คอลัมน์ท่านขุนน้อย: การปรองดองที่มิควรจะปฏิเสธ

ข่าวทั่วไป 19 เมษายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่ ฮื่ออ์อ์อ์...น่าจะปิดฉาก เก็บฉาก ไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว สำหรับเรื่อง รัฐบาลแห่งชาติ หลังจากที่ไม่ว่าฝ่ายเผด็จการ หรือฝ่ายประชาธิปไตย ต่าง ไม่เห็นควรด้วย ไปด้วยกันทั้งสิ้น บรรดานักคิด นักมโน นักจินตนาการ นักวาดวิมานในอากาศ ก็เลยมีแต่ต้อง ด้วน กันไปตามสภาพ แต่ถึงแม้จะด้วนๆ ไปแล้ว ก็ยังทำท่าว่ายังอยากจะ งอก ใหม่ขึ้นมาซะอีกต่างหาก... นั่นก็คือการเปลี่ยนยี่ห้อ เปลี่ยนแบรนด์เนม ไปเป็น รัฐ บาลปรองดอง กันแทนที่ โดยกะจะให้บรรดา นักการเมือง ทั้งหลาย ที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรง โดยอ้อม หรือไม่ว่า ส.ส.เขตและ ส.ส.สัดส่วนของแต่ละพรรค หันมาสุมหัวรวมตัวหาทางปรองดองระหว่างกันและกัน แล้วค่อยๆ หาจุดลงตัวว่าจะเอาใครเป็นประธานรัฐสภา ไปจนถึงใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีกันดี โดยไม่ต้องไปสนใจวุฒิสมาชิกที่มาจากการลากตั้ง จำนวน 250 คน ให้ต้องเสียมู้ดส์ เสียรังวัด โดยใช่เหตุ...

แต่สุดท้าย...ก็คงจะ เดี้ยง หรือคงจะ ด้วน ไปอีกครีเอทีฟ ไอเดีย กันจนได้นั่นแหละ เพราะแม้ว่าคำว่า ปรองดอง จะเป็นอะไรที่ดูดี ดูอ่อนโยน นุ่มนวล ละมุนละไม แต่ถ้าหากดันมาปรองดองกันอยู่แต่เฉพาะในหมู่ นักการเมือง อันนี้...มันออกจะน่าสยดสยอง น่าขนลุก ขนพอง ยังไงพิกล เพราะเมื่อไหร่ที่นักการเมืองเขาคิดจะปรองดองซึ่งกันและกัน บรรดาประชาชีอย่างเราๆทั่นๆ ทั้งหลาย มักต้อง ซวย...กับ...ซวย อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ สู้ปล่อยให้เขาไล่เตะ ไล่ถีบ ไล่ฟัด ไล่งับ กันไปตามคุณลักษณะพิเศษของความเป็นนักการเมือง ที่ต่างก็มีเขี้ยว มีปีก มีหาง ไปด้วยกันทั้งสิ้น อันนั้นนั่นแหละ...มันถึงจะพอช่วยป้องกันไม่ให้ ผลประโยชน์แห่งชาติ ต้องถูกแปรสภาพให้กลายเป็น ผลประโยชน์ส่วนตัว ไปซะแทบทุกครั้ง...

คือถ้าหากจะ ปรองดอง กันโดยมีผลประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์แห่งชาติ เป็นตัวตั้งซะอย่างแล้ว ขอบเขตแห่งการปรองดอง มันน่าจะไม่ถูกจำกัดเอาไว้แต่เฉพาะในหมู่นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.เขต หรือ ส.ส.สัดส่วนก็แล้วแต่ แต่มันควรจะขยายผล ขยายขอบเขต ให้กินความไปถึงผู้คนในแทบทุกส่วน ทุกบทบาท หน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิก 250 คน ที่ใครจะเป็นผู้ลากตั้งก็ตาม แต่ในเมื่อมันได้ถูกกำหนดเอาไว้ในกฎหมาย ในรัฐธรรมนูญ ให้มีบทบาท หน้าที่ ในทางหนึ่ง ทางใด ก็แล้วแต่ ก็คงหนีไม่พ้นต้องหาทางปรองดองเอาไว้ด้วย วิถีทางรัฐสภา มันถึงจะพอเป็นไปได้ด้วยดี...

หรือแม้แต่ผู้คนนอกสภาฯ...อย่างบรรดาทวยทหารทั้งหลาย ก็คงต้องหาทางปรองดองเอาไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะถ้าหากไม่คิดจะปรองดอง โอกาสที่จะโดนเตะ โดนถีบ โดนปฏิวัติรัฐประหาร มันก็คงต้องเกิดอย่างที่เคยเกิดๆ ขึ้นมาโดยตลอดนั่นแหละ ไปจนถึงข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ ล้วนแต่ต้องหาทางปรองดอง แบบไม่คิดจะ ดอง ใครก็ตามที่ไม่ใช่เพื่อนกูพวกกู อย่างที่บรรดานักการเมืองทั้งหลายมักประพฤติ ปฏิบัติ มาโดยตลอด ทันทีที่มีโอกาสขึ้นมามีอำนาจ ยิ่งโดยเฉพาะมวลชน หรือปวงชนชาวไทยด้วยแล้ว ยิ่งต้องปรองดอง แบบต้องไม่แบ่งแยกว่าจังหวัดไหนไม่เลือกกู ก็ไม่ต้องโอนงบไปให้ หรือต้องไม่คิดจะแยกว่าประชาชนฝ่ายใคร ฝ่ายกู หรือฝ่ายมึง อันส่งผลให้การปรองดองโดยทั่วไปทั้งหลาย ยังคงต้องถูก ดอง อยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้...

คือพูดง่ายๆ...ก็คือการเปิดโอกาส เปิดพื้นที่ ให้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกบทบาท หน้าที่ ต่างสามารถ มีส่วนร่วม ต่อการกำหนดทิศทางของบ้านเมืองได้ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ต้องไปแบ่งแยกกีดกันว่าใครเป็นฝ่ายอนุรักษ์ หรือฝ่ายก้าวหน้า เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นเผด็จการ เป็นคนรุ่นเก่า หรือรุ่นใหม่ อาศัยพื้นฐานของ วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม อันประกอบไปด้วยน้ำใจและไมตรีนั่นแหละ เป็นเครื่องยึดโยงให้แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่าย แต่ละบทบาท หน้าที่ ต่างมีโอกาส พบกันได้ครึ่งทาง เสมอๆ แทนที่จะอาศัย วัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งออกจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะมีวัฒนธรรม หรือมีอารยธรรมมากมายซักเท่าไหร่ มาเป็นตัวแบ่งแยก กีดกัน การมีส่วนร่วมของแต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่าย จนท้ายที่สุด...ถึงได้ทำให้ประชาธิปไตยเฉยๆ หรือประชาธิปไตยที่ลอกเลียนมาจากตะวันตก มันเลยต้องกลายเป็น เผด็จการรัฐสภา ไปจนได้...

แถมยังเป็นเผด็จการที่หนักไปทางใจบาป หยาบช้า ไม่ได้เห็นคุณค่า ความสำคัญ ของ วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม อีกต่อไปเลย ไม่สนใจต่อทัศนคติ ค่านิยม ที่เติบโต พัฒนา มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ไม่เห็นคุณค่าของผู้หลัก-ผู้ใหญ่ ไม่เห็นความมีน้ำใจ ไมตรี ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย ไม่สนใจความดีงาม คุณธรรม หรือศีลธรรมใดๆ แถมหลังๆ มานี้...ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เรียกว่าขนาด ยิ้ม ยังยิ้มแทบไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรียกๆ กันว่า ยิ้มสยาม ซึ่งเคยเป็นสิ่งสำคัญมิใช่น้อย ยังถูกแปลความ ตีความ ถูกอธิบายว่าเป็นความโง่ ความบื้อ ความไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว กันไปซะอีก ลามไปถึงการนับญาติในหมู่ลุง-ป้า-น้า-อา พ่อมๆ-แม่มๆ โน่นเลย ยังกลายเป็นอะไรที่ไม่เก๋ ไม่ทันสมัย ไม่อนาคตใหม่ซะอีกล่วย...

อันนี้นี่แหละ...เลยทำให้หนีไม่พ้นต้องหาทางขยายขอบเขตการ ปรองดอง ออกไปให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยอาศัยเครื่องมืออื่นๆ ที่ไม่ใช่แต่เฉพาะ การเมือง แต่เพียงอย่างเดียว จะเป็นศาสนา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ก็แล้วแต่ ที่เคยช่วยเชื่อมโยง ยึดโยง บรรดาทวยไทย หรือปวงชนชาวไทยทั้งหลาย ให้มีโอกาสเกิดและเติบโตอยู่ร่วมกันโดยสันติ บนผืนแผ่นดินที่เรียกว่าประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม มานับร้อยๆ พันๆ ปี จนตราบเท่าทุกวันนี้ และถ้าหากคิดจะปรองดองกันในแนวนี้ สุดท้ายก็คงต้อง เสร็จบิ๊กตู่ อยู่ดีนั่นแล!!!

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Henry Boye (อีกครั้ง)... The most important trip you may take in life is meeting people halfway.- การเดินทางครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งคุณน่าจะนำไปใช้กับวิถีชีวิต ก็คือ...การพบกันครึ่งทาง...


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ