คอลัมน์: ท่านขุนน้อย: ระหว่าง 'การเมือง' กับ 'วัฒนธรรมประเพณี'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 15 เมษายน 2562 00:00:07 น.
ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่

ผู้ที่เป็นซะยิ่งไปกว่า ผู้หลัก-ผู้ใหญ่ ของบ้านเมือง คือเป็นถึง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ท่านได้ทรงประทานพร ให้กับบรรดาทวยไทยทั้งหลาย ในช่วง วันสงกรานต์ ที่ผ่านมา ด้วยถ้อยคำที่สั้นๆ เรียบๆ ง่ายๆ แต่โดยความหมายและเนื้อหานั้น ต้องเรียกว่าทั้งยาวไกล ทั้งลึกซึ้ง และสลับซับซ้อนสุดแสนจะพรรณนา โดยเฉพาะสำหรับ อนาคต เบื้องหน้าของสังคมไทยที่ยังไม่รู้ว่าจะออกหัว-ออกก้อย ไปในแนวไหน???


คือโดย พร ที่ว่า...คงไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า การเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมและประเพณี นั่นเอง เช่น การแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อ ความมีน้ำใจ-ไมตรี ระหว่าง เด็ก กับ ผู้ใหญ่ ทั้งทางกาย วาจา ใจ อันถือเป็นส่วนหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาวัฒนธรรม ประเพณี แห่งวันสงกรานต์ มาโดยตลอด ชนิดเป็นสิ่งที่ควรต้องรักษา สืบทอด มิให้สูญสิ้นไปเป็นอันขาด เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่า...เพียงแค่การรักษาสิ่งที่ดูเรียบๆ  ง่ายๆ เหล่านี้เอาไว้ได้เท่านั้น อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้ความปวดเศียร เวียนเกล้า ในเรื่องทัศนคติ ค่านิยม มุมมองที่แตกต่างกันระหว่าง คนรุ่นเก่า กับ คนรุ่นใหม่  ระหว่าง ไดโนเสาร์ กับ กะปอม ที่ทำให้ใครต่อใครต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า อ้วกแตก อ้วกแตน กันมาพอสมควร น่าจะที่เบาๆ คลายๆ ลงไปได้มั่ง...


ส่วนอีกรายหนึ่ง...ที่สามารถถือเป็น ผู้หลัก-ผู้ใหญ่ ของบ้านเมืองได้อย่างเต็มปาก เต็มคำ นั่นก็คือ ป๋าเปรม ผู้กำลังย่างเข้าสู่วัย ครบร้อย หรือครบหนึ่งศตวรรษด้วยความน่าประหลาด มหัศจรรย์ น่าตื่นตา ตื่นใจ เอามากๆ ดูเหมือนไม่น่าจะต่ำกว่า 2 ครั้งแล้ว ที่ ป๋า ท่านได้พยายามย้ำนัก ย้ำหนา ถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมประเพณี ชนิดที่น่าจะมีความหมายลึกซึ้ง กว้างไกล และยิ่งใหญ่ไปกว่าคำพูดแบบธรรมดาๆ เพราะสำหรับ ป๋า แล้ว...การรักษาสิ่งที่ว่านี้เอาไว้ให้ได้ มีความหมายถึงขั้นไม่ต่างอะไรไปจาก การรักษาชาติ หรือรักษาประเทศทั้งประเทศ สังคมทั้งสังคม เอาเลยประมาณนั้น อันเป็นสิ่งที่ถูกนำมาย้ำเอาไว้อีกครั้ง ต่อหน้าผู้บริหารบ้านเมือง ในช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา...


อาจด้วยเหตุเพราะสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม-ประเพณี...เอาเข้าจริงๆ แล้ว น่าจะไม่ได้ต่างอะไรไปจาก ศีลธรรม ในระดับอ่อนๆ หรือระดับขั้นพื้นฐานนั่นเอง คือไม่ว่ามันจะถูกประดิษฐ์ คิดค้น ขึ้นมาโดยใคร? หรือในช่วงไหนต่อช่วงไหนของประวัติศาสตร์สังคมก็แล้วแต่ แต่ถ้าหากมันไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ รองรับเอาไว้แล้วไซร้ มันคงไม่สามารถถักทอ บูรณาการ ให้เกิดการยอมรับ การผูกติด ยึดโยง จนกลายเป็นอันหนึ่ง-อันเดียวกัน กับวิถีทางและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมได้ง่ายๆ และด้วยเหตุที่มันมี ธรรมะ หรือมี ศีลธรรม ระดับอ่อนๆ ระดับพื้นฐานรองรับเอาไว้เช่นนี้นี่เอง มันจึงสามารถนำไปใช้เป็น คำตอบ ต่อ คำถามต่างๆ ของสังคมปัจจุบันและอนาคต เผลอๆ...อาจมากซะยิ่งกว่าสิ่งที่เรียกกันว่า การเมือง ไปจนถึงระบบ ระบอบ การปกครองใดๆ ก็ตาม...


เพราะภายใต้ระบบการเมือง การปกครอง ใดๆ ก็แล้วแต่...โอกาสที่จะนำเอา ธรรมะ หรือ ศีลธรรม ไม่ว่าระดับอ่อนๆ หรือระดับแก่ๆ ไปสอดแทรก รองรับ อยู่ภายใต้กระบวนการที่ว่า มันออกจะเป็นอะไรที่ ดิ้นได้ หรือดิ้นไป-ดิ้นมาอยู่พอสมควร ด้วยเหตุเพราะต่างฝ่ายต่างก็มักอ้างตัวเป็น ฝ่ายธรรมะ และเพียรพยายามที่จะทำให้ผู้ซึ่งอยู่ฝ่ายตรงข้าม ต้องกลายเป็น ฝ่ายอธรรม เสมอไป ดังนั้น...ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ มันจึงมีทั้งดีๆ-ชั่วๆ ปะปนกันไป ชนิดโอกาสที่จะแยกความดีออกจากความชั่ว แยกคนดีออกจากคนเลว ออกจะเป็นอะไรที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ จนยากที่จะหาความหมาย คำจำกัดความ กันได้ถนัดๆ ดังเช่นประชาธิปไตยที่นำไปสู่ความฉิบหาย เผลอๆ...อาจเลวร้ายซะยิ่งกว่าเผด็จการที่นำไปสู่ความสงบเรียบร้อยไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า...


การหันมาอาศัยสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามเป็นตัวรองรับโครงสร้างสังคม แทนที่จะอาศัยแค่ระบบการเมือง การปกครอง จึงเป็นอะไรที่ทั้งประณีต ลึกซึ้ง ละเอียด รอบคอบ และทั้งก้าวหน้า ก้าวไกล เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมองไปถึงความเป็นไปของโลกควบคู่ไปด้วยแล้ว เพราะกระทั่ง นักวิทยาศาสตร์ ระดับแนวหน้าของโลก ที่มุ่งศึกษาวิจัยถึงกระบวนการความเป็นไปในหมู่มวลมนุษย์ ระดับลึกไปถึงยีน ถึงดีเอ็นเอมาเป็นเวลานับทศวรรษๆ และได้เผยแพร่ผลงานการศึกษาไว้ในเอกสารที่ชื่อว่า ความบอบบางทางสติปัญญาของเรา (Our Fragile intellect) เมื่อช่วงต้นปี ค.ศ.2013 โดยทีมงานมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University School of Medicine) ภายใต้การนำของ ดร. Gerald Crabtree  ก็ยังถึงกับให้ข้อสรุปเอาไว้ชัดเจนว่า เฉพาะแค่อาศัยระบบการเมือง การปกครอง อันมีที่มาจาก ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นั้น ย่อมไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่กำลังก่อให้เกิดภาวะที่เรียกๆ กันว่า วิกฤตการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน (Unprecedented Crisis) ได้เลย...


และด้วยการหันไปอาศัย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ อันมีที่มาจากการวิเคราะห์ วิจัย ลึกลงไปถึงความเป็นไปในหมู่มวลมนุษย์นั่นเอง ที่ทำให้เอกสารวิจัยชิ้นนี้ต้องสรุปไว้ว่า... จากหลักฐานและข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ได้แสดงให้เห็นโดยชัดเจนแล้วว่า ยีนทางด้านสติปัญญาและความมั่นคงทางอารมณ์ของมนุษย์กำลังอ่อนแอ และเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ และถ้าเราต้องการที่จะดัดแปลงระบบสังคม (การเมือง-การปกครอง) ของเรา ให้กลับมามีความเข้มแข็ง สามารถประคับประคองตัวเองให้พอมีเวลาแก้ปัญหาเหล่านี้ในระยะยาว ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์กำลังบอกเราว่า...วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ ก็คือการหาทางฟื้นฟูคุณธรรม ศีลธรรม ความดีงาม การกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกช่วยเหลือ เผื่อแผ่กันและกัน ในหมู่มวลสมาชิกในสังคมให้กลับคืนขึ้นมาให้จงได้ อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมประเพณี ถึงได้มีความสำคัญ ลึกซึ้ง ก้าวหน้า ก้าวไกล ซะยิ่งกว่าประชาธิปไตย-ไม่ประชาธิปไตย ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า...


ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก High Roads of Literature ... Wit and sense, virtues and human knowledge-all that might make this dull world a business of delight.- ปัญญา ไหวพริบ สติสัมปชัญญะ คุณธรรมและความรู้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ กล่าวโดยย่อก็คือ สิ่งที่จะเอื้ออำนวยให้โลกอันน่าเบื่อ กลายเป็นสถานที่อันน่าอภิรมย์...


ข่าวที่เกี่ยวข้อง