คอลัมน์: โลกใบใหม่: ปั้นพัทยาสู่ NEO Pattaya ด้วย 'Big Data'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 13 เมษายน 2562 00:00:54 น.
อภิชาต ทองอยู่
tapichart@hotmail.com

มีการคาดการณ์กันว่า ภายในปี 2030 ประชากรในอาเซียนมากกว่า 90 ล้านคน จะหลั่งเข้าสู่เมืองพัทยา หากไม่เตรียมความพร้อมอย่างมีประสิทธิภาพ พัทยาจะกลายเป็นเมืองแออัด เต็มไปด้วยมลภาวะ และปัญหาทางสังคมต่างๆ จนสูญเสียศักยภาพความเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวแห่งภูมิภาค

ได้คุยกับท่านนายกฯ เมืองพัทยา สนธยา คุณปลื้ม ขวัญใจคนเมืองชลวันก่อน จึงได้รับรู้หลายเรื่องราวที่น่าสนใจของเมืองท่องเที่ยว ที่เป็นไข่มุกแห่งอ่าวไทยมากมายเลยทีเดียว พิจารณาดูแล้วก็เห็นพ้องกันว่า การพัฒนาเมืองพัทยานั้นเต็มไปด้วยความท้าทายหลากหลายมิติ ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ข้อมูลเมืองแบบเดิมๆ ที่ทำกันไว้มีความสลับซับซ้อนพอสมควร พอเข้าสู่การปรับตัวของผู้คนสู่ยุคดิจิตอล (Digital Transformation) และอื่นๆ อีกมากมายก็มีเรื่องการบริหารจัดการที่หนักหนาสาหัสไม่น้อยทีเดียว

พูดตรงๆ ก็คือเมืองพัทยาวันนี้ไม่สามารถที่จะบริหารจัดการด้วยวิธีแบบเดิมๆ อีกต่อไป ต้องยกระดับปรับตัวใช้กระบวนการทางดิจิตอลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าช่วยลดช่องว่างในการบริหารงานแบบภาครัฐเก่าๆ ได้อีกต่อไป ต้องมีศูนย์ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการของตัวเองที่สามารถดูแลตัวเองและเชื่อมต่อกับโลก ด้วยการรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) นำไปผ่านกระบวนการวิเคราะห์แบบหลายชั้นข้อมูล (Multilayer Analytics) เพื่อทำให้เกิดสารสนเทศ (Information) ที่ช่วยตัดสินใจ (Decision Support System) เพื่อให้การพัฒนาเมืองพัทยาตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของเมืองได้ทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในท้องถิ่น การบริหารจัดการโดยรวม ไปจนถึงการบริการผู้คนและนักท่องเที่ยวในแบบสมาร์ทซิตี้ในโลกยุคปัจจุบันให้ได้

ข้อเสนอยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่การเป็น เมืองพัทยายุคใหม่หรือนีโอพัทยา (NEO Pattaya) ต้องมุ่งสู่การเป็นพัทยาสมาร์ทซิตี้ (Pattaya Smart City) ด้วยอาศัยหลักการทางภูมิสารสนเทศศาสตร์เข้ามาบริหารจัดการ เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วม ไม่ใช่แค่การทำท่อขนาดใหญ่หรืออุโมงค์ระบายน้ำ แต่ต้องรู้ต้นทางของน้ำ ความลาดชันการไหล จุดสกัดน้ำ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยหลักการเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาบริหารจัดการด้านข้อมูลอย่างรอบด้าน

แนวคิดของนายกฯ เมืองพัทยาจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่เข้ามาร่วมมือ ร่วมสร้างพัทยาใหม่ จึงนำมาสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างเมืองพัทยากับมหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา สนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ได้ลงนามร่วมกับ รองศาสตราจารย์สมนึก ธีระกุลพิสุทธิ์ ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการความรู้เทคโนโลยีเชิงพื้นที่ และประสบการณ์การบริหารงานด้วยศักยภาพของทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมีอยู่

เป้าหมายคือการเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นีโอพัทยาสู่การเป็นเมืองพัทยาสมาร์ทซิตี้

โดยศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศภาคตะวันออก (ศทอภอ.) คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จะเป็นแกนในการพัฒนาศูนย์ข้อมูลภูมิสารสนเทศขนาดใหญ่ (Big Geospatial Data Center) และพัฒนาแผนแม่บทเมืองพัทยาสู่ยุคดิจิตอล 4.0 (Digital Transformation) ช่วยเมืองพัทยาในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการเมืองพัทยาในด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และ สังคมอย่างสมบูรณ์แบบ

องค์ประกอบของการพัฒนา Smart City ประกอบไปด้วยทรัพย์สินเมือง (Properties) ประชากร (Socioeconomic) เทคโนโลยี (Innovation & industrial tech.) และโครงข่ายเชื่อมโยง (Network) ภาคส่วนทั้งหมดจะถูกขับเคลื่อนโดยข้อมูลสารสนเทศกลางจากวิทยาการภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งจะตรวจวัดข้อมูลแบบปกติและแบบเรียลไทม์ (Data measuring) ประกอบด้วย 1.อุปกรณ์สำรวจทางภาคพื้นอากาศ เช่น ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรและภูมิอากาศ (EO satellite) โดรน (Drone) 2.อุปกรณ์สำรวจทางภาคพื้นดิน เช่น รถโมบายทำแผนที่ 360 องศา (Mobile car mapping) สถานีตรวจวัดอากาศ (Weather) และกล้องวงจรปิด (Tower cam fixed) 3.ภาคพื้นน้ำ เช่น ทุ่นติดตามสภาพคลื่นและคุณภาพน้ำ (Buoy) และโดรนสำรวจภาคพื้นน้ำ (Under & Surface water Drone) เป็นต้น

การตรวจวัดข้อมูลในภาคสนามที่ผ่านการบริหารจัดการข้อมูลในเบื้องต้น จะผ่านเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการข้อมูลในการรวบรวมเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ขนาดใหญ่ (Big spatial data) ผ่านการสกัดข้อมูลที่อาศัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ และแสดงผลแบบเมืองดิจิตอลเสมือน (City Visualization) ในรูปแบบแอปพลิเคชันประยุกต์ (City management - Dashboard) เพื่อช่วยบริหารจัดการเมืองในหลายๆ มิติ

นายกฯ พัทยาชี้บอกถึงความสำคัญในการปรับฐานยกระดับการบริหารจัดการที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของเมืองพัทยาว่า ความร่วมมือนี้มีความสำคัญอย่างสูงต่ออนาคตการพัฒนาของเมืองพัทยา เป็นการรองรับการปรับเมืองเข้าสู่ยุคดิจิตอล (Digital Transformation) ให้มีความสมดุลในทุกมิติ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตอบสนองได้ทันสถานการณ์นโยบายอีอีซีและประเทศไทย 4.0 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ NEO Pattaya ที่ตั้งเป้าหมายไว้ พัทยาจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่เป็นเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติที่พัดพาไป แต่จะขับเคลื่อนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงรุกระดับโลก ที่จะช่วยชี้บอกเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของประเทศ ทั้งในตัวเมืองของมันเอง และในฐานะศูนย์กลางของการพัฒนา EEC อย่างที่เป็นอยู่....นี่คือหมุดหมายความคิดที่นายกฯ เมืองพัทยาฟันธง!!!

พัทยาในความมุ่งมั่นของนายกฯ เมืองคนปัจจุบันและประชาชนในท้องถิ่น จึงมุ่งก้าวสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของโลกไปในกระแสการพัฒนา EEC อย่างมีเป้าหมาย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง