คอลัมน์: เกษมราษฎร์: ชาวระนองอยากเปลี่ยน 'นายกเอ' ผู้ล้มช้าง 8 สมัย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 9 เมษายน 2562 00:00:27 น.

ถือว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง สำหรับ "นายกเอ"คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ว่าที่ ส.ส.ระนอง ทายาทลูกชิ้นดังฮั้งเพ้ง วัยเพียง 46 ปี ที่สามารถล้มช้างใหญ่ "วิรัช ร่มเย็น" อดีต ส.ส. 8 สมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ลงได้อย่างราบคาบ โดยอาศัยนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้องทั้ง 12 ด้าน ปฏิเสธความขัดแย้ง บวกกับสถานการณ์ในพื้นที่พบว่าชาวบ้านอยาก "เปลี่ยน" ให้โอกาสคนใหม่เข้าไปขับเคลื่อนงานในระดับชาติ หลังจังหวัดระนองหยุดชะงักมาเนิ่นนาน

"คอลัมน์เกษมราษฎร์" หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ได้นั่งคุยกับ "นายกเอ" ถึงที่มาที่ไปก่อนมาสมัครเป็น "คนภูมิใจไทย" พร้อมสอบถามเคล็บลับที่สามารถชนะการเลือกตั้งเที่ยวนี้ได้สำเร็จ ท่ามกลางความตกตะลึงจากคอการเมืองวงนอกทั้งประเทศ

แม้ "คงกฤษ" อาจถูกมองว่าหน้าใหม่ในเวทีการเมืองระดับชาติ แต่หากลงไปสำรวจในระดับพื้นที่ ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะคลุกคลีการเมืองระดับท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ผ่านการเรียนรู้วิชาจาก "คุณพ่อ" บดินทร์ ฉัตรมาลีรัตน์ หรือ นายฮั้งเพ้ง เจ้าของลูกชิ้นชื่อดัง และยังเป็นอดีตนายก อบจ.ระนอง 3 สมัย

"นายกเอ" เล่าความเป็นมาว่า เดิมไม่ได้ตั้งใจจะเล่นการเมือง เพราะเป็นนักธุรกิจ แต่เนื่องจากเมื่อปี 2551 มีการเลือกตั้งนายก อบจ.ระนอง และคุณพ่อมีปัญหาสุขภาพ ทั้งที่มีการเตรียมทีมงานลงเลือกตั้งไว้พร้อมอยู่แล้ว จึงเป็นเหตุให้ผมต้องไปลงเลือกตั้งแทน แต่ครั้งนั้นพบกับความพ่ายแพ้ให้กับนายนภา นทีทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นทีมงานของพี่วิรัช ร่มเย็น อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 8 สมัย ส่วนสาเหตุที่แพ้ เนื่องจากขณะนั้นกระแสของ ปชป.ดี ขณะที่ตัวเองก็ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดๆ

หลังจากนั้นผมก็เบนเข็มมาทำงานการเมืองและงานด้านสังคมแบบเต็มตัว โดยใช้กีฬาเป็นตัวนำ ผ่านตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดระนอง นอกจากนี้ยังทำพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกเพศทุกวัยและทุกศาสนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความใกล้ชิด ผูกพัน พร้อมรับฟังปัญหาต่างๆ และที่สำคัญไม่เคยทิ้งพื้นที่ จนเป็นที่รู้จักของชาวบ้านมากขึ้น กระทั่งปี 2555 ถึงเวลาแก้มือ จึงลงสมัครแข่งขันนายก อบจ.ระนองอีกครั้ง จนชาวบ้านให้โอกาสชนะการเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ระนอง ได้สำเร็จ

"คงกฤษ" กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นก็ทำงานในระดับท้องถิ่นมาตลอด โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิต และกิจกรรมต่างๆ ปัญหาอุทกภัยต่างๆ น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม   สามารถเข้าไปช่วยแบบทันท่วงที แต่ปัญหาที่ผมไม่สามารถแก้ได้เลยคือ ปัญหาปากท้องและความยากจนของชาวบ้าน อาทิ ราคายางพารา ราคาปาล์มตกต่ำ ปัญหาประมง และปัญหาที่ดินทำกินถือเป็นเรื่องที่สะสมมานาน และท้องถิ่นไม่สามารถทำสำเร็จได้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องขยับขึ้นไปแก้ปัญหาในระดับชาติ จึงเป็นเหตุผลให้ผมตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.

"ก่อนเลือกตั้งครั้งนี้ (24 มีค.62) ผมสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน โดยข้อตกลงเดิมจะได้ลง ส.ส.เขตระนอง แต่หลังจากมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ เมื่อช่วงเดือย พ.ย.2561 และได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จึงมีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิม ประกอบกับท่านวิรัชยังต้องการลงเขตอยู่โดยไม่ขยับ ผมจึงไปลาออกจาก ปชป. โดยไม่มีความขัดแย้งใดๆ และยังเคารพท่านชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ และท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เป็นการส่วนตัวอยู่เช่นเดิม"

"จากนั้นจึงขอพึ่งพรรคภูมิใจไทย โดย "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรค ให้การต้อนรับและเปิดโอกาสให้ลง ส.ส.เขตระนอง ต้องขอบคุณหัวหน้าพรรคและแกนนำในพรรคเป็นอย่างสูง ประกอบกับแนวทางของพรรคก็ตอบโจทย์ความต้องการของผม ที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้องเป็นอันดับแรก ก่อนปัญหาการเมือง และปฏิเสธความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง จึงทำให้ผมตัดสินใจได้ทันที" ว่าที่ ส.ส.ระนองพรรคภูมิใจไทยกล่าว

เมื่อถามว่ามีเคล็ดลับอะไรที่สามารถเอาชนะ ส.ส. 8 สมัย หรือล้มช้างได้สำเร็จ "คมกฤษ" ตอบว่า ด้วยความเคารพพี่วิรัช เรารู้จักและทำการเมืองในฐานะคู่แข่งทุกระดับมาโดยตลอด ซึ่งผมหากมีโอกาสก็สนับสนุนผู้สมัครแข่งขันทุกสนาม ทั้งท้องถิ่น ส.ส. หรือ ส.ว. แต่หากรู้ว่าสู้พี่วิรัชไม่ได้ก็จะไม่ส่งลงสมัคร และปล่อยให้ผลการแข่งขันเป็นไปตามกระบวนการ

"การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา หากท่านวิรัชลงพื้นที่สักหน่อยและขยันทำงานนิดนึงให้กับพี่น้องประชาชน ผมคงไม่ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. เพราะขอทำการเมืองท้องถิ่นเช่นเดิม และให้เกียรติท่านต่อไป แต่เมื่อชาวบ้านต้องการที่จะเปลี่ยน และผมก็ได้ยินคำว่าเปลี่ยนมาโดยตลอด จึงตัดสินใจลงแข่งขันทันที"

"ช่วงแรกชาวบ้านอยากให้อยู่ ปชป. แต่ในเมื่อคนเก่ายังอยู่ ผมจึงต้องไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าจำเป็นจะต้องลงในนามพรรคภูมิใจไทย จนเกิดความเข้าใจ"

"จริงๆ แล้วอย่าเรียกว่าผมชนะพี่วิรัชเลย แต่อยากให้มองว่าเราเข้าไปทำงานให้ประชาชน และเกิดความเปลี่ยนแปลงแก่เมืองระนองดีขึ้นมากกว่าแค่นั้นเอง"

"คมกฤษ" กล่าวว่า เมื่อ กกต.รับรองผล ส.ส.อย่างเป็นทางการ ผมจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงจังหวัดระนองให้เจริญขึ้น ตามเสียงที่พี่น้องประชาชนต้องการ และผมอายุยังน้อย (46 ปี) ประชาชนก็คาดหวังอยากเห็นการพัฒนาโดยเร็ว ผ่านนโยบายของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 12 ด้าน อาทิ ประมง และแก้ปัญหายาง ปาล์มตกต่ำให้ฟื้นขึ้นมา และโดยเฉพาะนโยบายกัญชาเสรี ที่จะสร้างความร่ำรวยให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งมีผู้คนสนใจจำนวนมาก ทั้งเกษตรกรต่างๆ และผู้ประกอบการเภสัชกร และหมอในพื้นที่ ผมต้องทำให้ได้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีโอกาสเข้ามาทำงานให้บ้านเกิด

นอกจากนี้ยังจะต้องการผลักดันเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยยึดรูปแบบบุรีรัมย์โมเดล มั่นใจว่าทำได้แน่นอน เพราะเมืองระนองมีต้นทุนศักยภาพดีเลิศอยู่แล้วไม่เป็นรองใคร ทั้งสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ท้องทะเล หมู่เกาะอันดามันที่งดงามและมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย ที่สำคัญมีน้ำแร่ที่มีคุณภาพระดับโลกอยู่ที่นั่น ไม่นับอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง กุ้งตัวโตๆ ปูตัวใหญ่ๆ เป็นต้น

พร้อมทั้งมีสนามบิน ท่าเรือ การคมนาคมสะดวกสบาย สามารถทำการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับประเทศพม่า โดยจะหาวิธีการดึงนักท่องเที่ยวมาพักค้างคืนที่เมืองระนองให้มากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะนำเงินไปใช้ในฝั่งพม่าอย่างเดียว ดังนั้นในเมื่อต้นทุนของเราพร้อมหมดแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียวคือผู้แทนที่จะเข้าไปผลักดันงานระดับชาติ ผ่านนโยบายที่เจาะจง งบประมาณ และการบริหารจัดงานในรูปของ "ระนองโมเดล" เท่านั้น

"นี่คือสิ่งที่จังหวัดระนองขาดโอกาสในการพัฒนามาโดยตลอด...จึงถึงเวลาแล้วที่ผมและพรรคภูมิใจไทยจะต้องเข้าไปผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้เป็นผลสำเร็จ" "นายกเอ" คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ว่าที่ผู้แทนระนองให้คำมั่นปิดท้าย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง