คอลัมน์เขียนให้คิด: ทำไมการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงสำคัญ

ข่าวเศรษฐกิจ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

บัณฑิต นิจถาวร ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล สังคมคือการอยู่ร่วมกันของคน เมื่อคนอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ บางทีก็ไปได้ดี บางทีก็มีปัญหา และเมื่อมีปัญหาก็เป็นหน้าที่ของคนในสังคมที่ต้องร่วมกันแก้ไข เพราะถ้าไม่แก้ไข ปัญหาที่มีอยู่ก็จะเป็นข้อจำกัดที่จะบั่นทอนสังคม และสร้างปัญหาให้กับสังคมมากขึ้น ในการแก้ปัญหา สิ่งแรกที่ต้องตระหนักก็คือ ปัญหาที่สังคมมีส่วนใหญ่จะมาจากสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ หรือการกำหนดกฎกติกาที่จัดความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม ดังนั้น เมื่อปัญหาเป็นสิ่งที่คนในสังคมสร้างขึ้น การแก้ปัญหาก็ต้องมาจากคนในสังคม

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้สังคมเกิดปัญหาก็เพราะไม่ได้นำความรู้ต่างๆ ที่สังคมมีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น ในการออกนโยบาย หรือการออกระเบียบต่างๆ ให้สังคมปฏิบัติ ไม่ได้นำความรู้ที่สังคมมีมาใช้ประกอบการออกนโยบายเพื่อให้นโยบายเป็นที่ยอมรับ หรือขาดความเข้าใจในมิติหรือความซับซ้อนของเรื่องต่างๆ ทำให้สิ่งที่ทำไปบางอย่าง เช่น นโยบาย กลับมาสร้างปัญหาให้กับสังคมมากกว่าที่จะทำให้สังคมดีขึ้น นอกจากนี้ก็เป็นผลจากที่ผู้ทำนโยบายไม่ได้มีเป้าประสงค์ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมจากการทำนโยบายดังกล่าว มุ่งแต่ที่ประโยชน์ที่คนส่วนน้อยในสังคมจะได้จากนโยบายนั้น หรือมองประโยชน์ที่จะได้เฉพาะในระยะสั้น แต่ไม่ได้ดูถึงผลที่จะมีต่อคนในสังคมในระยะยาว ทำให้เมื่อนโยบายถูกนำออกมาใช้จึงสร้างปัญหาให้กับสังคม ถูกต่อต้านจากคนในสังคม ถูกเรียกร้องให้มีการแก้ไข ซึ่งบางครั้งก็แก้ได้ บางครั้งก็แก้ไม่ได้ เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย หรือสิ่งที่ทำไปไม่ต้องการแก้ไข ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง

มีคนเคยเปรียบเทียบสังคมเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถที่จะซ่อมแซมตัวเอง ทำให้ทุกปัญหาที่สังคมมีจะสามารถแก้ไขได้ เปรียบเหมือนร่างกายคนเราที่มีความสามารถที่จะซ่อมแซมตัวเองเมื่อเจ็บป่วย รักษาตัวเองให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงกลับมาเป็นปกติ สังคมก็เช่นกัน ดังนั้น ถ้าสังคมมีปัญหาและคนในสังคมสามารถจัดตั้งหรือมีวิธีร่วมมือกันแก้ไขปัญหา การแก้ไขปัญหาก็จะทำได้เพราะความรู้เป็นสิ่งที่สังคมมีอยู่แล้ว กล่าวคือ ถ้าสังคมสามารถมีวิธีการที่จะรวมตัวหรือหารือกัน และใช้ความรู้ที่มีอยู่อย่างมีเหตุมีผล ปัญหาต่างๆ ที่สังคมมีควรจะแก้ไขได้ กล่าวโดยสรุปก็คือ ปัญหาที่สังคมมีเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นและสามารถแก้ไขได้ ถ้าคนในสังคมมีโอกาสที่จะรวมตัวกันและใช้ความรู้ที่มีอยู่ร่วมกันแก้ปัญหา

แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ทรงพลัง เพราะใช้ประโยชน์ความรู้หรือสติปัญญาที่สังคมมีมาแก้ไขปัญหา ใครที่เคยแก้ปัญหาได้ดีหรือแก้ปัญหาเก่ง คงจะเห็นด้วยว่าการแก้ปัญหาจะเริ่มต้นจากความเข้าใจของเราเกี่ยวกับปัญหาว่าเรื่องต่างๆ เป็นอย่างไร เชื่อมโยงกันอย่างไร อะไรเป็นต้นเหตุ อะไรเป็นปลายเหตุ และจากความเข้าใจที่มีก็นำมาสู่การหาทางออกหรือสิ่งที่เราจะลองทำเพื่อแก้ไขปัญหา บนพื้นฐานของความเข้าใจของเราว่าปัญหาคืออะไร เรื่องต่างๆ โยงกันหรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และจุดที่เป็นจุดผิดพลาดที่ต้องแก้ไขอยู่ตรงไหน และถ้าลองแก้ไปแล้วประสบความสำเร็จ เราก็ยิ่งจะมั่นใจมากขึ้นว่า ความเข้าใจที่เรามีเกี่ยวกับปัญหาที่ต้องแก้ไขนั้นถูกต้อง แต่ถ้าเมื่อลองไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แก้ไขปัญหาไม่ได้ ปัญหายังมีอยู่ ก็หมายความว่าความเข้าใจที่เรามีเกี่ยวกับปัญหายังไม่ถูกต้อง ต้องกลับมาทบทวนความเข้าใจของเราใหม่ นำมาสู่การสร้างความเข้าใจใหม่ และการหาข้อเสนอใหม่ที่จะลองต่อไปเพื่อแก้ปัญหา ทบทวนไปเรื่อยๆ จนกว่าปัญหาจะแก้ไขได้ นี่คือวิธีคิด และวิธีทำของการแก้ปัญหาส่วนใหญ่

ดังนั้น ในกรณีที่สังคมมีปัญหามาก และปัญหาดูเหมือนจะแก้ไม่ตก หรือแก้ไม่ได้ สาเหตุหลักจึงมาจาก หนึ่ง ไม่รู้ว่ามีปัญหา คือไม่รู้ว่าสิ่งที่มีอยู่ผิดไม่ดี และสร้างปัญหาให้กับสังคม ความไม่รู้ทำให้เกิดการยอมรับสิ่งที่มีอยู่ว่าไม่เป็นปัญหา ไม่มีอะไรผิด จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องแก้ไขอะไร สอง ยอมรับว่ามีปัญหา ยอมรับว่าที่ทำไปอาจมีจุดผิดพลาด แต่ไม่มีความรู้ที่จะหาทางออก หรือทบทวนปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข การไม่มีความรู้นี้อาจมาจากข้อจำกัดของผู้ทำนโยบายเอง หรือผู้ที่ต้องแก้ปัญหาที่ขาดความรู้ที่จะนำไปสู่การหาทางออกให้กับปัญหา หรือมองปัญหาด้านเดียว ไม่มีความรู้เกี่ยวกับมิติอื่นๆ ของปัญหา ทำให้ไม่สามารถมีข้อเสนอที่ครบถ้วนที่จะแก้ปัญหา สาม สังคมมีความรู้แต่ขาดช่องทางที่จะระดมความรู้ที่สังคมมีมาช่วยแก้ไขปัญหา เพราะการแก้ไขปัญหาเป็นหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะของคนบางกลุ่ม ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ที่มีความรู้สามารถนำความรู้ที่มีอยู่มาช่วยแชร์ มาช่วยแก้ไขปัญหา

นี่คือสามสถานการณ์ที่ทำให้ปัญหาที่สังคมมีแก้ไขไม่ได้คือ ไม่รู้หรือไม่ยอมรับว่ามีปัญหา มีปัญหาแต่ขาดความรู้ที่จะแก้ไขปัญหา หรือยอมรับว่ามีปัญหา และสังคมมีความรู้มากพอที่จะแก้ไขปัญหา แต่ขาดกลไกหรือโอกาสให้คนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ทำให้ไม่สามารถระดมความรู้ที่สังคมมีมาร่วมแก้ปัญหา ด้วยเหตุนี้การที่จะทำให้สังคมสามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่มาแก้ปัญหาจึงต้องทำสองด้าน หนึ่ง ต้องสร้างโอกาสให้มีการรวมความรู้ต่างๆ ที่สังคมมีให้นำไปสู่การหาทางออกเพื่อมาใช้แก้ปัญหา สอง ปลดล็อกข้อจำกัดของการนำความรู้ที่สังคมมีไปสู่การใช้จริง ที่จะนำความรู้เหล่านี้มาใช้แก้ปัญหา ซึ่งถ้าสามารถทำได้ในทั้งสองด้าน การแก้ไขปัญหาก็จะสำเร็จเพราะได้ประโยชน์จากการระดมความรู้ต่างๆ ที่สังคมมี นำไปสู่ทางออกของการแก้ปัญหาที่เป็นที่ยอมรับ และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่าปัญหาต่างๆ ที่สังคมมีแต่แก้ไขไม่ได้ แท้จริงแล้วสะท้อนช่องว่างระหว่างสิ่งที่สังคมมี ก็คือ ความรู้และความสามารถของคนในสังคม กับสิ่งที่สังคมทำ ก็คือนโยบาย หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมา ที่ไม่ได้นำความรู้ที่สังคมมีมาใช้ประโยชน์ เป็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่สังคมมีกับสิ่งที่สังคมทำ นำไปสู่การเกิดขึ้นของปัญหา พูดง่ายๆ ถ้าเราเปรียบสิ่งที่สังคมมีคือความรู้เป็นมือซ้าย และสิ่งที่สังคมทำเป็นมือขวา ปัญหาเกิดขึ้นเพราะมือซ้ายกับมือขวาไม่ไปด้วยกัน รู้อย่างแต่ทำอีกอย่าง ทำให้เกิดช่องว่าง

ดังนั้น ในสังคมที่มีปัญหามาก เช่น กรณีของบ้านเรา จะสังเกตได้ว่าช่องว่างนี้นับวันจะยิ่งกว้างขึ้นๆ เพราะ หนึ่ง มือขวาไม่เคยถูกตรวจสอบ ก็คือผู้ทำนโยบายก็ทำนโยบายไป อย่างที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ควรทำจากความรู้และความเข้าใจที่ตนมี ไม่มีใครสามารถให้ความเห็น ทัดทาน หรือตรวจสอบความคิดนี้ได้ สอง มือขวาให้ความสำคัญแต่เฉพาะประโยชน์ของพวกมือขวาด้วยกัน จึงมองความถูกต้องของนโยบายหรือสิ่งที่ทำ เฉพาะแต่ประโยชน์ที่พวกพ้องมือขวาด้วยกันจะได้ ไม่ได้มองประโยชน์ หรือผลที่จะมีต่อสังคมในวงกว้าง สาม สังคมบางส่วนได้ประโยชน์จากสิ่งที่มือขวาทำ แม้จะรู้ว่าเป็นความผิดพลาด หรือไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งเพราะได้ประโยชน์ด้วย ทำให้ไม่มีพลังหรือแรงกดดันที่จะแก้สิ่งที่ผิดพลาดเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ช่องว่างลักษณะนี้เป็นจุดอ่อนสำคัญของการทำนโยบายสาธารณะในประเทศเราในปัจจุบันเพราะกระบวนการทำนโยบายไม่สามารถระดมความรู้ความสามารถที่สังคมมีมาใช้ประโยชน์อย่างที่ควร ทำให้ผู้ทำนโยบายจะใช้แต่ความเห็นของตนและของคนรอบข้าง ผลที่ออกมาจึงเป็นนโยบายที่ไม่ได้รับการยอมรับ และสร้างปัญหาตามมา ตัวอย่างเช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง ตัวต้นคิดอาจมาจากนักการเมือง และกลุ่มข้าราชการที่ประจำที่ใกล้ชิด ที่ร่วมกันเสนอเป็นนโยบายตามที่ตนคิดว่าควรทำ ไม่ได้มีกระบวนการระดมความคิดในวงกว้างว่าสิ่งที่กำลังจะทำนี้เป็นสิ่งที่เศรษฐกิจและคนในพื้นที่ต้องการหรือไม่ จะเป็นการใช้ทรัพยากรที่ประเทศมี หรือที่ต้องกู้มา อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ในลักษณะนี้การคัดเลือกโครงการมักจะทำอย่างรวบรัด โดยคนกลุ่มน้อยที่สนับสนุนโครงการอยู่แล้ว นำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็คือนักการเมืองที่พร้อมจะอนุมัติโครงการ เพราะต้องการให้โครงการเกิด ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือด้วยผลประโยชน์ การศึกษาความเป็นไปได้ก็ทำตามเงื่อนไขของการลงทุนของประเทศที่ต้องทำ แต่ผลที่ออกมามักจะเป็นในลักษณะสนับสนุนสิ่งที่อยากจะทำ เหมือนไม่ใช่การศึกษาความเป็นไปได้ แต่เป็นการช่วยทำให้โครงการดูมีเหตุผล จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของการประมูลของผู้ที่จะเข้ามาดำเนินโครงการ ที่ควรต้องมีการเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการคัดเลือกที่โปร่งใส เพื่อลดความเสี่ยงของการทุจริตคอร์รัปชัน

จากที่กล่าวเป็นตัวอย่างจะเห็นว่า มือขวาที่เป็นผู้ทำโครงการมักจะดำเนินการโดยไม่มีกระบวนการการทำนโยบายที่เปิดกว้างให้เกิดการระดมความรู้ที่สังคมมีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่มีการสอบทาน หรือการเปิดเผยข้อมูลอย่างที่ควรทำ ทำให้คนในสังคมไม่สามารถมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นหรือในการตัดสินใจ มือขวาจึงทำอย่างเดียว โดยมือซ้ายไม่มีส่วนร่วม ทำให้เกิดช่องว่างที่มักจะสร้างปัญหาตามมา เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สามารถได้ประโยชน์จากการลงทุนที่เกิดขึ้นเพราะไม่ใช่ความต้องการของสังคมที่จะใช้บริการรถไฟความเร็วสูงตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ จึงชัดเจนว่าการลดปัญหาหรือแก้ปัญหาในสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมือซ้ายและมือขวาเดินไปด้วยกัน เดินในทิศทางเดียวกัน ลดช่องว่างโดยระดมความรู้ที่สังคมมีมาช่วยในการตัดสินใจเพื่อลดความผิดพลาด และความไม่ถูกต้องต่างๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ

หนึ่ง สังคมมีกระบวนการทำนโยบายสาธารณะที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และผู้ทำนโยบายมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

สอง สังคมมีพื้นที่ให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ที่จะช่วยให้การทำนโยบายได้ประโยชน์จากการระดมความคิดเห็นที่หลากหลายของคนในสังคม

สาม มีเวทีสาธารณะที่สังคมจะสามารถผลักดันความคิดของคนในสังคมที่เป็นที่ยอมรับ นำไปสู่การปฏิบัติหรือการทำนโยบายอย่างที่ควรจะเป็น เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

นี่คือหัวใจของการทำนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมที่เน้นการมีธรรมาภิบาลในกระบวนการการกำหนดนโยบาย และการมีส่วนร่วมของสังคมในการแสดงความคิดเห็น ถ้าการทำนโยบายใช้ประโยชน์กลไกเหล่านี้ คุณภาพของนโยบายสาธารณะก็จะสูงขึ้น การยอมรับของคนในสังคมในสิ่งที่ทำก็จะมีมาก นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องและความสำเร็จของนโยบาย ช่วยลดช่องว่างไม่ให้เกิดปัญหา และเพิ่มประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหา ทำให้ปัญหาที่สังคมมีจะสามารถแก้ไขได้ เพราะสังคมมีกลไกเหล่านี้ที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา หรือซ่อมแซมตัวเอง

นี่คือข้อคิดที่อยากจะฝากไว้.

"ดังนั้นในกรณีที่สังคมมีปัญหามาก และปัญหาดูเหมือนจะแก้ไม่ตกหรือแก้ไม่ได้ สาเหตุหลักจึงมาจาก หนึ่ง ไม่รู้ว่ามีปัญหาคือไม่รู้ว่าสิ่งที่มีอยู่ผิดไม่ดี และสร้างปัญหาให้กับสังคม ความไม่รู้ทำให้เกิดการยอมรับสิ่งที่มีอยู่ว่าไม่เป็นปัญหา ไม่มีอะไรผิด จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องแก้ไขอะไร สอง ยอมรับว่ามีปัญหา ยอมรับว่าที่ทำไปอาจมีจุดผิดพลาด แต่ไม่มีความรู้ที่จะหาทางออก หรือทบทวนปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข การไม่มีความรู้นี้อาจมาจากข้อจำกัดของผู้ทำนโยบายเอง หรือผู้ที่ต้องแก้ปัญหาที่ขาดความรู้ที่จะนำไปสู่การหาทางออกให้กับปัญหา หรือมองปัญหาด้านเดียว ไม่มีความรู้เกี่ยวกับมิติอื่นๆ ของปัญหา ทำให้ไม่สามารถมีข้อเสนอที่ครบถ้วนที่จะแก้ปัญหาสาม สังคมมีความรู้แต่ขาดช่องทางที่จะระดมความรู้ที่สังคมมีมาช่วยแก้ไขปัญหา เพราะการแก้ไขปัญหาเป็นหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะของคนบางกลุ่ม ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ที่มีความรู้สามารถนำความรู้ที่มีอยู่มาช่วยแชร์ มาช่วยแก้ไขปัญหา"

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ