คอลัมน์: กาแฟดำ: การเมือง 'ไฮบริด' หลังเลือกตั้ง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 26 มีนาคม 2562 00:00:25 น.

ผลการเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะ "การเมืองไฮบริดผสมผสาน" หรือ hybrid อีกครั้งหนึ่ง เป็นก้าวใหม่ที่ไม่ว่าจะยุ่งยากสลับซับซ้อนอย่างไรก็จะต้องประคับประคองให้พ้นกับดักเดิมๆ ที่หลอกหลอน คนไทยมายาวนานให้ได้

ที่ผมเรียกเป็น "Hybrid Politics" ก็เพราะดูจากปรากฏ การณ์ที่คนรุ่นใหม่เทคะแนนให้กับพรรคอนาคตใหม่อย่างคักคักเกินความคาดหมายเดิมๆ ทั้งหมด

เป็นเสียงตะโกนดังก้องคูหาเลือกตั้งทั่วประเทศที่ต้องการ "ความเปลี่ยนแปลง"

ขณะเดียวกันเราก็เห็นผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเทใจให้กับพรรคพลังประชารัฐที่เป็นตัวแทนของการเมืองแบบเก่า และเป็นสัญลักษณ์ของ "การต่อเนื่องและความสงบ"

ผมเห็นการมาบรรจบของสองกระแสนี้ที่ไปกันคนละทาง แต่สะท้อนถึงความต้องการของคนสองรุ่นสองแนวคิดที่ปรากฏตัวออกมาอย่างชัดเจน

อีกด้านหนึ่งคือการล่มสลายของพรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และการสะดุดหยุดลงของพรรค เพื่อไทยอาจจะถือได้ว่าเป็นตัวแทนของการเมืองแห่งความขัดแย้งในอดีต

แต่ก็ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยยังสามารถรักษาฐานเสียงของตนในบางภาคในระดับหนึ่ง แม้จะถูกเจาะโดยพรรคคู่แข่งและพันธมิตรในหลายๆ กรณี
ความหวังให้คนออกมาลงคะแนนให้อย่างถล่มทลายดั่งที่หาเสียงไม่เกิดขึ้น
และเราได้เห็นพรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศเผชิญกับคำตัดสินของประชาชนที่ต้องการการเมืองอีกรูปแบบหนึ่ง
ความยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ ใครจะได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
หากจะบอกว่า "พรรคที่ได้ที่หนึ่ง" ในการเลือกตั้งครั้งนี้ควรจะได้โอกาสตั้งรัฐบาลก่อน ก็จะมีคำถามว่าจะนับ "ที่หนึ่ง" อย่างไร

เพราะพรรคหนึ่งอาจได้คะแนนเสียงรวม หรือ popular votes มากกว่าอีกพรรคหนึ่ง แต่เมื่อคำนวณตามข้อกำหนดในกติกาใหม่แล้วอาจมีจำนวนที่นั่งจริงๆ ในสภาทั้งจากการเลือกตั้งเขตและในบัญชีรายชื่อน้อยกว่า

และแม้จะบอกได้ว่าพรรคสองพรรคใหญ่ควรจะมีโอกาสชักชวนพรรคอื่นๆ มาร่วมรัฐบาลก็มีประเด็นว่า เสียงที่รวบรวมได้นั้นจะไม่มีเสียงข้างมากถึง 300 เสียง เพื่อให้การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปอย่างเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้จึงอาจจะเกิดกรณี "ถึงทางตัน" หรือ deadlock ทั้งสองฝั่ง ทำให้ไม่อาจจะขยับขับเคลื่อนตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้

คำว่า "รัฐบาลไร้เสถียรภาพ" เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาสำหรับ ผู้คนทุกวงการ แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกเช่นนี้ กลุ่มการเมืองทั้งหมดจึงมีหน้าที่จะต้องหาทางออกเพื่อทำให้การบริหารบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้

แน่นอนว่าโดยประเพณีปฏิบัติระดับสากลแล้ว ความไร้เสถียร ภาพทางการเมือง เพราะรัฐบาลไม่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดมิใช่เป็นเรื่องที่ผิดปกติเสมอไป แต่ก็ควรจะเป็นกรณีชั่วคราวเมื่อผู้มีสิทธิ์ ลงคะแนนเสียงตัดสินออกมาเช่นนั้น

รัฐบาลผสมในลักษณะนี้จึงควรจะเป็นทางออกชั่วคราวเพื่อรอจังหวะที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกใหม่เพื่อนำไปสู่ "คณิตศาสตร์การเมือง" อีกสูตรหนึ่งที่จะทำให้ประเทศชาติหลุดออกจากมุมอับได้

ตัวเลขที่นั่งของสภาล่าสุดจาก กกต. เมื่อนับไปแล้ว 94% เมื่อวานนี้สะท้อนถึงความยุ่งยากในการตั้งรัฐบาลผสมครั้งนี้

เพราะหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนตั้งรัฐบาลและชักชวนพรรคอนาคตใหม่และภูมิใจไทยกับพรรคเล็กๆ อื่นๆ มาร่วมอาจจะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ แต่ก็จะมีประเด็นว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีหากแกนนำของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นสมาชิกสภาฯ

หรือถึงขั้นมีการต่อรองจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรืออนาคตใหม่ที่จะอาสาเป็นนายกฯ ในสูตรนี้?

ขณะเดียวกันหากพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนตั้งรัฐ บาล แม้จะมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกรอบหนึ่ง แต่การชักชวนพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมพร้อมกับพรรคเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง เสียงในสภาล่างของรัฐบาลก็จะเข้าลักษณะ "หืดขึ้นคอ"

อีกทั้งจะเกิดปรากฏการณ์ "งูเห่า" ขึ้นได้ไม่ยาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้บังคับให้ ส.ส.ต้องยกมือตามมติของพรรคที่ตนสังกัด
การต่อรองและความโกลาหลในกระบวนการผ่านกฎ หมายและการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลใหม่ก็จะเผชิญกับอุปสรรคไม่น้อยเช่นกัน
แม้ขั้วการเมืองนี้จะหวังพึ่งเสียงจากสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง 250 เสียงได้ แต่ก็มิได้รับรองความมั่นคงยั่งยืนเสมอไป
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าผลการเลือกตั้งเช่นนี้เป็นปัญหา ใหญ่โตอันใด หากแต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นได้ ทั้งในประเทศ ไทยเองในอดีตและในต่างประเทศ

สิ่งสำคัญที่นักการเมืองทุกพรรคทุกฝ่ายในสภาฯ จะต้องร่วมกันหาสูตรการทำงานทั้งในฐานะฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่จะตอบสนองความคาดหวังของประชาชนที่ได้ออกมาใช้สิทธิ์หลังจากที่รอคอยมาถึง 8 ปี

การเมืองไฮบริดท้าทายความสามารถและวิสัยทัศน์ของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งทุกคน

จึงเป็นหน้าที่ที่พวกท่านทั้งหลายจะต้องแสดงความพร้อม ที่จะหาทางออกอย่างสร้างสรรค์, เสียสละและรับผิดชอบต่อทุก คะแนนเสียงที่ได้แสดงออกถึงความต้องการกลับเข้าสู่ระบอบ "ประชาธิปไตย" ที่ทุกฝ่ายเรียกร้องมาตลอด.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง