คอลัมน์: ผู้หญิงท่องโลก: สงกรานต์ ในความร้อนซ่อนความเย็น

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562 00:00:37 น.
ถนอมจิต คงจิตต์งาม
thanomjitk9@gmail.com

ย่างเข้าวันที่ 12 เมษายน ถนนหนทาง รถราในกรุงเทพฯ ดูโล่งไปถนัดใจ ไม่ว่าจะไปไหนก็สะดวกสบาย ปราศจากผู้คนที่เคยคับคั่ง หนักใจก็แต่อากาศรอบตัวที่ร้อนจัด พอออกจากห้าง ออกจากห้องแอร์ปั๊บ ร้อนราวกับโลกจะถล่มลงตรงหน้า นี่เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนโบราณคิดประเพณีรดน้ำ ดำหัว และสาดน้ำสงกรานต์กันขึ้นมา เพราะเวลาร้อนสุดๆ ก็ได้น้ำมาดับร้อนทำให้ใจคอเย็นกันลงมาบ้าง

อากาศร้อนยังไม่เท่าไหร่ เพราะเป็นความรุ่มร้อนทางกายภาพที่สามารถหาความเย็นมาช่วยดับได้ แต่ความร้อนใจนี่สิ ดับยากมาก ต้องแล้วแต่บุญวาสนากันเลยทีเดียว

วันก่อนเจอเพื่อนฝูงรุ่นเก่าแก่ คุยกันเรื่องความเป็นไปของชีวิต ย้อนไปคุยกันเรื่องอดีต แล้วมาคุยกันเรื่องปัจจุบัน เพื่อนบางคนเกิดมาฐานะดีมาก ไม่เคยต้องลำบากลำบน ความยากจนไม่เคยรู้จัก มาถึงปัจจุบัน ความผันผวนของชีวิตทำให้ต้องพบกับการหยิบจ่ายไม่ง่ายเหมือนเก่าอยู่บ้าง

หากเป็นเรื่องการงาน บางคนก็สุขเพราะมีตำแหน่งใหญ่โต บางคนก็ทุกข์ เพราะระยะหลังความไม่แน่นอนของวงจรมนุษย์เงินเดือนทำให้ต้องผจญกับความยากลำบากกันไปในรูปแบบต่างๆ  ถ้าเป็นเรื่องครอบครัว ที่เราเคยเห็นรักกันมาก ได้แต่งกันเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก บางคู่ทำให้เพื่อนอิจฉาตาร้อนกันชนิดลุกเป็นไฟ แต่ในความแน่นอนเหล่านี้กลับไม่แน่นอน บางคนอยู่กันมายาวนาน แต่ก็มาหักมุมมีเหตุให้แยกย้ายกันไปทั้งที่อยู่ร่วมกันมานานกว่า 20 ปี แถมเหตุผลของแต่ละคนที่จะแยกย้ายจากกันดูง่ายดายมาก ทั้งที่กว่าจะรักกัน กว่าจะได้ร่วมหัวจมท้ายกันแสนยากเย็น

แต่ละคนต่างดิ้นรนกันแสนเข็ญ เพราะความทุกข์เหล่านี้เปรียบเสมือนสิ่งใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาในชีวิต เพิ่งทำความรู้จักกัน  เพื่อนเล่าว่า ทีแรกก็ทุกข์ ทุกข์จนแทบจะผ่านไม่ไหว แต่แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อไปจนได้ เพียงตั้งสติให้ได้และเฝ้าดูมัน แก้ปัญหากันไปทีละเรื่อง บางคนเป็นหนี้สินมากมาย ก็คิดแค่ว่า หนี้สินเอาไว้ก่อน วันนี้ขอแค่มีกินไม่อดตาย ส่วนหนี้สินนั้นต้องหันมาใช้คติว่า ตัวไม่ตาย หนี้ไม่สูญ มีแล้วให้ ไม่ต้องทวง พอคิดได้ก็โล่ง จนถึงวันนี้หนี้ยังไม่หมด แต่ก็มีสติรับมือกับมันได้

สิ่งหนึ่งที่เพื่อนๆ ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างเล่าแล้วออกมาตรงกันคือ การเปิดใจรับความจริงที่เกิดขึ้น จะเป็นเหมือนการเข้าสู่โหมดที่จะนำไปสู่ทางออกของปัญหา เลิกโทษคนอื่น เลิกโยนความผิด อย่าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับเรา ทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริง

อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ เพื่อนคนหนึ่งที่ตอนนี้หนี้สินล้นพ้นบอกว่า การต้องมาเผชิญกับปัญหาแบบนี้ ทำให้เห็นคุณค่าของเงิน แต่ก่อนใช้เงินเป็นเบี้ย อยากได้อะไรก็ซื้อ ใครมายืมก็ให้ แต่ตอนนี้เพื่อนบอกว่า กว่าจะใช้อะไรสักอย่างต้องใช้วิธีเทียบกันว่า อันไหนคุ้มกว่า อันไหนดีกว่า และอันไหนต้องการใช้จริงๆ ไม่ใช่ซื้อเพราะอยากจะซื้อ

เพื่อนบอกว่าสมัยก่อนเวลาเห็นคนเดือดร้อนเรื่องเงินทอง มีความรู้สึกว่าต้องเก็บเรื่องของทุกคนมาเป็นทุกข์ไปหมด คนไหนช่วยได้ก็ช่วย คนไหนช่วยไม่ได้ก็ไม่สบายใจ แต่ตอนนี้เพื่อนบอกว่าสบายแล้ว เราก็ไม่มีเหมือนกับคนอื่นๆ  ไม่ทุกข์ ใครมายืมเงินก็บอกว่าไม่มีเหมือนกัน ใครมาแค่นให้ซื้อของก็ไม่ลำบากใจ เพราะไม่มีจะซื้อ คิดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าคนไหนถึงขั้นไม่มีจะกิน ก็จะซื้อข้าวให้กิน แต่ถ้าเป็นอย่างอื่น ก็ต้องตัวใครตัวมัน เพราะจนเท่ากันแล้ว

เพื่อนบอกว่า นี่คือแง่งามของความยากจน ทำให้ได้มีโอกาสมานั่งพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และก็คิดว่าความไม่มี ที่ไม่ถึงขั้นขาดแคลน ขัดสน แต่เป็นเพียงไม่มีสิ่งที่ล้น เหมือนที่เคยมี ก็เป็นความสบายอย่างหนึ่ง สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือปัจจัย

4 อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค นอกจากนั้นเป็นสิ่งที่เกินมาทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ต้องบอกก่อนว่า คนที่จะคิดได้ขนาดนี้ก็ต้องผ่านเรื่องราวในชีวิตมาพอสมควรจนถึงขึ้นที่สำคัญคือต้องรู้จักวางใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้

เราสรุปกันว่า ทุกเรื่องราวนั้นมีแง่งามซุกซ่อนอยู่ ในความร้อนเราก็มีเรื่องเย็นๆ ในความทุกข์เข็ญ ก็ยังมีมุมมองที่เป็นประโยชน์เสมอ ขอเพียงหยุดทบทวน และน้อมนำสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาพิจารณาให้ดี

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าความร้อนกายจะมากมายแค่ไหนในเวลานี้ เชื่อว่าในหนทางของความร้อน เราก็ยังมีโอกาสพบความฉ่ำชื่นได้ หากใจเราไม่ร้อนรนไปตามกาย วิธีการคลี่คลายในทุกเรื่องก็จะปรากฏให้เห็นได้

พูดง่ายๆ ก็คือ สติมา ปัญญาก็เกิดนั่นเอง โชคดีปีใหม่ทุกคนค่ะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง