คอลัมน์กาแฟดำ:'ดาวรุ่ง-ดาวร่วง' การเมืองวันนี้

ข่าวทั่วไป 28 มีนาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในคืนวันเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศเอาไว้ช่วงหาเสียงว่า หากพรรคได้ที่นั่งต่ำกว่าร้อยก็จะขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการอำลาตำแหน่งนี้ ผมถือว่านั่นเป็นฉากการเมืองที่น่าประทับใจ

คุณอภิสิทธิ์ได้วางมาตรฐานของนักการเมืองที่ซื่อตรงต่อคำมั่นสัญญาต่อประชาชน และควรจะเป็นตัวอย่างสำหรับนักการเมืองอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

เพราะศรัทธาของประชาชนต่อนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราเชื่อว่าคำสัญญาของพวกเขาและเธอมีความหมาย และถือเป็นพันธสัญญาต่อสังคม

จากนี้ไปคนทั้งสังคมไทยก็คงจะร่วมกันวิเคราะห์ถึงสาเหตุของความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของพรรคที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ

เพราะการพยายามหาคำตอบของคำถามนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นบทเรียนสำคัญต่อคนในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่คนในสังคมไทยทั้งหมดต้องนำมาสังเคราะห์ เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับเราในการวินิจฉัยบทบาทของพรรคการเมืองในการตัดสินใจวันข้างหน้าด้วย

บางคนบอกว่าเพราะพรรคประชาธิปัตย์ไปโอนเอียงเข้าข้างทหาร ไม่ยึดแนวทาง "เสรีประชาธิปไตย" ที่เป็นตัวของตัวเองอย่างจริงจัง

อีกบางคนบอกว่า เพราะพรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศพรรคนี้ไม่ปรับตัวเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

บางสำนักวิเคราะห์ว่ากลไกของพรรคนี้ยังติดยึดอยู่กับระบบอาวุโส ไม่คล่องตัว ไม่คิดอะไรนอกกรอบ

อีกกระแสหนึ่งบอกว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้เกิดจากภาพลักษณ์เดิมๆ ที่ว่า "พูดเก่งแต่ทำงานไม่เป็น"

บางคนบอกว่าพรรคนี้แม้จะไม่มีเจ้าของพรรค แต่ก็มีผู้บริหารกลุ่มเดียวที่ไม่เปิดทางให้มีความคิดใหม่ๆ ที่ท้าทายวิธีคิดเดิมๆ

อีกบางนักวิเคราะห์บอกว่าเพราะพรรคนี้หมกมุ่นอยู่กับการต่อต้านทักษิณ ไม่สามารถจะฝ่าข้ามวิธีคิดแบบนี้ได้ จึงวางนโยบายและวิธีการหาเสียงที่ยังผูกติดอยู่กับ "ศัตรูทางการเมือง" คนเดียว ทั้งๆ ที่คนไทยไม่น้อยอาจจะต้องการเห็นอะไรใหม่ๆ ที่ข้ามพ้นความขัดแย้งเก่าๆ

ข้อวิพากษ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารการเมือง และคนในพรรคก็คงได้รับทราบข้อติติงเหล่านี้เป็นระยะๆ

คอการเมืองก็คงได้ยินได้ฟังเสมอว่าผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามจะปรับแก้จุดอ่อนเหล่านี้เสมอมา

ความพยายามแก้ไขปรับเปลี่ยนข้อบกพร่องเหล่านี้ได้ทำกันอย่างจริงจังเพียงใด และประสบความสำเร็จมากน้อยอย่างไร ไม่มีอะไรมาวัดได้ดีเท่ากับผลการเลือกตั้ง เพราะนั่นคือการตัดสินของประชาชนที่เป็นรูปธรรมที่สุด

แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีปัจจัยใหม่ๆ มาเพิ่มเติม จนอาจจะกลายเป็นประเด็นซ้ำเติมทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ล่มสลาย" ต่อหน้าต่อตาขึ้นมาฉับพลัน

ปัจจัยใหม่ที่สำคัญที่สุดและมีผลกระทบต่อประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด น่าจะเป็นการก่อเกิดของพรรคอนาคตใหม่ที่มีทั้ง "ความสด" และ "ความกล้าท้าทายอำนาจเดิม" ด้วยน้ำเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีภาระที่จะต้องปกปักรักษา "สมบัติเก่า" ไม่ว่าจะเป็นของเก่าที่มีคุณค่าหรือที่เป็นภาระทางประวัติศาสตร์ก็ตาม

ความจริงเมื่อมีสัญญาณค่อนข้างชัดว่าพรรคการเมืองใหม่พรรคนี้กำลังจะมาแย่งความโดดเด่นเรื่องการเสนอให้ปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม คนในพรรคประชาธิปัตย์ไม่น้อยก็เกิดความตื่นตัว เพราะตระหนักว่ากำลังจะถูกท้าทายด้วย "ของใหม่และสด" มากกว่า

ความจริงพรรคประชาธิปัตย์ได้วางตัวนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เรียกว่า "เยาวประชาธิปัตย์" หรืออะไรทำนองนั้น อีกทั้งยังมี New Dem มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่ค่อยจะโดดเด่นหรือได้ออกไปสัมผัสกับประชาชนมากนัก

แต่เมื่อเกิดพรรคอนาคตใหม่ เราเห็นการเปิดตัวของ New Dems ที่มีคุณภาพและความสดใหม่ไม่แพ้ทีมของอนาคตเท่าใดนัก ความแตกต่างอยู่ตรงที่คนของพรรคใหม่มายืนอยู่แถวหน้า มีหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคที่สามารถสื่อให้สังคมเห็นถึงนโยบายที่ชัดเจน อีกทั้งยังใช้ Social Media อย่างคล่องแคล่วและคึกคัก

ขณะที่ New Dems ยังยืนอยู่แถวหลัง เหมือนเป็นเพียงหน่วยเสริมของทัพหน้าที่เป็นคนหน้าเดิมและนำเสนอนโยบายด้วยลีลาแบบประชาธิปัตย์เดิม

อยู่ดีๆ ชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่เคยเห็นประชาธิปัตย์เป็นแนวทาง "เสรีนิยม" ของการเมืองไทยก็มีทางเลือกใหม่ขึ้นมาทันที.

บรรยายใต้ภาพ

ภาพนี้ถ่ายเมื่อเดือนมีนาคม 2561 หรือหนึ่งปีก่อนเลือกตั้ง คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ๆ ทักทายคุณพริษฐ์ "ไอติม" วัชรสินธุ คนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ในงานเสวนาการเมืองที่ผมจัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหมู่นักการเมืองรุ่นใหม่ ต่างคนต่างยังแซวกันเล่นๆ ว่า "เราทั้งสองควรมาทำงานร่วมกัน..."


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ