คอลัมน์: ปักธงธรรม: ฝนตกขี้หมูไหล (คนจัญไรมาพบกัน).. !!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2562 00:00:44 น.
โดย.. พระ อ.อารยวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ตรัสพระภาษิตว่า "ภิกษุทั้งหลาย มูตรกับมูตร น้ำลายกับน้ำลาย โลหิตกับโลหิต นมสดกับนมสด น้ำมันกับน้ำมัน เนยใสกับเนยใส น้ำผึ้งกับน้ำผึ้ง น้ำอ้อยกับน้ำอ้อย ย่อมเข้ากันได้ รวมกันได้ ฉันใด

สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมคบหาสมาคมตามธาตุ (อัธยาศัยและแนวโน้มของจิตใจ) ไม่ว่าอดีต อนาคต ปัจจุบัน ย่อมเป็นอย่างนี้เสมอ

พวกที่ไม่มีศรัทธา หิริโอตตัปปะ มีสุตะน้อย เกียจคร้าน หลงลืมสติ มีปัญญาทราม ชอบผิดศีล ๕ ย่อมคบหาสมาคมกับพวกที่ไม่มีศรัทธา หิริโอตตัปปะ เกียจคร้าน หลงลืมสติ มีปัญญาทราม ชอบผิดศีล ๕"

จากพระภาษิตดังกล่าวจึงให้สรุปความเข้าใจได้ว่า "ธาตุที่เหมือนกันย่อมดึงดูดกัน คนเรามีธาตุแท้เป็นอย่างไร ก็จะคบหาสมาคมกับคนที่มีธาตุแท้เหมือนตน" .. และสมัยใดที่คนพาลมาพบปะกัน เรื่องอสาระ ไร้ประโยชน์ ไม่มีความเหมาะควร ก็จะผุดปรากฏ จึงมีการกล่าวเปรียบเทียบเป็นสำนวนไทยว่า ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมาพบกัน...

การอยู่ท่ามกลางสังคมที่มากไปด้วยคนพาล สิ่งที่ต้องพานพบในแต่ละวัน จึงมีแต่เรื่อง มัวเมาลุ่มหลง โลภโมโทสัน ด้วยคนพาลจะดำเนินชีวิตไปในแนวมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มีมิจฉาปฏิบัติเป็น อาจิณกรรม จะไม่สนใจเรื่องศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม ปฏิเสธศาสนา จ้องทำลายสถาบันอันทรงคุณค่าทางจิตวิญญาณ ไร้ความสนใจวัฒนธรรมประเพณีที่บรรพชนเคยถือปฏิบัติสืบส่งต่อกันมา โดยอ้างทิฏฐิของตนที่อาศัยความทันสมัย ก้าวไกลในความเจริญทางด้านวัตถุเทคโนโลยีเป็นดุจพระเจ้าที่ไร้จิตวิญญาณ

คนพาลจะไม่ยินดีในหลักศีลและจะไม่ให้ความเชื่อมั่นในหลักธรรม พวกเขาจึงไม่ใส่ใจในเรื่องการประพฤติปฏิบัติธรรม ปฏิเสธกฎแห่งกรรม โดยอ้างสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายที่สร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์แห่งตนและหมู่คณะ ตามหลัก อัตตาธิปไตยและคณาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน พวกคนพาลจะรู้จักใช้ หลักศีล .. หลักธรรม ที่ตนปฏิเสธเป็นไปเพื่อการกดข่มคนดีที่อ่อนแอ ด้วยทราบจุดอ่อนของคนดี คือ การเกรงกลัวบาปกรรม .. กฎหมายบ้านเมือง!!

เราจึงเห็นหมู่คนพาลคิดประดิษฐ์ "วาทกรรม" ที่มุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการ แม้ "วาทกรรม" ดังกล่าวจะนำไปสู่การจุดประกายทำลายความรักสามัคคีของคนในสังคมประเทศชาติ และไม่ว่า "วาทกรรม" ดังกล่าวจะจริงหรือไม่จริง ก็มิใช่สาระสำคัญเท่ากับความมุ่งหมายของการใช้ "วาทกรรม" นั้นๆ เพื่อประโยชน์ที่ตนและคณะจะได้รับ.. นี่คือจิตหฤโหดของคนพาลที่ไร้เมตตาปรานี..

คนพาลที่มีความเฉลียวฉลาดจึงน่ากลัวยิ่ง หากเปรียบเทียบกับการเป็นโจรก็เข้าขั้นเป็น "โคตรมหาโจร" ที่มิใช่โจรธรรมดาๆ .. โจรกระจอกๆ ดังที่เราเคยพบเห็น จึงไม่แปลกที่ โคตรมหาโจร จะมองดูโจรหรือคนพาลโดยทั่วไปด้วยสายตาที่เหยียดหยามดูแคลนว่า "เป็นแค่โจรกระจอก" โดยคิดเทียบชั้นกับตนเอง...

ทุกเรื่องราวในสังคมปัจจุบันจึงยากจะน่าเชื่อถือ ด้วยสถานการณ์ทุกอย่าง ทุกมิติ มิได้เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัยปกติที่ควรเป็นไป ..แต่เป็นการเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่มีเงื่อนไขพิเศษอันก่อเกิดขึ้นจากเจตนาของสัตว์โลกที่มีความคิดความอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมาย

ความซับซ้อนในสังคมแบบนี้จึงเกิดขึ้นและจะทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อกระแสสังคมถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ มีความเข้มแข็ง มั่นคง ทรงพลังในการขับเคลื่อน .. อะไรๆ จึงเกิดขึ้นอย่างถูกกำหนด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องด้านใดในสังคมนั้นๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่ คนพาล ไม่รู้จักและไม่สามารถเข้าใจได้ แม้จะมีความเฉลียวฉลาดในวิสัยของคนพาล คือ กฎแห่งกรรม ที่เป็นความยุติธรรมสากล ควบคุมการเคลื่อนไหวของ จิตวิญญาณ ที่เข้าไปสร้างเหตุปัจจัยและเงื่อนไขพิเศษต่างๆ อย่างมีเจตจำนงแน่วแน่

เราจึงเห็นคนเก่งกล้าสามารถ เฉลียวฉลาด ที่ประพฤติไปในทางมิจฉาปฏิบัติ ต้องเป็นไปตามวนเวียนของกิเลส กรรม วิบาก อย่างยากจะหลุดรอดออกมา เพื่อการเสวยผลกรรมนั้นๆ

ดังเรื่องราวในพุทธศาสนาที่ควรนำมาศึกษาใน ความเป็นสากลของกฎแห่งกรรม ที่ให้ความยุติธรรมคืนกลับอย่างเป็นธรรม เช่น เรื่องของ นางสุนทรีปริพาชก .. นางจิญจมานวิกา หรือนางวสุนทรา ฯลฯ ที่ก่อการร่วมกับพวกนอกศาสนา เพื่อหวังทำลายพระพุทธศาสนา มีการสร้างเรื่องราวอันเป็นเท็จ เพื่อใส่ร้ายป้ายสีพุทธศาสนาให้เศร้าหมอง

จากเรื่องดังกล่าว พระพุทธองค์ได้ทรงมอบ หลักธรรมปฏิบัติ เพื่อแก้ไขที่เหตุของปัญหา ด้วยการมอบคาถาสุภาษิตให้ภิกษุสงฆ์ท่องบ่นจดจำให้ขึ้นจิต พิจารณาให้เข้าใจ เพื่อนำไปเทศนาสั่งสอนหมู่ชนในสังคมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักธรรม และเป็นการประกาศกฎแห่งกรรม ที่ให้เห็นความยุติธรรมในปัจจุบัน ด้วยพระภาษิตที่ว่า

อภูตวาที นิรยํ อุเปติ
โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ จาห
อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ
นิหีนกมฺม มนุชา ปรตฺถ

แปลความว่า ผู้พูดปด พูดไม่จริง ย่อมตกนรก ผู้ใดกระทำชั่ว แล้วพูดว่าไม่ได้ทำ ผู้นั้นก็ตกนรกชนเหล่านั้นแม้ ๒ จำพวก ถึงเป็นมนุษย์ ก็ทำกรรมอันเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเหมือนกันในโลกหน้าฯ ..

เมื่อภิกษุสงฆ์ท่องบ่นจดจำ จนคล่องปาก แจ่มแจ้งจิต จึงได้ใช้สวดเสกคาถาดังกล่าวทุกครั้งในเมื่อได้ยินคำกล่าวด่าว่า ใส่ความเท็จ และเมื่อครบ ๗ วัน คำด่าว่า เสียดสี ใส่ความเท็จ เหล่านั้น ได้สงบระงับไป มหาชนมีความเข้าใจถูกต้อง และเห็นว่า แท้จริงที่ผู้กระทำความชั่ว คือ พวกคนพาลในบงการของ มหาโจรนอกศาสนา...เรื่องดังกล่าวนำมาเล่าโดยย่อ เพื่อสาธุชนผู้มีสติปัญญาจะได้พิจารณาใช้ประโยชน์จาก พระคาถาวิเศษดังกล่าว ของพระพุทธองค์ หากพบเห็นการด่าว่า ใส่ความเท็จ ติฉินนินทา ให้เรา สังคม ประเทศชาติของเราได้รับความเสียหาย โดยพึงร่ำเรียนท่องบ่นจดจำพระคาถาดังกล่าวให้ขึ้นจิต พิจารณาให้เข้าใจ ด้วย ศรัทธาจิต ที่มั่นคงในพระพุทธศาสนา จะได้นำมาสวดเสกโดยพร้อมเพรียงกัน โดยสวดให้ต่อเนื่อง แผ่กว้างไปในหมู่ชนตลอดเจ็ดวัน  เชื่อมั่นได้ว่า เรื่องเหลวไหลไร้สาระ คำกล่าวหาใส่ความเท็จ ก่อความเสียหายต่อสังคมประเทศชาติและสถาบันที่เคารพ จักได้ดับสิ้นไปภายใน ๗ วัน ด้วยอานุภาพแห่งธรรม สัมปยุตกับจิตศรัทธาของศรัทธาสาธุชนทั้งหลาย ที่ละสิ้นความวิตกกังวล ไม่ประพฤติสืบความเหลวไหล ไร้สาระ อย่างขาดสติปัญญา หลงตามวิถีของพาลชน ที่กล่าวว่า หลงกระแสโลก...

การสงบนิ่งอย่างมีสติปัญญา ด้วยการท่องบ่นบูชาสาธยายพระพุทธภาษิต ประกาศอำนาจธรรมไปในสังคม ย่อมเกื้อกูลให้มหาชนในสังคมนั้นได้กลับคืนมามีสติปัญญา ไม่ประพฤติตนอ่อนแอจนเป็นเครื่องมือของคนพาล... ที่นับวันทรงพลังยิ่งขึ้น ด้วยการไหลมารวมกันของคนจัญไร (คนพาล) ดุจ ฝนตกขี้หมูไหล อะไรๆ จึงเกิดปรากฏได้ทั้งนั้น แม้จะไร้สาระก็ตามที.... เพราะนั่นเป็นวิสัยของคนพาลในทุกกาลสมัย!!.

เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง