คอลัมน์: กาแฟดำ: กับดักแห่งความดักดาน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 00:00:08 น.
วิกฤติของมลพิษฝุ่นละอองภาคเหนืออย่างน้อย 9 จังหวัด กลายเป็นเรื่องที่จะต้องพิเคราะห์กันหลายมิติ
เช่นคำว่า "วาระแห่งชาติ" มีความหมายอะไรกันแน่ใครเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาเฉพาะหน้า, ระยะกลางและระยะยาว
ใครเป็นผู้ประเมินความเสียหายอันเกิดจากวิกฤติที่ยืดเยื้อและไม่มีหน่วยงานหรือบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ
มาตรการฉีดน้ำ, ใส่หน้ากาก, หยุดโรงเรียนทั้งหลายนั้นเป็นปลายเหตุใช่หรือไม่

ใครจะแก้ที่ต้นเหตุ และจะแก้อย่างไร...พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อให้ประชาชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่นั้นมีใครมีความชัดเจนในการเสนอทางออกให้กับประเทศชาติในประเด็นนี้หรือไม่

บทสรุปที่ผมได้จากการพูดคุยกันคนหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องคือ
ไม่มีใครมีคำตอบครับคุณหมอชายชาญ โพธิรัตน์ แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกผมว่า
"สภาพอากาศรายตำบลมีสีม่วงและน้ำตาล คล้ายผลองุ่นเน่า...นี่คือปรากฏการณ์ที่ผมเรียกว่าองุ่นเน่า" ครับ

เมื่อดัชนีมลพิษฝุ่นละอองของเชียงใหม่กระโดดขึ้นไปเป็นอันดับที่ 1 ของโลกสามสี่วันซ้อนกันในบางช่วงของวัน เราเห็นความกระตือรือร้นของรัฐบาลกลางและผู้รับผิดชอบในระดับจังหวัดเพียงใด

คนระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบินไปตรวจงาน ให้สัมภาษณ์ว่าได้สั่งการให้หน่วยนั้นหน่วยนี้แก้ปัญหาแล้วก็บินกลับมากรุงเทพฯ เป็นพิธีกรรมซ้ำซากที่ไม่เคยแก้ปัญหาของบ้านเมืองนี้ได้เลย

แต่พิธีกรรมเดิมๆ ก็ยังมีอยู่ต่อเนื่องเช่นนี้จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมบ้านเมืองเราจึงมีปรากฏการณ์ "วิกฤติซ้ำซาก"
สาเหตุสำคัญคือ ไม่มีใครเป็นมืออาชีพในการบริหาร เข้ามาทำงานในตำแหน่งต่างๆ ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับความสามารถจริงๆ เลย
ส่วนคนที่มีประสบการณ์และมีฝีมือจริงกลับไม่ได้ทำงาน เพราะไม่มีอำนาจ, ไม่มีเส้นสาย, ไม่มีตำแหน่งทางการ

บ้านเมืองจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ข้ออ้างที่ว่าปีนี้อากาศแห้ง ไฟลามได้เร็วและแรง แม้จะมีคำประกาศห้ามเผาในระยะนี้ แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะคนเผาอาจจะไม่ใช่ชาวบ้านในบริเวณนั้นๆ หากแต่เป็นคนที่ข้ามจากเขตอื่นเข้ามาเผา จึงกำกับดูแลและป้องกันยาก

ถามว่ากลไกการบริหารจังหวัดนั้นมิลงรายละเอียดไปถึงแต่ละหมู่บ้านหรือ
ชุมชนจำนวนไม่น้อยก็พร้อมที่จะร่วมมือในการสร้างเครือข่ายป้องกันการเผา แต่ไฉนผู้รับผิดชอบในแต่ละอำเภอแต่ละจังหวัดจึงไม่สามารถป้องกันการเผาได้
และทำไมเมื่อเกิดเหตุการณ์เผาขึ้นในเขตใดๆ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบนั้นๆ จึงไม่ถูกลงโทษ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดของจังหวัด ต้องเป็นผู้ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ และประสานทุกฝ่ายให้ทำตามแผนรวมเพื่อรับกับปัญหาใช่หรือไม่

ไฉนจึงมีคำถามจากชาวบ้านหลายจังหวัดว่า "ท่านผู้ว่าฯ อยู่ไหน"

ทำไมจึงไม่มีการสื่อสารระหว่างผู้รับผิดชอบกับประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ว่าเหตุการณ์แต่ละวันที่ปัญหามลพิษแพร่กระจายและเพิ่มความรุนแรงขึ้นนั้นเกิดจากอะไร มีการทำอะไรไปบ้าง ผลเป็นอย่างไร อุปสรรคอยู่ตรงไหน และมีแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างไร

ไฉนผู้รับผิดชอบจึงไม่รู้สึกเรียนรู้การใช้ social media ในการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย เพื่อสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับทราบโดยทั่วกัน

ทำไมข้าราชการผู้มีความรับผิดชอบจึงยังไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีคิดและวิธีทำงานของตนให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นวิกฤติระดับชาติเช่นนี้

พอเกิดวิกฤติมลพิษฝุ่นควันครั้งใดก็จะมีการพูดกันถึงมาตรการระยะกลางและระยะยาวกันอยู่พักหนึ่ง ผ่านไปไม่นานทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาพเดิม จนกว่าจะเกิดวิกฤติอีกครึ่งหนึ่ง วาทกรรมเดิมๆ ก็จะกลับมาอีกรอบ วนเวียนอยู่ในวงจรแห่งความเฉื่อยแฉะและไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้

เราจึงไม่สามารถหลุดจาก "กับดักแห่งความดักดาน" ได้จนถึงวันนี้
และวิกฤติมลพิษฝุ่นละอองเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ วิกฤติของบ้านเมืองที่เรากำลังเผชิญอยู่เท่านั้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง