คอลัมน์: ท่านขุนน้อย: พลังการตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรม

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 26 มีนาคม 2562 00:00:33 น.
ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่

ภายหลังการเลือกตั้งโฟกัสสำคัญของประชาชนอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการบริหาร ทำงานจัดการการเลือกตั้ง ที่สร้างข้อกังขาและถูกตั้งคำถามอื้ออึง ถึงการทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ โปร่งใส ชอบธรรม และความพร้อมในการทำงานครั้งสำคัญของประเทศครั้งนี้ กับจำนวนงบประมาณสูงลิ่ว 5,800 ล้านบาท ที่ควบคุม ดำเนินการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา จนมีการนำเสนอ รวบรวมเรื่องราวความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น แต่ละกรณี แต่ละพื้นที่ ผ่านสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะเสียงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยถึงกระบวนการทำงานของ กกต.เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ยอดการร่วมลงชื่อถอดถอน กกต. ในเว็บไซต์ change.org มีการลงชื่อไปแล้วกว่า 4 แสนราย ในเว็บไซต์ change.org ซึ่งได้เปิดแคมเปญเพื่อให้มีการ "ร่วมกันลงชื่อถอดถอน กกต." ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยระบุว่า ขออำนาจพลังประชาชนร่วมกันลงชื่อสนับสนุนแคมเปญล่ารายชื่อถอดถอนกรรมการการเลือกตั้งที่ทุจริตและมีมลทินที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ต้องการผู้ร่วมลงชื่อประมาณ 500,000 ล่าสุดมีผู้เข้าไปร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้วจำนวน 424,573 คน ทั้งนี้ ตัวเลขการลงชื่อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มีการปิดหีบ มีการเรียกร้องไปยัง กกต. เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูล แสดงความโปร่งใส ให้สาธารณชนเห็นถึงการทำงานของ กกต. ที่เสียงร้องเรียนเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโดยภาพรวมหากประเมินผลทางสังคมนั่นคือสอบตกอย่างสิ้นเชิง และไม่คุ้มค่าราคากับภาษีประชาชน ต้องทำให้ชัดเจน ฉะนั้น เพื่อลดความคลางแคลงใจ สร้างความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศ และลดความไม่วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ต้องทำให้เกิดความเที่ยงธรรม นี่คือภารกิจสำคัญในงานเฉพาะหน้าของ กกต. และเปิดเผยข้อมูลยืนยันการทำหน้าที่ในครั้งนี้ให้ชัดเจนที่สุด

ขณะที่ประชาชนเองก็ต้องเดินหน้าตามกฎหมายในขั้นตอนการร้องเรียนทุจริต มิควรนิ่งเฉย แต่ต้องร่วมด้วยช่วยกันในการปฏิบัติ นั่นคือเดินหน้ายื่นเรื่องการร้องเรียน  ซึ่งผู้ร้องจะต้องยื่นหนังสือตามขั้นตอนและแนบเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน ต้องมีการเตรียมพร้อมในเรื่องเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อลดปัญหาการเสียเวลาในการกลับไปรวบรวมยื่นใหม่ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ถ้าครบก็จะรับเรื่องร้องเรียนส่งต่อไปยัง กกต.กลางพิจารณาทันที

ขณะที่ในอีกส่วนหนึ่ง หากประสงค์จะยื่นตรวจสอบ ถอดถอน กกต.นั้น ก็สามารถทำได้ ซึ่งหากประชาชนไม่พอใจ กกต.ชุดนี้ ก็สามารถยื่นคำร้องถอดถอนได้ และหากการยื่นคัดค้านการเลือกตั้งไม่เพียงพอและเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ผิดพลาด ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อถอด ถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้

โดยไอลอว์ระบุว่า ในรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ระบุว่าภายใต้บังคับมาตรา 236 ที่ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระโดยให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริง และหากมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แน่นอนว่า เบื้องต้นคือช่องทางการตรวจสอบ เดินหน้าทางกฎหมาย ที่ประชาชนไม่ต้องการนิ่งเฉยต่อการทำหน้าที่ของ กกต.ในครั้งนี้ สามารถดำเนินการได้ตามช่องทางกฎหมายได้ตามสะดวก เพื่อร่วมกันตรวจสอบการเลือกตั้งครั้งนี้ หาก เห็นว่าบ่งชี้ถึงความไม่สุจริต สะท้อนถึงความไม่ปกติในการจัดการเลือกตั้งของประ เทศในวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา

เพราะสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือพลังแห่งการตรวจสอบของประชาชนในทุกทิศทาง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในสังคมออนไลน์ของพลังคนรุ่นใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรม การตรวจสอบอย่างทรงพลังในการทำหน้าที่ของ กกต.รอบนี้ เพื่อช่วยกันยกระดับบรรทัดฐาน มาตรฐานการทำงานขององค์กรจัดการเลือกตั้งของประเทศนี้ ให้โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ด้วยการยอมรับ วางใจของประชาชนคนไทยผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะหนึ่งเสียง หนึ่งสิทธิ์นั้นมีค่า เพื่อสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสังคมไทย ด้วยความเป็นธรรม!.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง