คอลัมน์: ปักธงธรรม: เคารพธรรม ... สัตว์โลกควรตระหนัก .. ก่อนหายนะ!!!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 5 เมษายน 2562 00:00:38 น.
โดย.. พระ อ.อารยวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เช้าวันที่ ๓ เมษายน ได้เจริญภาวนารับอรุณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ วัดป่าอารยวังสาราม (ธ) บางไทร อยุธยา เมื่อออกจากภาวนาได้เขียนคติธรรมว่าเจริญภาวนา

เป็นปกติ สม่ำเสมอ ทุกเวลา...เมื่อไหร่ สมณะ ไม่เคารพธรรมไร้การปฏิบัติ ขาดการภาวนา .. เมื่อนั้น
ก็ไร้สมณะธรรมเพราะ สมณะ ต้องมีสรณะที่เป็นธรรม
...และสรณะนั้น ย่อมถึงด้วยการปฏิบัติ ด้วยความเคารพสูงสุดเท่านั้น
และนี่คือ สมณะ ในพระพุทธศาสนา!!"

พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาว่าด้วยการปฏิบัติ หรือศึกษาปฏิบัติ ยกขึ้นเป็นการบูชาอันเยี่ยม ยิ่งกว่าอามิสบูชาทั้งปวง เพราะการปฏิบัติย่อมนำไปสู่ผลที่พึงประสงค์ คือ ประโยชน์และความสุข ให้บังเกิดแก่ผู้ปฏิบัติ ทั้งโลกียสุขและโลกุตรสุข ที่สำคัญคือ การสืบอายุพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไปได้

พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องว่าเป็นการบูชาพระตถาคตด้วยการบูชาอันยิ่ง ดังพระพุทธดำรัสที่ว่า
"อานนท์ ผู้ใดแลเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม อุบาสกก็ตาม อุบาสิกาก็ตาม
เป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง มีปกติปฏิบัติตามธรรมอยู่
ผู้นั้นชื่อว่า สักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคต ด้วยบูชาอันยิ่ง มีปกติประพฤติธรรมอยู่
อานนท์! เธอทั้งหลาย พึงศึกษาอย่างนี้แล!!!"

เมื่อพิจารณาถึงความเป็น ตถาคต หรือพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง ได้แก่ พระธรรมวินัย อันจักต้องปฏิบัติตามด้วยความเคารพนับถือ จึงเห็นถึงความหมายที่แท้จริงของ ศาสดาในพระพุทธศาสนา อันเป็นธรรมลักษณะเฉพาะของพระพุทธศาสนา ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า

โยโว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โสโว มมจฺจายน สตฺถา
แปลว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยที่เราตถาคตแสดงไว้ดีแล้ว ปฏิบัติไว้ดีแล้ว
ธรรมและวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอ เมื่อเราตถาคตล่วงลับไปแล้ว

แม้ว่าพระพุทธองค์ได้ทรงสถาปนาพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์ เพื่อหวังให้เป็นสรณะแท้จริงของพุทธบริษัท แต่ก็ยังมีผู้เข้ามาสู่พระศาสนานี้ โดยเฉพาะในฐานะพระภิกษุ ผู้ปฏิญาณตนเป็น สมณะ ไม่สักการะ ขาดความเคารพนับถือในพระธรรมวินัย ไม่ศึกษาปฏิบัติตาม ขาดความศรัทธาเลื่อมใสในองค์คุณพระรัตนตรัย และไม่เจริญภาวนา ซึ่งปรากฏมากขึ้นๆ...

ความไม่เคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความไม่เคารพยำเกรงในการศึกษา และความไม่เคารพยำเกรงในสมาธิ พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นธรรมฝ่ายต่ำ ๕ ประการที่ย่อมนำไปสู่ความเลอะเลือน เสื่อมสูญแห่งพระสัทธรรม เมื่อภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ขาดความยำเกรงดังกล่าว

พระพุทธองค์ตรัสกับพระมหากัสสปเถระว่า

"ดูก่อน กัสสปะ ธาตุดิน - น้ำ - ไฟ - ลม หาได้ทำให้พระศาสนาเสื่อมไปไม่ ที่แท้ โมฆบุรุษที่เกิดขึ้นในพระศาสนานี้ต่างหาก ที่ทำให้พระศาสนาเสื่อมไป ดุจเรือจมเพราะต้นหน..."

จึงนำมาสู่คำสั่งสอนให้พุทธบริษัทตั้งอยู่ในความเคารพ ๗ ประการ จักทำให้ไม่ขาดจากพระรัตนตรัย และไม่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญ ได้แก่
- ความเคารพยำเกรงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
- ความเคารพยำเกรงในพระไตรสิกขา
- ความเคารพยำเกรงในการปฏิสันถาร
- ความเคารพยำเกรงในความไม่ประมาท
- และความเคารพยำเกรงในสมาธิ

โดยสรุปธรรมทั้ง ๗ รวมลงในความเคารพยำเกรงใน พระธรรมวินัย และรวมความหมายความเคารพยำเกรงในพระธรรมวินัย ลงที่ ความ เคารพยำเกรงในพระพุทธเจ้า นั่นเอง โดยแปลความหมายให้เห็นตามความเป็นจริงในเรื่อง ความเคารพธรรมคือ การเคารพพระพุทธเจ้า และการเคารพพระพุทธองค์ คือ การเคารพธรรม (พระธรรมวินัย) ซึ่งแม้พระองค์เองยังสักการะ เคารพ อาศัยธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ที่สำคัญยิ่ง ทรงแสดงให้เห็นความเป็นสงฆ์หรือหมู่คณะในพระศาสนาของพระองค์ว่า จักต้องเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรม ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม ... ดำเนินตามพระธรรมวินัย ..นั่นหมายถึง เป็นหมู่คณะผู้เชื่อฟัง คือ ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยความเคารพสูงสุด ซึ่งพระพุทธองค์ทรงยกย่องหมู่คณะ (สงฆ์) ดังกล่าว ถึงขั้นที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

"เมื่อใด สงฆ์ประกอบด้วยความเติบใหญ่
เมื่อนั้น เราย่อมมีความเคารพในสงฆ์"..

....กลับมามองปัญหาต่างๆ ทางการเมือง สังคม ในปัจจุบัน ที่กำลังก่อร่างสร้างปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไม่จบสิ้น แม้ว่าจะมีคณะบุคคลและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ พยายามช่วยกันแก้ไขปัญหา...

เรื่องดังกล่าว หากพิจารณาให้เป็นธรรม ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาด เพราะโลกคือปัญหา ปัญหาคือความทุกข์ ..เมื่อสัตว์โลกเกิดมาต้องเสวยทุกข์ ก็ต้องติดกับปัญหา และที่ติดกับปัญหาเพราะขาดปัญญา เมื่อไร้ปัญญา ก็ยากจะแก้ปัญหาให้จบสิ้นไปได้ จึงก่อเกิดความทุกข์ขึ้นในโลกคือชีวิตของสัตว์นั้นๆ

ยามใด สัตว์โลกมีกำลังฝ่ายดีสูง คือ มีมวลสติปัญญามาก ..การแก้ปัญหาที่ก่อเกิดขึ้นในสังคม .. ในโลกนั้นๆ ก็จักลุล่วงไปด้วยดี ความสุขปรากฏ ความทุกข์ก็ลดลง และความทุกข์มิได้สูญหายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนร่างไปอยู่ในรูปของความ

สุข (ชั่วคราว) เพื่อรอแปรกลับมาเป็นความทุกข์ เมื่อสัตว์โลกขาด สติปัญญา....จึงไม่แปลกที่จะเห็นหมู่ชนในสังคมหรือในโลกนั้นๆ คิดผิดแผกไปจากธรรม ไร้ความเคารพธรรม และขาดความสามัคคีธรรม ซึ่งนั่นเป็นวิสัยของสัตว์โลกที่เป็นธรรมดา

การจะให้โลกดำเนินไปอย่างไม่มากไปด้วยความทุกข์ สัตว์โลกจักต้องสร้างสติปัญญาขึ้นมาให้มาก เพื่อเป็นเครื่องมือให้ชีวิตนำไปใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดปรากฏในทุกขณะที่ชีวิตดำเนินไปตามกระแสแห่งความทุกข์... จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นในความไร้สมดุล.. และขาดดุลยภาพแห่งธรรมของโลก...

สาธุชนผู้มีสติปัญญา จึงอย่าได้เบื่อหน่าย สลด หดหู่ ในทุกเรื่องราวปัญหาที่ผุดปรากฏทุกวี่วัน... และอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมปัญหายิ่งเพิ่มขึ้น ไม่มีทีท่าว่าลดลงเลย และทำไมสัตว์โลกมีพฤติกรรมที่เลวลงไปจากเดิม

การอย่าได้แปลกใจ คือ การใส่ใจอย่างมีสติปัญญา... มองดูรู้เห็นอย่างเป็นธรรม คำนึงถึงสัจธรรมที่ว่า "สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นแต่เหตุ และดับสิ้นไปเมื่อเหตุนั้นๆ สิ้นไป..." จึงอย่าได้ไปตั้งข้อรังเกียจความชั่ว หรือยินดีกับความดีจนจิตฟุ้งซ่าน .. มัวเมาลุ่มหลงอยู่กับอารมณ์ดี-ชั่วนั้นๆ ... พึงมีสติในการรู้เห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริง เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ (ปัญญา) ที่เกิดจากการกำหนดรู้นั้นๆ ในการพัฒนาชีวิตไปสู่ประโยชน์สุข อย่างมีสันติธรรม ที่สัตว์โลกปรารถนาได้จริง....

เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง