต่างกันบ้าง แต่ต้องไม่แตกแยกกัน ดุจดังที่ปรากฏในปัจจุบัน ที่จะออกเป็นชุลมุนวุ่นวาย จนกลายเป็น ศาสนโกลาหล ศรัทธาอลวน ที่บางครั้งเกือบจะเหยียบแย่งกระทบกระแทกกัน ทั้งในหมู่บรรพชิตและฆราวาส

การไปจาริกแสวงบุญด้วยการประกอบศาสนกิจในสังเวชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาในปัจจุบันที่อินเดีย จึงค่อนข้างลำบากต่อพระภิกษุที่เคร่งครัดปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จึงต้องมีผู้ชายติดตามดูแลปกป้องซ้ายขวาหน้าหลัง เมื่อเคลื่อนตัวไปท่ามกลางหมู่ชนในแต่ละสถานที่ที่หลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา.. ดังเช่นใน อินเดีย ที่แม้จะเป็นพุทธศาสนาก็มีหลายนิกาย หลากหลายวิธีการประกอบศาสนกิจ จนสับสนว่า แล้วแบบไหนคือ พุทธแท้!!

ประเด็นเหล่านี้ จึงนำมาสู่ปัญหาอันยิ่งใหญ่ เป็นอุปสรรคต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปสู่ชาวโลก ด้วยหมู่ชนไม่รู้ชัดว่า อะไรคือพระธรรม อะไรคือพระวินัย ในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติแสดงไว้ .. ด้วยความอลวนของพุทธบริษัท!!!ความสับสนอลเวงจึงเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งที่ผู้อ้างว่าเป็นบรรพชิต .. เป็นคฤหัสถ์ในพระพุทธศาสนา พากันเดินทางไปเพื่อประกอบศาสนกิจตามความรู้ความเข้าใจที่ตนเองได้จดจำหรือได้เรียนรู้มา โดยไม่มีทีท่าว่าจะมีข้อยุติ และ คงยากจะยุติด้วยอำนาจธรรม ทั้งนี้ ด้วยภิกษุสงฆ์หรือคณะภิกษุในพุทธศาสนาปัจจุบัน แปลกแยกและแตกต่างกันไปตามนิกาย .. ตามความเป็นพุทธศาสนาในแต่ละประเทศ เช่น พุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย พม่า-ศรีลังกา-ลาว หรือ พุทธศาสนามหายาน ตามประเทศต่างๆ....

การไม่เป็นสังฆาเดียวกันของบรรพชิตหรือภิกษุในปัจจุบัน จึงสะท้อนให้เห็นเค้าลางความหายนะที่จะเกิดขึ้นในเบื้องหน้าของพุทธศาสนา.. ซึ่งในที่สุดคงจะหลีกหนีไม่พ้นความสูญสลาย... ในเมื่อพระสัทธรรมปฏิรูปเกิดปรากฏ ปกปิดพระสัทธรรมแท้ ดังที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน และยังหาหมู่ .. คณะสงฆ์ใด ที่จะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้องดูแลสังฆมณฑลนี้ให้เป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนถูกต้องตามพระธรรมวินัยได้ไม่.......

วันนี้ของพระพุทธศาสนายังคงสมบูรณ์ด้วยพระธรรมวินัย อันเป็นผลจากการกระทำสังคายนาของคณะสงฆ์ในอดีต การศึกษาค้นคว้าเพื่อเข้าถึงพระสัทธรรมแท้ ไม่ใช่เรื่องยาก ..แต่ที่ยากคือ เรามีพุทธบริษัทปลอมเกลื่อนศาสนจักร โดยเฉพาะทุรชนที่ปลอมปนเข้ามาบวช จนได้ดิบได้ดีมีหมู่คณะ ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักฯ แสดงธรรมดุจการประกาศธรรมของตนเอง นี่ยังไม่นับพวกโล้นห่มเหลือง เที่ยวขายธรรมะกินแบบตลกคาเฟ่ทั้งหลาย.. ที่พยายามฉีกแนวปฏิบัติออกไปจากอริยประเพณี... เพื่อหวัง ลาภ ยศ ชื่อเสียง.. ที่ชาวโลกปรารถนา.... เอวัง!!

เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
หมายเหตุ : ต้นฉบับเขียนที่พระศรี มหาโพธิ์ .. สังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ พุทธคยา/อินเดีย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง