คอลัมน์: ปักธงธรรม: เสียงแห่งธรรมแม้เพียงหนึ่ง...!! (๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒)

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 00:00:34 น.
โดย.. พระ อ.อารยวังโส

"เสียงแห่งธรรม ... เสียงของสัตบุรุษ แม้เพียงหนึ่งเสียง ย่อมมีคุณค่ากว่าเสียงของคนพาล แม้เป็นล้านเสียง"บัณฑิตจึงไม่ดูแคลนความคิดเห็นอันบริสุทธิ์ แม้เพียงหนึ่งความเห็น เพราะนั่นแหละคือ เสียงสวรรค์ (เสียงแห่งธรรม) ที่มีคุณประโยชน์ยิ่ง...

..และจะมีประโยชน์อันใด หากเสียงนั้นแม้มาจากหมู่ชนมากมาย แต่เป็นเสียงที่ไร้ธรรมของทุรชน!!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ นี้ เป็นวันที่ปวงชนชาวไทยจะได้ไปทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองดี ใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อเลือก สัตบุรุษ เป็นผู้แทนของตนไปทำหน้าที่ในสภาฯ ซึ่งเป็นสถานที่อันควรแก่ผู้ทรงเกียรติ ที่มีคุณธรรมความดี เข้าไปนั่งประชุมในฐานะผู้แทนราษฎร ดังพระภาษิตที่ว่า

"สัตบุรุษไม่มีในที่ชุมนุมใด ชุมนุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา...
..ผู้ใดไม่พูดเป็นธรรม .. ผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ
..ละราคะ โทสะ โมหะ แล้วพูด เป็นธรรม จึงจะเป็นสัตบุรุษ"

ในสถานการณ์การเมืองของสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ค่อยออกมาในแนวสัตบุรุษ ด้วยมีการประดิษฐ์คำพูด สร้างเรื่องราวที่ชักนำหมู่คนให้คล้อยตาม หลงเชื่อไปตามวาทะของตนที่มุ่งสู่การแบ่งพรรค สร้างพวก กระทำหมู่ชนบนแผ่นดินให้แตกแยกเป็นฝัก .. เป็นฝ่าย ดังที่ปรากฏสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

คนดีๆ ที่จิตใจยังไม่เข้มแข็ง มั่นคง จึงพากันเบื่อหน่ายกับบรรยากาศการเมืองที่ไร้ความสร้างสรรค์ดังกล่าว ก่อเกิดภาวะซึมเศร้า ท้อถอย เหนื่อยหน่าย จนมีหลายต่อหลายคนที่ไม่อยากไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้วยไม่อยากเข้าไปยุ่งหรือรับรู้กับกระแสการเมืองที่ไร้ความสร้างสรรค์...

..ก็ได้แต่แนะนำไปว่า .. การปฏิบัติธรรมคือ การปฏิบัติตามหน้าที่ซึ่งคุ้มครองโดยธรรม .. หมายถึง มีสติปัญญาประกอบความเพียรชอบในการทำกิจนั้นๆ โดยคำนึงถึงสิ่งที่ควรสงเคราะห์... และสิ่งที่ไม่ควรสงเคราะห์ เป็นสำคัญ ..ซึ่งจักต้องพิจารณาก่อนจะลงมือกระทำหรือสงเคราะห์ว่า สิ่งนั้นควรหรือไม่ควร โดยคำนึงถึง ประโยชน์และความเหมาะสม เป็นจุดมุ่งหมายก่อนที่จะลงมือกระทำ ที่เป็นไปตามหลัก กุศลกรรมบถสิบ หรือ สุจริต ๓ (กาย, วาจา, ใจ) ซึ่งจะต้องนำไปสู่การกระทำที่ไม่มึนงง ลุ่มหลง หรือมืดมน จนไม่รู้ว่าธรรมใดเป็นกุศล.. ธรรมใดเป็นอกุศล.. มีประโยชน์เหมาะควร.. หรือไร้ประโยชน์ ไม่มีความเหมาะควร..

เรื่องความชอบใจที่จะทำมีประโยชน์หรือไม่.. จึงเป็นหลักธรรมที่ควรพิจารณา ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ภิกษุทั้งหลาย มีฐานะอยู่ ๔ ประการ ดังนี้คือ๑) ฐานะซึ่งไม่น่าชอบใจที่จะทำ ทั้งเมื่อทำเข้าไปแล้ว มิใช่ประโยชน์ก็มี

๒) ฐานะซึ่งไม่น่าชอบใจที่จะทำ แต่เมื่อทำไปแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ก็มี
๓) ฐานะซึ่งน่าชอบใจที่จะทำ แต่เมื่อทำไปแล้ว เพื่อมิใช่ประโยชน์ก็มี
๔) ฐานะซึ่งน่าชอบใจที่จะทำ ทั้งเมื่อทำเข้าไปแล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์ก็มี

บรรดาฐานะเหล่านั้น ฐานะซึ่งไม่น่าชอบใจที่จะทำ ทั้งเมื่อทำเข้าไปแล้ว มิได้มีประโยชน์ ฐานะนั้นเห็นว่าไม่ควรกระทำ ทั้งโดยฐานะที่ไม่ควร และประโยชน์ที่ไม่ใช่..

ในส่วนฐานะซึ่งไม่น่าชอบใจที่จะกระทำ แต่เมื่อกระทำแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ ในเรื่องนี้สามารถทราบนิสัยคนพาลกับบัณฑิตได้.. ด้วยคนพาลจะไม่กระทำตามฐานะ เรียกว่า ธุระไม่ใช่ แม้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ .. เขาจึงกระทำเพื่อมิใช่ประโยชน์ โดยการไม่กระทำฐานะนั้น เพราะเล็งเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นว่ามิใช่เพื่อความประสงค์ของตน

ส่วนบัณฑิต (คนดีมีศีลธรรม) นั้น แม้จะพบว่าฐานะนี้ไม่น่าชอบใจที่จะกระทำก็จริง แต่เมื่อกระทำเข้าไปแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เขาจึงไม่ละเว้นการกระทำ เมื่อเขากระทำฐานะนั้นจึงก่อเกิดประโยชน์..

สำหรับฐานะที่น่าชอบใจที่จะทำ แต่เมื่อทำแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ .. ถ้าเป็นคนพาลจะกระทำตามฐานะนั้น หากเป็นบัณฑิต แม้รู้ว่าฐานะนี้น่าชอบใจที่จะทำก็จริง แต่กระนั้นหากทำไปแล้วไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ จึงไม่กระทำตามฐานะนั้น เมื่อเขาไม่ทำตามฐานะนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ทันที นั่นคือวิสัยของผู้รู้หรือบัณฑิต

อนึ่ง ในฐานะซึ่งน่าชอบใจที่จะทำ ทั้งเมื่อทำไปแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ ฐานะนี้เห็นได้ว่าควรทำทั้งสองสถาน คือ กระทำในฐานะชอบใจที่จะกระทำ และควรกระทำเพื่อประโยชน์

จากที่กล่าวมาจึงเป็นหลักธรรมเพื่อการคิดพิจารณาของสาธุชน ที่ตกอยู่ภายใต้ความเบื่อหน่ายว่า ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อเป็นการทำหน้าที่โดยธรรม แม้จะเป็นธรรมขั้นสมมติ... หากไม่ขัดแย้งกับสัจธรรม ..สาธุชนพึงจะต้องถือปฏิบัติหน้าที่ตามสิทธิของตน เพื่อแสดงภูมิรู้-ภูมิธรรมในชีวิตว่า หากเราจักต้องเลือกใครสักคนหรือพรรคการเมืองสักพรรค เราจะวางข้อพิจารณาอย่างไรให้สอดคล้องกับประโยชน์ที่เหมาะควรเป็นไปตามธรรม

ไม่ใช่ไปเลือกตั้ง เพราะติดใจสิ่งเร้าที่ถูกปลุกระดมชวนเชื่อ ให้เกลียดคนนั้น ให้ชอบคนนี้
หรือเพราะคำนึงถึงประโยชน์แห่งตนที่ควรจะได้รับ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดศีลธรรม..

จึงควรไปเลือกตั้งอย่างมีสติปัญญา ประกอบความเพียร (การกระทำ) ที่ชอบตามฐานะ.. และเป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งต่อตน ผู้อื่น และประเทศชาติ คำนึงถึงการใช้อำนาจให้เป็นธรรม... ตามระบอบ ธรรมาธิปไตย เมื่อความภาคภูมิใจในหนึ่งเสียงของเรา ว่าเป็นเสียงแห่งธรรมอย่างแท้จริง และพึงมั่นใจว่า หนึ่งเสียงที่บริสุทธิ์ของเรานี่แหละจะนำพาสังคมประเทศชาติไปในทิศทางแห่งธรรม .. สู่ความร่ำรวยในอารยธรรม .. เสริมสร้างความมั่นคงในความรักสามัคคีของมหาชนในประเทศชาติให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน...

ดังนั้น ก่อนจะใช้สิทธิ .. ให้หนึ่งเสียงกับใครนั้น จึงควรยึดหลักธรรมเป็นเครื่องตัดสินในการแสวงหาสัตบุรุษและพรรคที่มีนโยบายไม่ขัดแย้งกับหลักธรรม ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ พวกเหล่านี้ มีอยู่ในโลก กล่าวคือ

๑) บุคคลที่ไม่ควรเสวนา ไม่ควรคบ ไม่ควรหมั่นเข้าหา
๒) บุคคลที่ควรเสวนา ควรคบ ควรหมั่นเข้าหา
๓) บุคคลควรแก่สักการะ .. ควรแก่ความเคารพ .. ควรแก่การเสวนา ควรคบ .. ควรหมั่นเข้าหา

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ นี้ จึงเป็นวันที่สาธุชนควรแสดงภูมิปัญญาแห่งธรรม .. แสดงฐานะแห่งตน...  ..ด้วยการพิจารณาเลือกหาสัตบุรุษมาเป็นตัวแทนของตน ไปทำหน้าที่เพื่อพัฒนาสังคมประเทศชาติ ผ่านกระบวนการรัฐสภา .. ตามระบอบประชาธิปไตย

"..ระบอบประชาธิปไตยจะเป็นธรรมาธิปไตยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับใจดวงเดียวของสาธุชนนั่นแหละว่า... มีสติปัญญาเพียงพอที่จะกลั่นเอามาใช้ประโยชน์ให้เป็นธรรมได้หรือไม่...."

เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง