คอลัมน์ผู้หญิงท่องโลก: บ้านถ้ำเสือ แก่งกระจาน ผลิตผลจากการปลูกป่า คืนธรรมชาติให้ชุมชน

ข่าวทั่วไป 17 มีนาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

thanomjitk9@gmail.com

หากกล่าวถึงถ้ำเสือ อาจพบได้หลายแห่งในเมืองไทย แต่ที่บ้านถ้ำเสือ ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีเรื่องเล่ากันว่า ชาวบ้านไปพบถ้ำแห่งหนึ่งมีร่องรอยเสือเคยอาศัยอยู่ในถ้ำ จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านที่ปัจจุบันมีชาวบ้านอาศัยอยู่ 147 หลังคาเรือน ท่ามกลางป่าเขาที่ร่มรื่น

นายบุญเลิศ เต็มคอน ผู้ใหญ่บ้านถ้ำเสือ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ทำงานอุทิศตนเพื่อส่วนรวมมานาน โดยเป็นราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) มากว่า 10 ปี ควบคู่กับทำงานผู้นำชุมชน และยังทำการเกษตรแบบผสมผสานจนประสบความสำเร็จทำให้ครัวเรือนมีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมกระจายความรู้สู่สังคม

ก่อนจะมาเป็นผู้ใหญ่บ้านถ้ำเสือ เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจานตลอด 4 สมัย ระยะเวลา 16 ปี (พ.ศ.2542-2558) ได้ช่วยงานชุมชนและทำงานที่บริษัท เพชรไทยพัฒนา จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจสนามกอล์ฟและที่พักควบคู่ไปด้วย โดยมีหน้าที่ดูแลป่าแถบแก่งกระจาน จนกระทั่งได้เข้าร่วมเป็นราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) จึงได้ขยายการปลูกป่าในพื้นที่เครือข่าย และด้วยความที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เมื่อมีการฝึกอบรมเรื่องใดที่มีประโยชน์จะเข้าร่วมเสมอ จนกระทั่งตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านว่างลง ชาวบ้านได้สนับสนุนให้เป็นผู้นำของหมู่บ้าน จากสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลจึงมารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านถ้ำเสือตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 เป็นต้นมา บทบาทการทำงานให้ชุมชนจึงขยายเพิ่มมากขึ้น

ผู้ใหญ่บุญเลิศได้กล่าวถึงบทบาทหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในชีวิต คือ การเป็นราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ว่า "หมู่บ้านถ้ำเสือ ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีประชากร 576 คน ส่วนใหญ่ทำไร่และรับจ้าง มีพื้นที่ป่าชุมชนทั้งหมด 4,372 ไร่ ตั้งแต่มีโครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ที่มีกรมป่าไม้และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนอบรมความรู้เรื่องเกี่ยวกับป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ตามรอยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ท่านทรงให้พวกเราช่วยกันรักษาป่า ปลูกป่าให้ธรรมชาติ แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์กลับคืนมา เราก็ทำกันมาตลอดกว่า 10 ปีแล้ว

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่กรมป่าไม้ดูแล คือ ป่าแก่งกระจานกลายมาเป็นป่าของเรา เพราะป่าคือชีวิตของทุกคน เราต้องดูแลรักษาป่า ชาวบ้านทุกคนเลิกตัดไม้ทำลายป่า จากเดิมที่ใครตัดไม้ก็เฉยๆ แต่ต่อมาทุกคนช่วยกันปกป้องดูแลป่า คนแก่งกระจานทุกคนน้อมรับและช่วยกันสนใจรักษาสิ่งแวดล้อม เลิกตัดไม้เผาถ่านหันมารักษาป่า อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพราะเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด อีกทั้งยังรู้จักการป้องกันไฟป่าซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะช่วยเพิ่มจำนวนป่าให้เติบโตขยายพื้นที่ป่าได้มากขึ้น"

นอกจากชาวบ้านจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยังสามารถนำเรื่องการรักษาป่ามาสนับสนุนกิจ กรรมท่องเที่ยวได้ด้วย เช่น การสร้างจิตสำนึกรักป่า การปลูกหญ้า ทำโป่งเทียม ยิงหนังสติ๊ก ให้อาหารช้าง และให้นักท่องเที่ยวปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ ซึ่งน่าจะมีการขยายพื้นที่ในการรักษาป่า สร้างแนวป้องกันไฟป่าและการปลูกป่าฤดูต่างๆ นอกจากปลูกต้นกล้าที่ต้องรอฤดูฝนซึ่งยุงชุกชุมมาก เราอาจใช้วิธีปั้นลูกกระสุนเมล็ดพันธุ์แล้วนำไปปลูกโดยไม่ต้องรอ สามารถปลูกได้เลย เช่น ไม้เต็งรัง ให้เด็กๆ ปั้นเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูก ไม่ต้องใช้ต้นกล้า เพื่อช่วยต่อยอดการรักษาป่า อีกทั้งป่าแก่งกระจานเป็นพื้นที่ภูเขาต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยในการปลูกป่า ส่วนผลผลิตจากป่า คือ หน่อไม้ เห็ดโคน ผักหวาน มูลค้างคาว ซึ่งถ้ำเสือมีถ้ำทั้งหมด 9 คูหา (ถ้ำ) ทำให้มีมูลค้างคาว อีกทั้งมีเลียงผา เก้ง ในพื้นที่ด้วย

ก่อนหน้านี้บ้านถ้ำเสือเป็นชุมชนทั่วไปในแก่งกระจาน จนเมื่อเริ่มปลูกป่าและชาวบ้านได้ช่วยกันจัดตั้งธนาคารต้นไม้ในกลุ่มสมาชิกปลูกไม้เศรษฐกิจและไม้ป่าหายากเพื่อรักษาระบบนิเวศ ด้วยการแนะนำส่งเสริมของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยครั้งหนึ่งได้ไปศึกษาดูงานที่หมู่บ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการจัดการทำที่พักในชุมชนท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ เริ่มจากเพียง 5 หลัง เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่สวยงามของบ้านถ้ำเสือให้คงไว้ แรกเริ่มเป็นการดำเนินงานเองในกลุ่มองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจานด้วยการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ป่าเขา แม่น้ำเพชรบุรีและโครงการธนาคารต้นไม้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากนัก

ต่อมาเริ่มสร้างมาตรฐานการให้บริการโฮมสเตย์ คือพักกับเจ้าของบ้าน ตามหลักโฮมสเตย์และได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาประเมินตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 จนปัจจุบัน ยังผ่านการประเมินตามมาตรฐานทุกครั้ง แบ่งกลุ่มผู้มาพักออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มศึกษาดูงานศึกษาอบรมโดยให้ผู้ใหญ่บุญเลิศเป็นวิทยากรและทากิจกรรม เช่น CSR ทาสีโรงคัดแยกเกษตรอินทรีย์ และเรียนทำขนมตำรับชาวบ้าน เช่น ทองม้วน กล้วยบวชชี บัวลอยจากสีธรรมชาติ ฟักทอง อัญชัน 2.กลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป

จากนั้น บริษัท โลคอล อะไลค์ จำกัด ผู้ดำเนินการเรื่องท่องเที่ยวชุมชนต่างๆ มาช่วยวางโครงสร้าง โดยก่อนจะเข้าโครงการจะให้ชุมชนต่างๆ นำเสนอกิจกรรมท่องเที่ยวของตน สำหรับบ้านถ้ำเสือได้คิดกิจกรรมล่องเรือยาง ปั่นจักรยานไปปลูกป่า ปั้นกระสุนปลูกต้นไม้ แล้วสื่อสารมวลชนเลือกให้เป็นชุมชนที่อยากไปท่องเที่ยว หลังจากได้รับคัดเลือกได้มีการประชาสัมพันธ์สร้างอัตลักษณ์จนเริ่มเป็นที่รู้จัก ได้รับการส่งเสริมเรื่องหลักการบริหารจัดการ การต้อนรับ วัสดุสิ่งของในการให้บริการ เมนูอาหาร ราคาค่าบริการ ออกบูธจัดงานและช่วยหาลูกค้า

หลังจากนั้นเป็นต้นมา มีกลุ่มมาผู้มาเยี่ยมเยือนมากขึ้น อาทิ บริษัมาทำกิจกรรม CSR บางกลุ่มมีจำนวนถึง 200-300 คน โดยทีมชาวบ้านร่วมกันให้บริการนักท่องเที่ยว จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน แม้วันนี้โฮมสเตย์บ้านถ้ำเสือจะยังเป็นกลุ่มเล็กๆ หากใครสนใจทำเพิ่มเติมผู้ใหญ่บุญเลิศยินดีสนับสนุนช่วยเหลือ ขณะนี้มีคณะกรรมการ 20 คน แม้ว่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชาวบ้าน แต่ตั้งใจจะพัฒนาไปเรื่อยๆ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น

คนที่มาเยี่ยมเยือนบ้านถ้ำเสือส่วนใหญ่ชอบบรรยากาศร่มรื่น แต่ละปีมีมากกว่า 3,000 คน จากเดิมมีเพียงไม่กี่ร้อยคน/ปี สถิติรายได้ชุมชนทำได้ถึง 1 ล้านบาท/ปี แต่ผู้ใหญ่บุญเลิศไม่ได้นำรายได้เหล่านี้มาให้ตนเอง เขาจะมีรายได้เพียงแค่จากการเป็นวิทยากรซึ่งจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ทำเพราะใจรักและเพื่อชุมชนบ้านเกิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดมาจากการสำนึกพิทักษ์รักษาป่าและชุมชน เมื่อป่าอุดมสมบูรณ์ทำให้เกิดทรัพย์ในดิน สร้างรายได้พัฒนาหมู่บ้านให้มีวิถีชีวิตพอเพียงและมีความสุข

วันนี้บ้านถ้ำเสือที่แม้จะไม่มีเสือเหมือนในอดีต แต่ชาวบ้านได้ความร่มเย็น มีป่าไม้ที่สมบูรณ์ และทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนมาอีกครั้ง จากความร่วมมือร่วมใจ รวมพลังเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยสิ่งที่ทุกคนภูมิใจที่สุดคือ ได้ทำตามคำสอนของพระราชาและพระราชินีอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขาและชาวไทยทุกคน.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ