ข่าวอินโฟเควสท์
08:21 ข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร 19 ส.ค. 2562   ข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าขอ…
08:15 ภาวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT: สัญญาธัญพืชปิดลบ เหตุสภาพอากาศเอื้อเพาะปลูก   ภาวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT เมื่อคืนนี้ (19 ส.ค.) สัญญาธัญพืชปรับตัว…
08:15 "มอร์แกน สแตนลีย์" คาด GDP ฮ่องกงปี 62 หดตัว 0.3% จากผลกระทบการประท้วง   มอร์แกน สแตนลีย์ คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฮ่องก…
08:00 แบงก์ชาติจีนเตรียมออกมาตรการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR วันนี้ มุ่งหนุนศก.,ลดต้นทุนกู้ยืมภาคเอกชน   ธนาคารกลางจีน (PBOC) เตรียมออกมาตรการกำหน…
07:57 ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิเปิดบวก 42.19 จุด ขานรับข่าวสหรัฐขยายเวลาให้"หัวเว่ย"ซื้อสินค้า   ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดบวกในวันนี้ เนื่อง…

คอลัมน์: กระจกไร้เงา: บาทแข็งกวนใจ

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 00:00:43 น.
ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง

ช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ ดูเหมือนว่าปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ากลับมากวนใจผู้ส่งออกและรัฐบาลอีกระลอก เพราะดูเหมือนว่าการจัดการบาทแข็ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังทำไม่ได้ดั่งใจตามที่มีหลายฝ่ายคาดหวัง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าทะลุแนว 31.10 ไปที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 5 ปี แม้ว่าทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทยังคงสอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินหยวนและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค แต่ก็ถือว่าเป็นการแข็งค่าที่เร็วมากจนปรับตัวไม่ทัน

ส่งผลให้ภาคเอกชนต่างก็ออกมาส่งเสียงว่า ค่าเงินบาท กำลังเป็นอุปสรรคในการส่งออก เพราะค่าเงินบาทนั้นแข็งค่า สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค โดยสิ่งที่เอกชนต้องการคือ ค่าเงินบาทที่อยู่ในระดับ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสม และแข่งขันได้

ล่าสุด ทางกระทรวงพาณิชย์ดูเหมือนจะตื่นตัวในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวพันกับการส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเตรียมนัดหารือใหญ่ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ (สรท.) และตัวแทนเอกชนที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรกมาหารือถึงสถานการณ์การส่งออกในปี 2562 เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้กับผู้ส่งออก รวมถึงมาตรการในการสนับสนุนการส่งออกปี 2562  เพราะตามเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ กำหนดไว้ขยายตัว 8% แต่ถ้าเจอค่าบาทแข็งแบบนี้ ยิ่งเป็นงานยากที่จะไปถึง

แม้ว่าหลายฝ่ายออกมาเขย่า แต่ดูเหมือนว่า ธปท.ก็จะไม่ค่อยตอบรับกับกระแสที่ออกมามากนัก ซึ่งก่อนหน้านี้ 'วิรไท สันติประภพ' ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายอมรับว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า ส่วนหนึ่งมาจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยในส่วนของประเทศไทย ธปท.ได้มีการติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่เห็นความผิดปกติ ในระยะสั้นหากเห็นความผิดปกติจากการเก็งกำไร หรือการเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรงไม่สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ก็พร้อมที่จะเข้าไปดูแลเหมือนที่ผ่านมา

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เงินบาทที่แข็งค่ากว่าสกุลเงินของประเทศที่เป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งของไทย (โดยเฉพาะจีน และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน) น่าจะเพิ่มแรงกดดัน และมีผลกระทบต่อเนื่องต่อธุรกิจในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว เพราะนอกจากการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าว จะลดทอนแต้มต่อของความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคา และทำให้รายรับของภาคการส่งออกที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทลดลงแล้ว และยังเป็นการแข็งค่าในจังหวะที่ภาคต่างประเทศของไทยต้องรับมือกับปัจจัยท้าทายอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มการชะลอตัวของปริมาณการค้าและเศรษฐกิจโลก

ในระยะข้างหน้า ปัจจัยสำคัญในระยะสั้นที่อาจมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาท ประกอบด้วย ผลการเจรจาเพื่อลดข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน สัญญาณดอกเบี้ยจากการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบวันที่ 19-20 มี.ค. 2562 และประเด็นความเสี่ยงอื่นๆ อาทิ สถานการณ์ BREXIT ของอังกฤษ

ทั้งนี้ แนวโน้มของค่าเงินบาท ยังตอบยากว่า จะแข็งค่าขึ้นอีกหรือไม่ หรือจะอ่อนค่าลง ซึ่งภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (และต้องติดตามตัวแปรที่อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทย และ/หรือปัจจัยที่อาจมีผลทำให้มุมมองต่อค่าเงินดอลลาร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน อาทิ การกลับมาส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด)

เพราะต้องยอมรับว่า นอกจากความผันผวนของเงินบาทจะเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับภาคธุรกิจแล้ว ยังเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับทางการไทย ซึ่งต้องดูแลความผันผวนของค่าเงินด้วยเครื่องมือที่ค่อนข้างจำกัด เพราะมาตรการที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน ยังไม่ใช่ทางเลือกสำหรับสภาวะที่ยังไม่พบสัญญาณผิดปกติของกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดการเงินไทย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง