อัยการเตือน'พนักงานสอบสวน'ถ่ายสำเนาระวังครหาค้าสำนวน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 6 มีนาคม 2562 00:00:11 น.

ไทยโพสต์ * วันที่ 5 มี.ค. มีรายงานเรื่องการค้าสำนวนว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการส่งข้อความผ่านสื่อโซเชียลในกลุ่มทนายความ อัยการ และนักกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี ที่ส่งผลกระทบต่อรูปคดีของฝ่ายอัยการ เป็นหนังสือปี 2552 จากอัยการจังหวัดในเขตภาค 4 มีไปถึงผู้บังคับการตำรวจจังหวัดแห่งหนึ่ง ใจความว่า มีพนักงานสอบสวนบางคนได้ส่งเอกสารในสำนวนการสอบสวนให้ศาลตามหมายเรียก โดยมีทนายความจำเลยเป็นคนขอ ทั้งที่สำนวนการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้ส่งไปให้อัยการไปหมดแล้วตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะเอกสารที่ทนายจำเลยขอนั้น เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลย เพราะนำไปใช้ในการหักล้างพยานโจทก์ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ และเสียหายแก่รูปคดี ดังนั้นหากทนายจำเลยขอหมายเรียกต่อศาลดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนทำหนังสือแจ้งกลับไปว่าไม่อาจส่งสำเนาสำนวนได้เพราะส่งให้อัยการไปหมดแล้ว

มีรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ปลายปี 2561 มีนักกฎหมายตามโซเชียลฯ ได้ไปร้องต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ทำนองขอเปิดโปงขบวนการ "ค้าสำนวน" คือมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนแอบเก็บสำนวนไว้ขายให้ฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีคดีอยู่ในชั้นศาล เพื่อจะเอาสำนวนไปต่อสู้คดีเพื่อให้ศาลเกิดความสงสัยในพยานหลักฐานได้ รู้เขารู้เรา หรือรบร้อยครั้งก็ชนะทั้งร้อยครั้ง ซึ่งทางสำนักงานอัยการฯ ได้ตรวจเอกสารที่นำมาร้อง พบว่าสำนวนดังกล่าวยังไม่มีลายมือชื่อพนักงานสอบสวน แสดงว่าเอกสารที่อ้างว่ามีการค้าสำนวนนั้นไม่น่าจะหลุดไปจากอัยการ เพราะการส่งสำนวนให้อัยการทุกครั้ง ทางนิติกรอัยการต้องตรวจดูลายมือชื่อก่อนว่าครบหรือยัง ถ้าลงชื่อไม่ครบจะไม่รับไว้

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า เอกสารดังกล่าวจากสำนักงานอัยการในภาค 4 มีไปถึงผู้บังคับการตำรวจ เป็นเอกสารที่เกิดขึ้นนานแล้ว แต่หลักการยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน เพราะยังมีเรื่องค้าสำ นวนมาร้องที่สำนักงานอัยการ เพราะยังมีปัญหาการนำเอาสำนวนการสอบสวนที่เป็นประโยชน์แก่จำเลย ไปให้ฝ่ายจำเลยเอาไปใช้ประโยชน์ในการสู้คดีในศาล ทำให้รูปคดีเสียหายจริง ตนอ่านแล้วจะเห็นความตั้งใจในการทำงานของอัยการจังหวัดคนดังกล่าว

นายโกศลวัฒน์กล่าวขยายความว่า เหตุที่เป็นปัญหาคือ ทนายจำเลยหรือจำเลยรู้ได้อย่างไรว่ามีข้อความอันเป็นประเด็นสำคัญที่เป็นประโยชน์ของตนอยู่ในสำนวน และพนักงานสอบสวนบางคนทำไมยังเก็บสำนวนสำนวนทั้งหมดไว้ ทั้งที่ตามกฎหมาย ป.วิ. อาญา ต้องส่งให้อัยการทั้งหมด พนักงานสอบสวนไม่มีหน้าที่เก็บสำนวนไว้อีก จะเก็บได้ก็แค่ "กากสำนวน" เท่านั้น ตำรวจจะเก็บไว้ทำไม การเอาไปถ่ายเอกสารต้องใช้เวลาและใช้เงิน ปกติคงไม่มีใครเอาสำนวนไปถ่ายเก็บไว้

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวอีกว่า อำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสิ้นสุดเมื่อส่งมอบสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการตาม ป.วิ.อาญามาตรา 140 พนักงานสอบสวนจะถ่ายเอกสารการสอบสวนเก็บไว้หรือไม่ ทางปฏิบัติห้ามไม่ได้ แต่ไม่มีอำนาจใดในการสอบสวนต่อไปอีกแล้ว จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้เมื่ออัยการมีคำสั่งเช่นสอบสวนเพิ่มเติมเท่านั้นตาม มาตรา 143 เมื่อกระบวนการยุติธรรมไปสู่ศาลแล้ว ทนายจำเลยมาขอหมายศาลเรียกเอกสารที่เป็นคุณแก่จำเลย การส่งเอกสารให้ศาลต้องใช้ต้นฉบับเป็นสำคัญเว้นแต่ต้นฉบับสูญหาย พนักงานสอบสวนหรือตำรวจต้องทำหนังสือรายงานศาลไปว่าต้นฉบับเอกสารตามหมายศาลอยู่ในความครอบครองของพนักงานอัยการ และแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบ ศาลจะได้สอบถามกับพนักงานอัยการโดยตรง ไม่ควรนำสำเนาที่เก็บไว้ส่งไปศาล เพราะไม่ใช่ต้นฉบับโดยไม่แจ้งให้พนักงานอัยการทราบ อันอาจกระทบกระเทือนต่อการทำหน้าที่ของอัยการ

"ถ้าศาลต้องการเอกสาร ก็จะเรียกให้อัยการส่งต้นฉบับแก่ศาลเอง และการรับฟังพยานหลักฐานก็จะใช้แต่ต้นฉบับเท่านั้นจะรับฟังได้ การที่พนักงานสอบสวนแอบถ่ายสำเนาเพื่อรอให้คนมาขอนั้น สำเนาเอกสารไม่น่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้ การที่พนักงานสอบสวนจะถ่ายสำเนาควรมีความระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นจะมีข้อครหาว่ามีการค้าสำนวนกันขึ้นในกระบวนการยุติธรรม" นายโกศลวัฒน์กล่าว.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง