'ห่วงใยป้องกันในที่ทำงาน' ยุติเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยเอดส์

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 20 มีนาคม 2562 00:00:10 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมกล่าวเจตนารมณ์ในวันยุติการเลือกปฏิบัติ (Zero Discrimination Day) ตามแนวคิด "สานพลัง ยุติการเลือกปฏิบัติ" พร้อมมอบโล่รางวัลแก่องค์กร "ดูแล ห่วงใย ใส่ใจป้องกันเอดส์ในที่ทำงาน" ปี 2561 จำนวน 14 องค์กร และกล่าวว่า โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 1 มีนาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์สากลเพื่อยุติการเลือกปฏิบัติ โดยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากเอชไอวี แต่ยังมีความท้าทายในการดำเนินงานเพื่อยุติการรังเกียจ กีดกันและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับเอชไอวีและเพศภาวะ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้มีเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ รวมทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าสู่ระบบบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรหลัก

ในปี 2562 นี้ กรมควบคุมโรคได้ทำการสำรวจทัศนคติความเห็นของประชาชน (DDC poll) จำนวน 3,500 คน จาก 25 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนยังคิดว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นคนไม่ดี ไม่ควรทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังคิดว่าเอดส์ไม่มีทางรักษา นอกจากนี้ยังพบว่ามีการรังเกียจและกีดกันผู้ติดเชื้อกับการอยู่ร่วมกันในสังคม มากสุดคือที่ทำงาน ร้อยละ 88.3 รองลงมาคือครอบครัว ร้อยละ 57 และโรงเรียน ร้อยละ 56.1 ตามลำดับ

ปัจจุบันประเทศไทย โดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ได้ตั้งเป้าหมายลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ลดการเสียชีวิต และลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะ ซึ่งมีการกำหนดมาตรการหลักที่สำคัญ ได้แก่ 1.มาตรการ ในเชิงการปกป้องคุ้มครองสิทธิ โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ดำเนินงานพัฒนาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย กฎหมาย ระเบียบ และกลยุทธ์เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลทุกรูปแบบ 2.มาตรการสร้างความ เข้าใจเรื่องการตีตราและการเลือกปฏิบัติในทุกระดับของสังคม พัฒนานวัตกรรม E-learning

เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจเรื่องการตีตราและลดการเลือกปฏิบัติในสถานบริการสุขภาพ บูรณาการไปกับการพัฒนาคุณภาพบริการของโรงพยาบาล ส่งเสริมให้องค์กรต่างๆ ดำเนินงานตามแนวปฏิบัติแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและบริหารจัดการด้านเอดส์ในสถานที่ทำงาน รวมถึงดูแลคนในองค์กรให้ปลอดภัยจากเอดส์ และส่งเสริมให้อยู่ร่วมกันกับผู้มีเชื้อเอชไอวี ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรภาครัฐต่างๆ สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 106 องค์กร

ส่วน ดร.พัชรา เบญจรัตนาภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ประเทศไทย กล่าวว่า จากเวทีโลก Global Partnership for action to eliminate all forms of HIV related Stigma and Discrimination ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตระหนักว่าการตีตราและการเลือกปฏิบัติต่อผู้อยู่รวมกับเชื้อ

เอชไอวีต่อประชากรกลุ่มเฉพาะ ประชากรหลัก    ยังคงเป็นที่ปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคมในประเทศทั่วโลก และเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการเข้าถึงการป้องกันและการรักษา ทำให้ส่งผลต่อการไม่บรรลุเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ตามที่ผู้แทนจากประเทศต่างๆ แสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน สำหรับ Thailand Partnership for Zero Discrimination ขอให้ทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง สานพลังมุ่งสู่การลดการเลือกปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่การยุติปัญหาเอดส์ ในปี พ.ศ.2573 เริ่มต้นวันนี้ที่ประเทศไทย ที่พื้นที่ที่หน่วยงานของท่าน พวกเราทุกภาคส่วนร่วมสานพลังมุ่งสู่การยุติการเลือกปฏิบัติไปด้วยกัน

ในขณะที่นางสุรัชวดี ไกรสร รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ บริษัท มิลล์ค่อนสตีล จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรภาคเอกชน กล่าวว่า ทางบริษัทก็ไม่ได้ใช้สถานะการติดเชื้อเอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการรับพนักงานเข้าทำงาน ในใบสมัครงานจะไม่มีช่องให้ระบุว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี นอกจากนี้ ทางบริษัทจะมีการดูแลพนักงาน มีการประสานเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมโรคไปเป็นวิทยากรให้ความรู้กับพนักงานเรื่องเอดส์ การป้องกันตัวเองจากเอดส์ มีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องเอดส์และเรื่องสุขภาพสอดแทรกลงไปในกิจกรรมในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น วันวาเลนไทน์ วันแรงงาน วันสงกรานต์ วันปีใหม่ วันครอบครัว เป็นต้น รวมทั้งมีการจัดบอร์ดนิทรรศการ การแจ้งข้อมูลข่าวสารสุขภาพผ่านไลน์กรุ๊ปด้วย ถึงแม้จะรู้ว่าพนักงานบางคนติดเชื้อเอชไอวี ก็จะไม่มีการตีตราเลือกปฏิบัติ ยังคงใช้ชีวิตในการทำงานร่วมกันได้เหมือนปกติทั่วไป ทั้งนี้ ทางบริษัทมีแผนงานจะเข้าร่วมโครงการองค์กร "ดูแล ห่วงใย ใส่ใจป้องกันเอดส์ในที่ทำงาน" ในไตรมาสที่ 2 ของปี 62 นี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมตามแนวคิด "สานพลัง ยุติการเลือกปฏิบัติ" ต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพราะโดยส่วนตัวไม่ได้รู้สึกรังเกียจผู้ติดเชื้อเอชไอวี และมองว่าไม่ควรยกเรื่องนี้ให้เป็นภาระของภาครัฐแต่ฝ่ายเดียว ในฐานะที่เราเป็นภาคเอกชนน่าจะสามารถขับเคลื่อนได้ง่ายกว่าและไวกว่า.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง