งานวิจัยใต้ร่มพระบารมี เหลืองอร่ามงานวิจัยเพื่อชุมชน ตามรอยพ่อแห่งความพอเพียง

ข่าวบันเทิง 16 เมษายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่าเป็น "พระบิดาแห่งการวิจัยไทย" ทรงเป็นต้นแบบในการวิจัยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรไทย โดย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชการที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้ทรงสืบสานต่อ ในงาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2562" ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ได้ร่วมกับหน่วยงานในระบบวิจัยร่วมกันจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน ณ โรงแรมเซนทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็ลทรัลเวิลด์

ปีนี้มีผลงานวิจัยจากทั่วประเทศมาจัดแสดงกว่า 600 ผลงาน และมีงานวิจัยส่วนมากน้อมนำปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" มาใช้ในการคิดค้นเพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของท้องถิ่นให้มั่นคง ยั่งยืน เนื่องในวาระอันเป็นมงคลที่พสกนิกรตั้งตารอคอย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ใกล้จะมาถึงนี้ ภายในงานมีผลงานวิจัยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดสุดหนึ่งจาก ๖00 ผลงานที่คิดค้นออกมาล่าสุดในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 ในคอนเซ็ปต์ "สีเหลือง" ที่อวดออร่าให้ผู้มาชมงานได้ชื่นชมกันหลายผลงาน ดังนี้

ผลงานแรกเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหา เสื้อผ้าสีเหลืองมาส่วมใส่ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรในเดือนพฤษภาคม ที่จะถึงนี้ กับผ้าทอสีเหลืองอร่ามลาย "เหลืองเตาปูน" จาก เลอ คอสตูม บ้านปีก บาย มูพา ผลงานวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอบ้านปีก สินค้าประจำ บ้านปีก ต.อ่างศิลา จ.ชลบุรี นำโดย อ.สัณท์ไชญ์ เอื้อศิลป์คณบดี คณะการแสดงและดนตรี มหาวิทยาลัยบูรพา

นักวิจัย สร้างสรรค์ชุดสวยในคอลเล็กชั่น Classy Temp Classic โดยนำผ้าลายเหลือง เขียวเตาปูน มาจัดแสดงและสะกดสายตาทุกคู่ให้หยุดที่ ลายผ้าพิมพ์ที่คิดค้นใหม่ ที่ได้แรงบันดาลใจจากการศึกาลวดลายจากจิตรกรรมฝาผนัง และลายเครื่องปั้นดินเผาที่พบในวัดเตาปูน วัดเก่าแก่ของบ้นปีกที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยนักวิจัยนำสีเชียวและเหลืองของลวดลายไทยที่ปรากฎ มาจัดเรียงด้วยกราฟฟิกดีไซน์ และนิยามสีที่ออกแบบใหม่ว่า "เหลืองเตาปูนและเขียวเตาปูน" จากนั้น นำไปออกแบบชุดให้มีความร่วมสมัย ผสานการตัดเย็บอย่างประณีตในแบบ กูตูร์ สไตล์ ส่งผลให้ผ้าทอบ้านปีกคอลเลคชั่นนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากเหล่าแฟชั่นนิสต้าที่เป้นคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าผืนลายเหลืองเตาปูน มีผู้สอบถามเข้ามามาก เนื่องจากมีความต้องการนำไปตัดชุดเพื่อสวมใส่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก"

ด้าน คระคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฎพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลกได้นำ ผ้าทอลายพื้นเมืองพิษณุโลก "ลายดอกปีบ" มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋า และของที่ระลึก เพื่อให้แบบทันสมัยและถูกใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ผ้าทอพื้นเมืองพิษณุโลก ลายดอกปีบ มีประวัติความเป็นมาจากการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทาน "ต้นปีบ" ให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวังในขณะนั้นจังหวัดพิษณุโลกยังไม่มีลายผ้าทอเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง จึงได้นำดอกปีบมาเป้ฯแรงบันดาลใจในการคิดลายดอกบีบ และยก "ลายดอกปีบสีม่วง" ให้ผ้าทอลายพื้นเมืองประจำจังหวัดพิษณุโลก ต่อได้มีการทอผ้าลายดอกปีบในสีต่างๆ ซึ่งนอกจาก ลายดอกปีบสีม่วง แล้ว สีที่ได้รับความนิยม ลายดอกบีปสีเหลือง ผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดใหม่เกิดจากการนำผ้าทอลายดอกปีบที่เหลือจากการตัดเย็บเสื้อผ้ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าที่ระลึก อาทิ กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เหรียญ ตุ๊กตา พวงกุญแจ เป็นการเพิ่มมูลค่าเศษผ้า ซึ่งได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการนำนวัตกรรมใหม่ "3D-CG เทคโนโลยี การออกแบบสิ่งทอด้วยโปรแกรม 3มิติ" ที่จะช่วยให้ผ้าทอผืนสวยถูกตัดเย็บออกมาได้อย่างสวยงาม และยังเศษผ้าที่นำไปสร้างสรรค์อย่างอื่นได้อีก อ.นิติ นิมาลา สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี เล่าว่า 3D-CGเทคโนโลยี จะช่วยให้นักออกแบบสามารถมองเห็นภาพของชุดเสื้อผ้าที่ออกแบบในรูปแบบสามมิต ช่วยให้การวางลายผ้าทำได้อย่างสวยงาม เมื่อนำไปตัดเย็บจริงจะทำให้เกิดความสูญเสียของลายและเนื้อผ้าน้อยที่สุดหรือไม่เกิดขึ้นเลย และชุดที่ได้ก็จะมีสวยงาม ปราณีต ซึ่งเหมาะกับนักออกแบบที่มีความรู้ด้านแพทเทิร์น และนักออกแบบตัดเย็บที่ทำตลาดแบบออนไลน์ ที่อาจจะไม่ได้วัดสัดส่วนของลูกค้าด้วยตัวเอง สามารถใช้ได้กับงานออกแบบสิ่งทอทุกชนิด เช่น การออกแบบเสื้อผ้ากระเป๋า รองเท้า เป็นต้น"

ผลงานวิจัยเหล่านี้ ล้วนเป็นผลงานวิจัยนวัตกรรมที่นักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา ได้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์แก้ปัญหาชุมชน โดยน้อมนำปรัชยาพอเพียงมาเป็นหลักในการทำงาน เพราะหากชุมชน สังคมเข้มแข็ง ชาวบ้านสามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานไปแออัดยัดเยียดในเหมืองใหญ่ ทำให้ภูมิปัญญา อาชีพท้องถิ่นก็ยังคงอยู่ไม่สูญหาย แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาต่อยอดได้ยั่งยืน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ