พระครูธีรธรรม มาลังการ เจ้าอาวาสวัดไชยคำ สอนศีล สมาธิ ปัญญา คาถาป้องกันความรุนแรง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562 00:00:38 น.
สนธยา ทิพย์อุตร

ปัจจุบัน จิตใจของมนุษย์บางคนมีความโหดร้ายรุนแรงยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน จึงเป็นภาพสะท้อนถึงการขาดศีลธรรมประจำใจ ไม่เข้าวัดปฏิบัติธรรม ทำให้สังคมไม่น่าอยู่ ผู้คนหากินโดยสุจริตหวาดผวาในการดำเนินชีวิต เสี่ยง อันตรายทุกวินาที

ด้วยเหตุนี้ทำให้คนต้องเอาตัวรอด เห็นแก่ตัวกันมากขึ้น จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะสังคมเมืองหลวงและเมืองใหญ่มักจะเกิดปัญหาความรุนแรงมากกว่าสังคมชนบท ซึ่งในชนบทผู้คนยังคงมีความรักใคร่ สามัคคีปรองดอง เอื้ออาทรต่อกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานบุญประเพณีประจำปีต่างๆ การทำบุญ เข้าวัดปฏิบัติธรรม ฯลฯ ยังมีให้เห็นเป็นประจำทุกวัน

อย่างเช่น วัดไชยคำ ตั้งอยู่ตำบลคำพระ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ แม้จะเป็นวัดขนาดเล็ก มีเนื้อที่ 9 ไร่เศษ ก็มีญาติโยมพุทธศาสนิกชนเดินทางเข้าไปทำบุญสร้างกุศลอย่างหนาแน่น เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา เป็นมงคลแก่ชีวิต โดยมีพระครูธีรธรรม มาลังการ อายุ 50 ปี บวช 27 พรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดไชยคำและตำแหน่งเจ้าคณะตำบลคำพระ ปกครองพระสงฆ์ 5 รูป สามเณร 2 รูป มัคนายก 3 คน สังกัดมหานิกาย

พระครูธีรธรรม มาลังการ เจ้าอาวาสวัดไชยคำและเจ้าคณะตำบลคำพระ เล่าว่า วัดไชยคำสร้างเมื่อปี พ.ศ.2315 เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุ 244 ปี ด้วยแรงศรัทธาของญาติโยม พุทธศาสนิกชนบ้านคำพระ ร่วมกันสร้างกุฏิถวายหลังแรกแบบบ้านไม้โบราณ ใช้ได้มาถึงปี พ.ศ.2472 เพราะผุพัง จึงมีการก่อสร้างหลังใหม่แทนเป็นหลังที่ 2 และปี พ.ศ.2522 มีการรื้อถอนและก่อสร้างหลังที่ 3 จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2489 ศาลาการเปรียญหลังแรกที่สร้างอาสนสงฆ์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัด อาคารชำรุดทรุดโทรมมาก ชาวบ้านจึงได้ร่วมมือรื้อถอนออก และเมื่อปี พ.ศ.2491 ชาวบ้านจึงได้ร่วมมือกันก่อสร้างศาลาการเปรียญหลังที่ 2 ขึ้นแทนหลังเดิม โดยใช้ประกอบพิธีทางศาสนาจนถึงปี พ.ศ.2505 จากนั้นเมื่อปี พ.ศ.2506 พันเอกปิ่น มุทุกัณต์ อธิบดีกรมการศาสนาในสมัยนั้น ได้ให้งบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างศาลาการเปรียญหลังที่ 3 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2524

สำหรับอุโบสถ มีการก่อสร้างถึง 3 หลัง ซึ่งหลังแรก ก่อสร้างเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด หลังที่ 2 ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2471 ด้วยสภาพการใช้งานที่นาน อุโบสถจึงเก่าแก่ ชำรุด แต่ก็ยังคงสภาพเดิมไว้อย่างสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านคำพระจึงพร้อมใจกันก่อสร้างอุโบสถหลังที่ 3 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2537 เสร็จสมบูรณ์ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2540 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 3 ปี โดยได้รับงบประมาณจากพุทธศาสนิกชน ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสร่วมก่อสร้าง เป็นเงินทั้งสิ้น 4,900,000 บาท

ส่วนที่โดดเด่นซึ่งพุทธศาสนิกชนเดินทางเข้ามากราบไหว้ บนบานขอพรเป็นประจำก็คือ หลวงพ่อใหญ่ไชยมงคล ประดิษฐานอยู่ในวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ อายุ 200 ปี สูง 3 เมตร หน้าตักกว้าง 1.80 เมตร เนื่องจากชาวบ้านตั้งใจจะไปช่วยกันก่อสร้างพระธาตุพนม จ.นครพนม เมื่อเดินทางไปถึง อ.ธาตุพนม พบว่า องค์พระธาตุพนมก่อสร้างเสร็จแล้ว จึงเดินทางกลับบ้านคำพระ และเพื่อไม่ให้เสียความตั้งใจก็เลยร่วมกันสร้างพระพุทธรูป นามว่า หลวงพ่อใหญ่ไชยมงคลขึ้นมา ตามแรงศรัทธา และในระหว่างวันที่ 12-13 เมษายนของทุกปีก็จะมีการจัดงานประจำปีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะวันที่ 13 เมษายน คือ วันสงกรานต์ ก็จะมีการอัญเชิญองค์จำลองหลวงพ่อใหญ่ไชยมงคลแห่ไปรอบๆ ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านได้ร่วมกันสงฆ์น้ำหลวงพ่อใหญ่ไชยมงคล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว และที่สำคัญ ผู้คนนิยมเข้ามาอธิษฐานให้หลวงพ่อใหญ่ไชยมงคลช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น ขอบุตร สอบรับราชการ เลื่อนตำแหน่ง ฯลฯ หากสำเร็จจะมีการถวายผลไม้ 9 อย่างแก้บน และที่หลวงพ่อชอบมากที่สุดก็คือ การแก้บนด้วยการจุดบั้งไฟ

สำหรับด้านข้างใกล้กับวิหารหลวงพ่อใหญ่ไชยมงคล เป็นที่ตั้งของอุโบสถ โดยมีใบเสมาหิน อายุ 1,000 ปี ผุดขึ้นมาจากพื้นดินโดยรอบ จำนวน 8 ใบ ในแต่ละใบเสมาหินมีการสลักลวดลายอยู่บนเนื้อใบเสมาหิน 2 แบบ คือ แบบบัวคว่ำ บัวหงาย และแบบเป็นดาบ มีบัวคว่ำบัวหงายอยู่พื้นล่างและบริเวณลานด้านหน้าอุโบสถก็จะพบเห็นพระพุทธรูปนามว่า หลวงพ่อโตอุตมะ ปางมารวิชัย ขนาดสูง 15 เมตร หน้าตักกว้าง 5 เมตรอย่างสวยงาม

พระครูธีรธรรม มาลังการ เทศนาว่า เมื่อเรายึดมั่นเอาพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งแล้ว ไม่ดูหมอ แต่งแก้บูชา เสียเคราะห์เสียขวัญ เว้นจากการนับถือพระภูมิเจ้าที่ เทวบุตรเทวดา มนต์กลคาถาวิชาต่างๆ ถ้านับถือเมื่อใดก็ขาดจากคุณของพระรัตนตรัย การทำความดีนั้นเป็นอกาลิโก คือ ไม่เลือกกาลเวลา ทำเมื่อไรได้ผลเมื่อนั้น และควรบำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ก็ถือว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกา พวกเราทั้งหลายต้องเป็นผู้เชื่อกรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำใจให้บริสุทธิ์สดใส ซึ่งความเชื่อในพระพุทธเจ้ามี 4 ประการ คือ 1.กัมมสัทธา เชื่อกรรม 2.วิบากสัทธา เชื่อผลของกรรม 3.กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต 4.ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต อธิบายว่า กุศลกรรมคือ ความดี เหตุดี ได้ผลดี เหตุชั่ว ได้ผลชั่ว เชื่อว่าบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่ยังมีกิเลสานุสัย ทำกรรมอันใดด้วยกาย วาจา ใจ ก็ย่อมได้เสวยผลกรรมนั้นๆ กรรมนั้นแหละย่อมจำแนกสัตว์ผู้กระทำให้ประณีตและเลวทรามต่างกัน ความหยั่งรู้ในคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสงฆ์เจ้า เชื่อไปว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ ได้ชื่อว่าตรัสรู้ชอบแล้ว และสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว เป็นต้น

เมื่อเราศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ก็ให้พากันทำความดีให้ทุกวันไม่เลือกวันเวลา เช่น การปฏิบัติธรรม ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว ว่าทำวันนั้นเวลานั้นจึงจะเจริญดีมีความสุข คือ การทำความดีนั้นเป็นอกาลิโก คือ ไม่เลือกาลเวลา ทำเมื่อไรได้ผลเมื่อนั้น ถือเอาความเหมาะสมและสะดวกเป็นประมาณ ขอให้ทำบุญในพระพุทธศาสนา คือ ให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ก็เชื่อว่า รักษาสมบัติอุบาสกอุบาสิกาไว้ได้

พระครูธีรธรรม มาลังการ เทศนาตอนสุดท้ายว่า ขอให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนทั้งหลายปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา ได้แก่ ศีล ก็คือ ให้ถือศีล 5 ข้ออย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามลักทรัพย์ ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามดื่มสุรา ห้ามประพฤติผิดในกาม และห้ามพูดเท็จ หากทุกคนทำได้ ปฏิบัติได้ ก็จะมีแต่ความสงบ ไม่วุ่นวายเหมือนทุกวันนี้ ส่วนสมาธิ ก็บอกในตัวมันเองแล้วจะต้องตั้งมั่น ยึดมั่น และปัญญา ถ้าคนเรามีปัญญา จะทำอะไรต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองให้ดี แล้วปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่ประสบก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี....

ข่าวที่เกี่ยวข้อง