คอลัมน์: NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับภาษาไทย: สัญจรวิถีของคนกรุง

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 20 เมษายน 2562 00:00:57 น.
เรื่อง: สิรินยา วัฒนสุขชัย
ภาพถ่าย: เอกรัตน์ ปัญญะธารา
ความที่อยู่กรุงเทพฯ ทุกคนจึงต้องหาวิธีเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเอง

เลิกงานแล้วฟ้ายังโปร่ง "ศิวา" พนักงานออฟฟิศวัยกลาง 40 ตัดสินใจเดินจากที่ทำงานของเธอไปท่าเรือคลองแสนแสบท้ายถนนทองหล่อ เพื่อโดยสารเรือไปท่าวัดเทพลีลา ย่านรามคำแหง แล้วต่อรถสองแถวกลับบ้านย่านห้วยขวาง

แม้จะทำงานแถวนี้มานานหกเจ็ดปี แต่เธอเพิ่งค้นพบว่า การเดินทางกลับบ้านด้วยเรือคลองแสนแสบนั้นค่อนข้างสะดวก แม้ต้องทนกลิ่นน้ำในคลอง และกังวลถึงอันตรายขณะก้าวขึ้นลงตอนเรือจอดเทียบท่าอยู่สักหน่อย กระนั้นก็ทำให้เธอคำนวณเวลาการเดินทางได้ค่อนข้างแน่นอนกว่าการเดินทางบนท้องถนน แต่หากวันไหนที่ฝนฟ้าไม่เป็นใจ ศิวาก็จะเลือกเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีทองหล่อเพื่อต่อรถไฟฟ้าใต้ดินแทน ชีวิตการสัญจรในวันทำงานของศิวามีทางเลือกหลายเส้นทาง ทั้งทางบก ทางน้ำ และระบบราง ตอนเช้าเธอมักเดินทางด้วยรถเมล์ เพราะสามารถนั่งจากบ้านถึงที่ทำงานได้ในต่อเดียว

เมื่อปลายปี 2560 กระทรวงคมนาคมได้เสนอการจัดทำแผนแม่บทบูรณาการพัฒนาระบบการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เชื่อมโยงขนส่งมวลชน "ล้อ ราง เรือ" เข้าด้วยกัน เพื่อให้การสัญจรของประชาชนเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ โดยหวังว่าแผนซึ่งมีระยะเวลา 12 ปีดังกล่าวจะช่วยพากรุงเทพฯ เมืองที่ขึ้นอันดับรถติดที่สุดในโลกแทบทุกปีให้พ้นจากวิกฤติการจราจร

กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเป็นมหานครที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ถึงแม้ว่าเครือข่ายรถไฟฟ้าในเมืองของเราอาจจะเริ่มช้ากว่าที่ควรจะเป็น โดยรถไฟฟ้าสองสายแรกเปิดบริการในปี 2542 แทนที่จะเป็นรถไฟฟ้าลาวาลิน ซึ่งถูกวางแผนให้เป็นรถไฟฟ้าสายแรกในสมัยที่ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2529 แต่โครงการดังกล่าวถูกยุบไปในปี 2535 สมัยรัฐบาลนายกอานันท์ ปันยารชุน แม้จะเริ่มต้นช้า แต่กรุงเทพมหานครก็ตั้งเป้าว่าจะเป็น "มหานครระบบราง" ให้ได้ภายในปี 2566 ด้วยการขนส่งระบบรางห้าเส้นทางในปัจจุบัน กับแปดเส้นทางที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ในขั้นตอนการประกวดราคาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกสิบเส้นทาง

แม้ว่าปัจจุบันนี้มีผู้โดยสารใช้บริการระบบรางมากกว่าหนึ่งล้านเที่ยวคนต่อวัน และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2572 จะมีผู้ใช้บริการสูงถึง 7.6 ล้านเที่ยวต่อวันเมื่อเครือข่ายระบบรางเสร็จสมบูรณ์ แต่เมื่อเทียบกับการเดินทางรูปแบบอื่น ราคาค่าโดยสาระบบรางถือว่าค่อนข้างสูง ตั๋วไปกลับของรถไฟฟ้าจากสถานีที่อยู่ห่างกันไกลที่สุด มีราคาสูงเกือบครึ่งหนึ่งของค่าแรงขั้นต่ำ นับว่าสูงกว่าค่าโดยสารในเมืองที่มีค่าครองชีพที่สูงกว่าอย่างสิงคโปร์ โซล หรือไทเป

คนที่อาศัย ใช้ชีวิตประจำวัน และสัญจรอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ต่างก็ต้องแลกการเดินทางของตนเองด้วยต้นทุนที่มีอยู่ เป็น "ราคา" ที่พวกเขาต้องจ่ายนั้นไม่เท่ากัน ในรูปแบบที่ต่างกัน ชนชั้นกลางเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกเวลา แต่ชนชั้นแรงงานที่ไม่มีทางเลือกนัก ถูกบังคับให้จ่ายด้วยเวลา เพื่อเก็บเงินไว้ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเองให้นานขึ้น

รถไฟฟ้า: จ่ายแพงแลกกับเวลา

พนักงานออฟฟิศวัยต้น 30 อย่างกุลธิรา โยคะกุล เลือกที่จะจ่ายเงินเดือนละไม่ต่ำกว่า 4,500 บาท เพื่อแลกกับเวลานอนที่ยาวขึ้น บวกกับความสบายที่เธอสามารถคำนวณเวลาการเดินทางไปทำงาน จากบ้านแถวบางแคถึงสยามได้อย่างแม่นยำ เธอเลือกใช้รถไฟฟ้าเพื่อไปทุกที่ ถ้าจะต้องทำธุระหรือนัดเพื่อนในวันหยุดหรือหลังเลิกงานก็ต้องเป็นสถานที่ที่อยู่บนเส้นทางรถไฟฟ้า เพราะไม่อยากกลับไปใช้รถเมล์ที่ทำให้เธอทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย อึดอัด ทั้งยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด ชีวิตการเดินทางของเธอจะมีปัญหาก็แค่ในช่วงฤดูฝนที่ทำให้เธอต้องคอยให้ฝนซาก่อนที่จะออกจากบ้านหรือที่ทำงาน  และหากตัดเรื่องน่ารำคาญเล็กน้อยจากผู้โดยสารรถไฟฟ้าบางคนที่ไม่เคารพพื้นที่ส่วนรวมออกไป การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าก็ยังเป็นการสัญจรที่ใช้พลังงานน้อยที่สุดที่กุลธิราต้องการ

รถเมล์: จ่ายด้วยเวลาแทนเงิน

แก้ว ใจชุ่ม วัย 60 เศษ อาชีพรับทำความสะอาดบ้าน แลกเวลาวันละ 4-5 ชั่วโมงบนรถเมล์เพื่อไป-กลับบ้านย่านบางชันกับสถานที่ทำงานย่านบรรทัดทอง ยาวนานถึง 6-7 ปี เพราะเธอต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด และยังคุ้นเคยกับสภาพรถติดมากจนทำนายได้ว่าแยกใดจะติดนานแค่ไหน

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชวนคิดคร่าวๆ ว่าคนส่วนใหญ่ใช้เวลาบนถนนประมาณสองชั่วโมงต่อวัน หากคิดจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท นั่นแปลว่าเราสูญเสียโอกาสที่จะสร้างรายได้ถึงวันละ 75 บาท หรือปีละ 18,000 บาท หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาทต่อปีสำหรับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่มีประชากรประมาณสิบล้านคน วิษณุบอกว่าตัวเลขคร่าวๆ เหล่านี้ยังไม่รวมสุขภาพของประชากรที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกิดจากการจราจรและมูลค่าของสิ่งแวดล้อมที่เราได้สูญเสียไปอีกด้วย

มอไซค์รับจ้าง: ต่อเดียวถึง

"รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างรับผมจากหน้าตึกที่พักมาจอดหน้าตึกที่ทำงานเลย" เฉลิมพงษ์ พันธุโพธิ์ ระบุถึงความสะดวกสบายที่ทำให้เขาเลือกใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้าง จากซอยจรัญสนิทวงศ์ 12 มาถึงที่ทำงานในถนนประมวญ ย่านสีลมโดยที่เหงื่อไม่ออกสักหยด และยังถึงที่ทำงานเร็วกว่าเดิม

เขานั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกเช้า จนคนขับชวนให้เขาซื้อมาไว้ใช้เองสักคันคงจะประหยัดค่าเดินทางได้มากโข แต่เฉลิมพงษ์ไม่อยากให้มอเตอร์ไซค์ส่วนตัวกลายเป็นภาระหลังเลิกงาน ถ้าเขาต้องมีธุระต่อที่อื่น "เมื่อกี้ผมก็ใช้แอพเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาที่นี่" เฉลิมพงษ์ติดใจกับแอพในมือถือที่ช่วยให้ชีวิตเขาสะดวกง่ายขึ้นไปอีกตรงที่ไม่ต้องเดินไปที่วินมอเตอร์ไซค์เพื่อต่อรองราคา อีกไม่กี่นาที เขาจะได้กลับบ้าน หลังจากวันอันแสนยาวนานสิ้นสุดลง

ไปด้วยแรงกาย: เดิน-วิ่ง-ปั่น-ไถ-พาย

สำหรับคนกรุงเทพฯ คงเป็นความรู้สึกแปลกประหลาด หากจะมีใครพายเรือไปตลาดแถวเพชรเกษมตอนเช้า แต่ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ หนุ่มวัย 30 ยืนยันว่านี่เป็นเส้นทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดจากบ้านเขาที่อยู่ท้ายซอยรัชดาภิเษก 25 ไปตลาดที่วัดจันทรารามวรวิหาร (วัดกลาง)

การเดินทางเป็นโจทย์หนึ่งในชีวิตที่ศิระพยายามทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในแบบที่ไม่มีใครเหมือนเขาหลีกเลี่ยงการขับรถยนต์และพึ่งพาร่างกายตัวเองให้ได้มากที่สุดในการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ นอกจากการเดินเท้าระยะไกล เขาเคยทดลองทั้งวิ่ง ปั่นจักรยาน ไถสเก็ตบอร์ด ล่าสุด ศิระใช้เรือเป็นพาหนะ

ปัจจุบันเขาเดินทางด้วยจักรยานเป็นหลักด้วยการนำรถจักรยานพับขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานย่านสุขุมวิทในตอนเช้า และปั่นกลับบ้านตอนเย็น หากอากาศไม่ร้อนมาก เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและเรียนรู้เส้นทางใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ ไปในตัว

คนพิการสัญจร: ด้วยศักดิ์ศรีที่เท่ากัน

มานิตย์ อินทร์พิมพ์ นักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิการเข้าถึงขนส่งสาธารณะสำหรับคนพิการให้เท่าเทียม หรือที่เป็นที่รู้จักในนาม "ซาบะ" เจ้าของเฟซบุ๊กเพจ Accessibility is Freedom วัย 52 ปี ตระหนักดีว่าคนพิการในเมืองไทยถูกทำให้กลายเป็นผู้ทุพพลภาพเพราะขาดสิทธิการเข้าถึงขนส่งมวลชนเฉกเช่นคนทั่วไป

ตามรัฐธรรมนูญแล้วคนไทยทุกคนควรจะได้รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ เพศ อายุ หรือสภาพทางกาย เรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็เช่นเดียวกัน

แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องบนกระดาษ เพราะในความเป็นจริงแล้วชีวิตการสัญจรของมานิตย์ไม่ต่างจากคนพิการจำนวนมากที่ต้องอาศัยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถแท็กซี่ เพราะขนส่งสาธารณะไม่อำนวย "คุณถูกบังคับให้นั่งแท็กซี่ข้ามถนนเพียงเพราะต้องการใช้รถไฟฟ้า" เขากล่าว ส่วนการสัญจรทางเรือก็อันตรายเกินไปสำหรับคนพิการส่วนใหญ่

มานิตย์และกลุ่มคนพิการยังคงต่อสู้กับหน่วยงานรัฐเพื่อให้พวกเขาได้เข้าถึงขนส่งมวลชน และพร้อมที่จะจ่ายค่าโดยสารเหมือนผู้โดยสารคนอื่นๆ อย่างที่เขาบอก "ผมขอสิทธิเดินทางที่เท่ากัน เพราะผมอยากมีศักดิ์ศรีเท่ากับคุณ".

บรรยายใต้ภาพ
ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ ใช้เรือพายเดินทางไปตลาดหรือจุดหมายต่างๆ ที่อยู่ห่างจากบ้านไม่เกินสามกิโลเมตร

"โครงการเวนิสจันทรเกษม" เป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองด้านหลังสถาบันราชภัฏจันทรเกษม ตามแนวทาง "บ้านประชารัฐริมคลอง" ที่เปลี่ยนบ้านไม้ซึ่งเคยรุกล้ำคลองลาดพร้าว ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยที่มีภูมิทัศน์สวยงามสะอาดตา และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผู้คนสัญจรข้ามรางรถไฟที่เป็นระบบรางแบบเก่า หลังจากขบวนรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ แล่นผ่านไป แม้กรุงเทพฯ จะมีรถไฟฟ้าและระบบรางที่เชื่อมโยงไปตามจุดต่างๆ แล้ว แต่การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ยังไม่ราบรื่นและสะดวกพอ เช่นเดียวกับถนนเลียบทางรถไฟสายนี้ที่ยังไม่มีรถประจำทางผ่าน

มานิตย์ อินทร์พิมพ์ ต้องเดินทางบนผิวถนนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้สัญจรมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานสำหรับผู้พิการ

รถไฟฟ้ากำลังวิ่งผ่านแยกอโศกซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถนนที่รถติดที่สุดสายหนึ่งในกรุงเทพฯ
เจ้าหน้าที่เดินตรวจงานในอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินลอดแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมระหว่างสถานีสนามไชยกับสถานีอิสรภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง