ข่าวอินโฟเควสท์
23:18 บอนด์ยีลด์สหรัฐไร้ทิศทาง จับตาคืบหน้าสหรัฐ-จีนเจรจาการค้า   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวไร้ทิศทางในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนยังรอความชัด…
23:04 ราคาทองฟิวเจอร์ย่อตัว สวนทางหุ้นพุ่ง ขณะนักลงทุนเปิดรับความเสี่ยง   ราคาทองฟิวเจอร์ย่อตัวลงในวันนี้ สวนทางตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้น ขณะที่นักลงทุนพาก…
22:55 ปอนด์พุ่งนิวไฮ 4 เดือน หลังมีข่าวอังกฤษ-EU กำลังร่างข้อตกลง Brexit   ปอนด์พุ่งขึ้นเทียบดอลลาร์และยูโร ขานรับความหวังที่อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU)…
22:41 ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลงต่อเนื่องจากวานนี้ หลังเผยตัวเลขศก.จีนอ่อนแอ   สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ปรับตัวลงในวันนี้ ต่อเนื่องจากที่ดิ่งลงวานนี้…
22:25 ดอลลาร์ดีดตัวในกรอบ 108 เยน นักลงทุนจับตาความชัดเจนเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน   ดอลลาร์ดีดตัวแตะช่วงบนของกรอบ 108 เยน ขณะที่นักลงทุนจับตาความชัดเจนใน…

รัฐบาลตื่นตัวจัดโครงการรองรับชาวสูงวัย

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562 00:00:28 น.

จากข้อมูลของ "ระบบฐานข้อมูลด้านสังคมและคุณภาพชีวิต" โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ พบว่า จำนวนประชากรไทยในปี 2561 ทั้งสิ้น 66.41 ล้านคน ในจำนวนนี้ ประมาณ 10.66 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุ หรือคิดเป็น 16.1% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และเมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลังไปอีก 10 ปี คือ ในปี 2551 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 63.38 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ ประมาณ 6.9 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุ หรือคิดเป็น 10.9% สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

เหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องเร่งพิจารณาหาแนวทางในการรองรับ และดูแลเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับคุณภาพชีวิตที่ควรจะเป็น ทำให้อาจจะได้เห็นรัฐบาลออกหลายแนวทางเพื่อรองรับการใช้ชีวิตในวัยเกษียณของผู้สูงอายุในหลายส่วน เช่น การสนับสนุนเรื่องการออมเงินในรูปแบบต่างๆ และที่ขาดไม่ได้คือ "ที่อยู่อาศัย" ซึ่งถือเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะต้องยอมรับว่าไม่ใช่ผู้สูงอายุในประเทศไทยทุกคนที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ประเด็นนี้จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่รัฐบาลให้ความสนใจ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

โครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรบนที่ดินราชพัสดุ (โครงการซีเนียร์คอมเพล็กซ์) โดย "กรมธนารักษ์" จึงเป็นอีกโครงการสำคัญที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี โดยได้มีการจัดทำโครงการนำร่องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นความร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี บนที่ดินราชพัสดุ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ด้วยเนื้อที่ 72-1-97 ไร่ มูลค่าที่ดิน 49.48 ล้านบาท ซึ่งกรมธนารักษ์จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนที่ดิน จ.สมุทรปราการ เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินโครงการ และโรงพยาบาลรามาธิบดีจะดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าวตามเงื่อนไขที่กรมธนารักษ์กำหนด โดยโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรนี้ เบื้องต้นจะสร้างเป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ จำนวน 500 ยูนิต

ซึ่งตามมาสเตอร์แพลน จะมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน ได้แก่ Hospice Zone เนื้อที่ประมาณ 32 ไร่, Senior Housing Zone เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ และ Nursing Home Zone เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่

สำหรับโครงการศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจรนี้ จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สำคัญ และการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุให้มีความเหมาะสม ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี พร้อมทั้งมีบุคลากรทางการแพทย์ให้การดูแลอย่างถูกต้อง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

อมรรัตน์ กล่ำพลบ รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ฉายภาพวัตถุประสงค์หลักของโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรนี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว จึงมีนโยบายในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านระบบ Housing เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง

"รัฐบาล หรือกรมธนารักษ์ ไม่ได้บังคับให้ผู้สูงอายุทุกคนจะต้องเข้ามาอยู่ในโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรนี้ แต่การดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อเป็นการรองรับ และเป็นการจัดเตรียมที่อยู่อาศัยที่มีความเหมาะสมกับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุที่มีความต้องการอย่างแท้จริง"

ขณะที่ความคืบหน้าของโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร บนที่ราชพัสดุ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดโครงการก่อสร้าง วิธีการ รูปแบบในการบริหารจัดการ และกำหนดเงื่อนไข รวมถึงคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่จะเข้าพักอาศัย ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะมีความละเอียดอ่อนอยู่มาก จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและให้มีความเหมาะสมมากที่สุด

นอกจากนี้ยังมีโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรบนที่ดินราชพัสดุ เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ารูปแบบการก่อสร้างและเงื่อนไขต่างๆ จะใกล้เคียงกับโครงการที่กรมธนารักษ์ดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี

ทั้งนี้ ในส่วนของผลตอบแทนจากการดำเนินโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรนั้น กรมธนารักษ์จะกำหนดผลตอบแทนตามหลักประชารัฐ คือ จะคิดค่าเช่าตารางวาละ 1 บาทต่อเดือน ค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่า 2 เท่าของค่าเช่า 1 ปี ยกเว้นโครงการที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะมีการกำหนดตามระเบียบของกระทรวงการคลัง โดยผู้สูงอายุที่มีสิทธิ์ในโครงการจะต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มเป้าหมายในช่วงแรกจะเป็นกลุ่มข้าราชการบำนาญ เพราะมีความมั่นคงสูง และไม่มีความเสี่ยงหากต้องมีการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน

ไม่เพียงแต่โครงการจากกรมธนารักษ์ และ พม.เท่านั้น แต่ยังมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน โดยล่าสุด ธอส.ได้ลงนาม (MOU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ของ "โครงการสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา" และพัฒนา "โครงการศูนย์กลางพัฒนาสุขภาพพลานามัยผู้สูงอายุ (Senior Complex)" หรือโครงการ Lakeside Premier Complex ในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษสำหรับกิจการการแพทย์ครบวงจร (EECmd) ธรรมศาสตร์พัทยา

เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการลงนามฉบับดังกล่าวว่า เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและบริการต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนให้ทุกส่วนเตรียมความพร้อมรับการที่ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 20% ในอีก 2 ปีข้างหน้า

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีศักยภาพในนวัตกรรมทางสุขภาพและระบบการแพทย์ครบวงจร ตอบโจทย์การดูแลผู้สูงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ขณะที่ ธอส.เองก็มีนโยบายในการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ดังนั้น MOU ฉบับนี้จึงเป็นการจุดประกายให้เกิดการศึกษาวิจัย รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อแก่โครงการศูนย์กลางพัฒนาสุขภาพพลานามัยผู้สูงอายุ หรือโครงการ Lakeside Premier Complex ในอนาคต

โดยโครงการ Lakeside Premier Complex นั้น จะอยู่ในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษสำหรับกิจการการแพทย์ครบวงจร (EECmd) ธรรมศาสตร์พัทยา ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) โดยเฟสที่ 1 มูลค่าการลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท ประกอบด้วย อาคารที่พักอาศัย จำนวน 3 หลัง ห้องพักขนาด 50-60 ตารางเมตร จำนวน 150 หน่วย คลินิกเฉพาะทางสำหรับผู้สูงอายุ การตรวจรักษาทั่วไป คลินิกทันตกรรมผู้สูงวัย คลินิกฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย และคลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย รวมทั้งมีการให้ความรู้เรื่องอาหาร สมาธิ โยคะ เป็นต้น

ด้าน ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. ระบุว่า ธอส.มีพันธกิจที่สำคัญคือการขับเคลื่อนให้คนไทยมีบ้าน พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐด้านที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิต และเห็นถึงความสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้เกิดความมั่นคงในการอยู่อาศัยภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงพร้อมที่จะสนับสนุนการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยการจัดทำ "โครงการบ้าน ธอส.เพื่อผู้สูงอายุ"

โดยแบ่งเป็นการให้สินเชื่อสำหรับผู้กู้รายย่อย (Post Finance) และสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการ (Pre Finance) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวไปสู่สังคมผู้สูงวัยของประเทศไทยในอนาคตต่อไปธอส.พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัย ดังนั้นการลงนามในครั้งนี้จะเป็นความร่วมมือเพื่อสนับสนุนศูนย์กลางพัฒนาสุขภาพพลานามัยผู้สูงอายุ บนพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา ถือเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อสังคมไทยในระยะยาว และชุมชนโดยรอบเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC).

ข่าวที่เกี่ยวข้อง