คอลัมน์: กา@ครั้งหนึ่ง: ความหมายและความเป็นมาของประเพณีสงกรานต์

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562 00:00:09 น.

ความเป็นมาของประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทยมีเรื่องเล่าเป็นตำนานเป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลาย คือเรื่องของธรรมบาลกุมารและกบิลพรหม สำนวนลายลักษณ์ชื่อ "เรื่องมหาสงกรานต์" จารึกบนแผ่นศิลาประจำรูปเขียนที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ๔ ตำนานเรื่องนี้จารึกบนแผ่นศิลาจำนวน ๗  แผ่น ๕ ตอนต้นมีคำอธิบายว่า ตำนานเรื่องนี้มีอยู่ในคัมภีร์ภาษาบาลีของฝ่ายรามัญ ตำนานมหาสงกรานต์ มีเนื้อเรื่องดังนี้

เมื่อต้นภัทรกัลป์เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร ตั้งบ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุรา นักเลงสุรานั้นมีบุตร ๒ คน มีผิวเนื้อดุจทอง วันหนึ่งนักเลงสุราได้เข้าไปสู่บ้านเศรษฐีกล่าวคำหยาบช้าแก่เศรษฐีต่างๆ เศรษฐีได้ฟังก็กล่าวว่าเรามีสมบัติเป็นอันมาก ไฉนท่านจึงหมิ่นเรา นักเลงสุราตอบว่า ท่านมีสมบัติมากก็จริง แต่หามีบุตรไม่ ถ้าท่านถึงแก่ความตายแล้วสมบัติก็จะเสื่อมสูญเปล่า เรามีบุตรชาย ๒ คนมีผิวดุจทอง เห็นว่าประเสริฐกว่าท่าน เศรษฐีได้ฟังมีความละอาย จึงบวงสรวงต่อพระจันทร์และพระอาทิตย์และอธิษฐานขอบุตร เวลาผ่านไปถึง ๓ ปีก็ไม่มีบุตร

อยู่มาวันหนึ่งในเดือนห้า เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษถือว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ คนทั้งหลายมีงานฉลองการตั้งต้นปีใหม่ทั่วชมพูทวีป เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมฝั่งน้ำซึ่งมีนกจำนวนมากอาศัยอยู่ ได้เอาข้าวสารล้างน้ำ ๗ ครั้งแล้วหุงบูชารุกขเทวดาประจำต้นไทร พร้อมด้วยอาหารหลายอย่าง มีการประโคมดุริยางคดนตรีแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรจากรุกขเทวดาประจำต้นไทร รุกขเทวดามีความกรุณาเหาะไปขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐีพระอินทร์ จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี

เมื่อคลอดจากครรภ์ บิดามารดาตั้งชื่อว่าธรรมบาลกุมาร และปลูกปราสาท ๗ ชั้นให้อยู่ที่ใต้ต้นไทรริมฝั่งน้ำนั้น ทำให้กุมารรู้ภาษานก เมื่อเติบโตขึ้นอายุ ๗ ขวบเรียนไตรเพทจบ ก็ได้เป็นอาจารย์บอกมงคลการต่างๆ แก่มนุษย์ทั้งหลายในชมพูทวีป

ต่อมาพรหมองค์หนึ่งชื่อว่ากบิลพรหมได้ลงมาถามปัญหา ๓ ข้อแก่ธรรมบาลกุมาร และพูดกับธรรมบาลกุมารว่า ถ้าท่านแก้ได้เราจะตัดศีรษะเราบูชาท่าน ถ้าท่านแก้ไม่ได้เราจะตัดศีรษะท่านเสีย  ธรรมบาลกุมารขอผัด ๗ วัน กบิลพรหมกลับไปยังพรหมโลก ฝ่ายธรรมบาลกุมารพิจารณาปัญหานั้น เวลาผ่านไปได้ ๖ วันแล้วยังไม่ทราบคำตอบ คิดว่าวันรุ่งขึ้นจะตายด้วยอาชญาท้าวกบิลพรหมนั้น คิดจะหนีไปซ่อนตัว จึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลสองต้น

ขณะนั้นมีนกอินทรีสองตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นตาลนั้น ธรรมบาลกุมารได้ยินนกอินทรี เมียถามนกอินทรีผัวว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหนกัน นกอินทรีผัวตอบว่าพรุ่งนี้ครบ ๗ วันที่ท้าวกบิลพรหมถามปัญหาธรรมบาลกุมาร ถ้าธรรมบาลกุมารแก้ไม่ได้ ท้าวกบิลพรหมก็จะตัดศีรษะเสีย เราจะได้กินมนุษย์เป็นอาหาร นางนกอินทรีเมียถามว่า เจ้ารู้จักปัญหานั้นหรือไม่ นกอินทรีผัวตอบว่ารู้แล้วก็เล่าให้นกอินทรีเมียฟังแต่ต้นจนจบ ธรรมบาลกุมารนอนอยู่ใต้ต้นไม้ได้ยินก็จำได้ มีความโสมนัสเป็นอันมากจึงกลับมาสู่เรือนของตน ครั้นครบ ๗ วันท้าวกบิลพรหมลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมารตอบปัญหาตามนกอินทรีกล่าวนั้น

ท้าวกบิลพรหมจำเป็นจะต้องตัดศีรษะของตน จึงเรียกธิดา ๗ นางซึ่งเป็นบริจาริกาของพระอินทร์ให้มาพร้อมกันแล้วก็บอกว่า เศียรของตนซึ่งจะตัดออกบูชาธรรมบาลกุมารนั้น ถ้าตั้งไว้บนแผ่นดินก็จะเกิดไฟไหม้ทั่วโลกธาตุ ถ้าทิ้งขึ้นไปบนอากาศฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง ให้ธิดาทั้ง ๗  เอาพานมารับเศียรของตน แล้วท้าวกบิลพรหมก็ตัดเศียรส่งให้นางทุงษะบุตรคนโต ในขณะนั้นโลกธาตุก็เกิดโกลาหลยิ่งนัก เมื่อนางทุงษมหาสงกรานต์เอาพานรับเศียรท้าวกบิลพรหมผู้เป็นบิดาแล้วให้เทพทั้งหลายแห่ประทักษิณเวียนรอบเขาพระสุเมรุราช ๖๐ นาทีแล้วก็เชิญเข้าประดิษฐานในมณฑป ณ ถ้ำคันทชุลีเขาไกรลาศ กระทำบูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ พระเวศุกรรมได้นฤมิตโรงประดับด้วยแก้ว ๗  ประการชื่อภัควดีให้เทพยดาและนางฟ้านั่ง ฝ่ายเทพยดาก็นำเถาฉนุมุนาศมาล้างน้ำในอโนดาตสระ ๗  ครั้ง แล้วแจกกันสังเวยทุกๆ องค์ครั้นถึงกำหนดครบ ๓๖๕ วัน มนุษย์สมมติว่าเป็นปีหนึ่ง เป็นวันสงกรานต์ นางเทพธิดาทั้ง ๗ องค์ก็ทรงเทพพาหนะต่างๆ ผลัดเวรกันมาเชิญเศียรท้าวกบิลพรหมออกแห่พร้อมด้วยเทวดาจำนวนแสนโกฏิประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุแล้วก็กลับไปเทวโลก ๗ เป็นเช่นนี้ทุกปี

ในสำนวนที่เป็นเรื่องเล่าบางสำนวนเล่าว่า มีการใช้น้ำชำระล้างศีรษะท้าวกบิลพรหมทุกครั้งก่อนจะนำไปประดิษฐานไว้ในถ้ำ

ตำนานสงกรานต์จากจารึกแผ่นศิลาวัดพระเชตุพนไม่ได้ให้รายละเอียดว่า กบิลพรหมถามปัญหาธรรมบาลกุมารว่าอย่างไร สำนวนมุขปาฐะ       ที่เล่ากันมีใจความตรงกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่าไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือน กล่าวคือ ปัญหามีว่า เวลาเช้า เวลากลางวัน และเวลาเย็นศรีอยู่ที่ไหน และคำตอบคือ ตอนเช้าศรีอยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงล้างหน้า เวลากลางวันศรีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก หลังพระอาทิตย์ตกแล้วศรีอยู่ที่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชาธิบายว่า ในฎีกาสงกรานต์อย่างเก่าซึ่งโหรถวาย มีความอธิบายยืดยาวออกไป เช่นเถาฉมุนุนาศนั้นเมื่อเอาไปล้างน้ำในสระอโนดาต ๗ ครั้งแล้ว ก็ละลายออกเป็นเหมือนน้ำมันเนย เทวดาทำบุญเลี้ยงดูกันด้วยน้ำจากเถาฉมุนุนาศจึงได้คุ้มอันตรายอันจะเกิดแต่สงกรานต์ได้ และโหรมอญภายหลังแต่งตำราเพิ่มคำอธิบายให้ละเอียดขึ้น และสมมติธิดา ๗ นางของกบิลพรหม เทียบกับวันทั้ง ๗ ในสัปดาห์ ปีไหนพระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เถลิงศกปีใหม่ตามสุริยคติในวันใด ก็กำหนดว่าเป็นเวรของธิดาที่มีชื่อสมมติเข้ากับวันนั้นทำหน้าที่เชิญศีรษะกบิลพรหม

โดยเหตุที่ธิดากบิลพรหมทั้ง ๗ นางผลัดเวรกันมารับหน้าที่เชิญศีรษะของบิดาออกแห่ในวันสงกรานต์ทุกปี จึงเรียกทั้ง ๗ นางว่า "นางสงกรานต์" และมีรายละเอียดว่าเรื่องการแต่งกายและพาหนะของแต่ละนางดังนี้

วันอาทิตย์ นางสงกรานต์คือ นางทุงษ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราค ภักษาหารผลมะเดื่อ  หัตถ์ขวาถือจักร หัตถ์ซ้ายถือสังข์ มีครุฑเป็นพาหนะ

วันจันทร์ นางสงกรานต์คือ นางโคราค ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารน้ำมัน หัตถ์ขวาถือพระขรรค์ หัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า มีเสือเป็นพาหนะ

วันอังคาร นางสงกรานต์คือ นางรากษหรือรากษส ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับโมรา ภักษาหารโลหิต หัตถ์ขวาถือตรีศูล หัตถ์ซ้ายถือธนู มีสุกรเป็นพาหนะ

วันพุธ นางสงกรานต์คือ นางมณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย หัตถ์ขวาถือเข็ม หัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า มีลาเป็นพาหนะ
วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์คือ นางกริณี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา หัตถ์ขวาถือขอช้าง หัตถ์ซ้ายถือปืน มีช้างเป็นพาหนะ

วันศุกร์ นางสงกรานต์คือ นางกิมิทา ทัดดอกจงกลนี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำว้า หัตถ์ขวาถือพระขรรค์ หัตถ์ซ้ายถือพิณ มีกระบือเป็นพาหนะ

วันเสาร์ นางสงกรานต์คือ นางมโหทร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย  หัตถ์ขวาถือจักร หัตถ์ซ้ายถือตรีศูล มีนกยูงเป็นพาหนะ

เนื่องจากคนไทยให้ความสำคัญแก่บรรพบุรุษ และเคยมีการเซ่นไหว้ผีด้ำหรือผีเรือน ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษในหลายโอกาส โดยเฉพาะเมื่อขึ้นปีใหม่ ดังที่ 10 ประเพณี สงกรานต์ยังพบการปฏิบัตินี้ในกลุ่มชนชาติไทที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา เมื่อคนไทยนับถือพระพุทธศาสนาและรับประเพณีสงกรานต์เข้ามาเป็นประเพณีการขึ้นปีใหม่ จึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับ ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีที่ให้ความสำคัญต่อการแสดงความกตัญญูและความปรารถนาดีต่อกัน เป็นเวลาที่ลูกหลานรำลึกถึงญาติที่ล่วงลับไป และแสดงคารวะต่อญาติผู้ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่

ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีในสังคมที่นับถือพระพุทธศาสนา จึงมีการบำเพ็ญกุศลทางศาสนา เพื่อให้ใจผ่องแผ้วก่อนการขึ้นปีใหม่ ในขณะเดียวกันก็เป็นประเพณีที่ผู้คนมีโอกาสสนุกสนาน มีการเล่นสาดน้ำและการละเล่นเพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจ.

อ้างอิง : หนังสือประเพณีสงกรานต์ กระทรวงวัฒนธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง