เมื่อ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แก้ปัญหาโดยการ 'ก้าวข้าม' เฉกเช่นการ 'ซุกขยะไว้ใต้พรม'

ข่าวทั่วไป 20 เมษายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมือง ไม้ขม รายงาน

อาสาสมัคร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร และสายข่าวเจ้าหน้าที่ ยังกลายเป็น เหยื่อ ของ แนวร่วม หรือ โจรใต้ แบบ รายวัน ซึ่งเชื่อว่า ตลอดทั้งปี 2562 สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยัง

คงจะเป็นแบบนี้ตลอดไป

เพราะ 1 ขบวนการบีอาร์เอ็นยังคงอยู่ในประเทศมาเลเซีย โดยที่รัฐบาลมาเลเซียยังไม่มีนโยบายที่จะ กดดัน หรือสั่งการให้บีอาร์เอ็นหยุดการปฏิบัติการก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และรัฐบาลมาเลเซียยังให้การสนับสนุนให้บีอาร์เอ็นใช้ประเทศมาเลเซียในการเป็น หลังพิง เป็นฐานปฏิบัติการต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และปฏิบัติการทางไอโอกับโลกมุสลิมอย่างเสรี

ในขณะที่รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการ พูดคุย กับรัฐบาลมาเลเซีย ในเรื่องของบีอาร์เอ็น มีเพียงการร้องขอให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยการ พูดคุย เพื่อให้ตัวแทนรัฐบาลไทยได้มีโอกาสในการ พูดคุย กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุก ขบวนการ ซึ่งผ่านมา 2 รัฐบาล การ พูดคุย เต็มไปด้วยอุปสรรค และจบลงที่ความล้มเหลว

เนื่องจากบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นขบวนการที่ปฏิบัติการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ต้องการ พูดคุย กับตัวแทนของรัฐบาลไทย ในรูปแบบที่กำหนดโดยฝ่ายไทย แต่พร้อมจะ พูดคุย ในรูปแบบที่เป็น สากล ตามที่บีอาร์เอ็นต้องการ แต่ฝ่ายไทยปฏิเสธที่จะ พูดคุย แบบสากล ที่เรียกว่า การเจรจาสันติภาพ

ดังนั้นการเปลี่ยนตัวแทนการ พูดคุยสันติสุข มาเป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 จึงเป็นเพียง เหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่สรรพคุณของยายังคงเป็น ยาหมดอายุ เช่นเดิม เพราะไม่สามารถ ขับเคลื่อน ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม

เพราะฉะนั้น ในปี 2562 นี้ สถาน การณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ยังคงเจ็บ ตาย ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินยังคงเกิดขึ้นเหมือนเดิม เพียงแต่ความถี่ในการก่อเหตุอาจจะน้อยลง แต่จะก่อเหตุใหญ่ๆ มากขึ้น และการก่อเหตุจะลุกลามออกนอกพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปยังจังหวัดอื่นๆ ตามแต่ เงื่อนไข ที่บีอาร์เอ็นต้องการดังนั้นถ้าจะหวังว่า ในปี 2562 สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะดีขึ้น ก็ให้เตรียมใจผิดหวัง เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงยังไม่มีอะไรใหม่ๆ ที่จะเป็นการ แก้ลำ ขบวนการบีอาร์เอ็น เกมการต่อสู้กับบีอาร์เอ็น ฝ่ายความมั่นคงยังไม่ใช่ผู้กำหนดเกม แต่เป็นการเล่นตามเกมของบีอาร์เอ็น

วันนี้ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่วางน้ำหนักในการแก้ปัญหาความไม่สงบไว้ที่การแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเชื่อว่าการแก้ปัญหายาเสพติดคือการสร้างคุณภาพชีวิตให้กับคนในพื้นที่ ผลงานในรอบ 6 เดือน คือการจับกุมผู้ค้าได้จำนวนหนึ่งพร้อมของกลาง ซึ่งก็ไม่ต่างจากพื้นที่ของภาคอื่นๆ ที่ยาเสพติดคือปัญหาใหญ่ของพื้นที่ ดังนั้นในการแถลงข่าวความสำเร็จของผลงาน จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาในความรู้สึกของสังคม โดยเฉพาะในสังคมของคนใน 3 จังหวัด ที่คนส่วนใหญ่อยู่ในวงจรของการค้ายาเสพติด

และอย่าดีใจที่จำนวนผู้เสพที่เข้าสู่การบำบัดมากกว่าเป้าที่วางไว้ เพราะการที่มีผู้เข้าบำบัดเกินกว่าเป้าหมาย นั่นแสดงให้เห็นว่า การค้ายาเสพติดในพื้นที่ยังเติบโตไม่หยุดยั้ง ยิ่งมีคนเสพเข้าสู่การบำบัดมากเท่าไหร่ นั่นคือความล้มเหลวในการปราบปราบและการป้องกัน

วันนี้สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องให้คนในพื้นที่ ซึ่งมีวงจรชีวิตกับการหาเงินจากการค้ายาเสพติด เข้าใจว่ายาเสพติดคือพิษภัยร้ายแรงที่ทำร้ายสังคมส่วนรวม ทำอย่างไรให้สังคมในพื้นที่ ซึ่งเห็นดีเห็นงามกับการค้ายาเสพติด เลิกค้า และทำอย่างไรที่จะให้เจ้าหน้าที่ผู้รับ ส่วย ยาเสพติด ที่มีอยู่ทุกพื้นที่ ทั้ง สีเขียว และ สีกากี หยุดพฤติกรรมการรับ ส่วย จากผู้ค้ายาเสพติด เพราะถ้าหยุดพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ อย่างหวังว่าสถานการณ์ยาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลง

จำไว้ว่าจำนวนผู้เสพติดที่ถูกนำเข้าสู่การบำบัดมากขึ้นเท่าไหร่ นั่นคือความล้มเหลวของการแก้ไขยาเสพติด และเป็นการ ประจาน ให้เห็นถึงความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในเรื่องของปัญหายาเสพติดที่แท้จริง

อีกประเด็นที่เป็นประเด็นร้อนใน โซเชียล ในฝั่งของคนไทยพุทธ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือเรื่องความขัดแย้งระหว่างสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับฝ่ายความมั่นคง ซึ่งจบลงด้วยการที่ฝ่ายความมั่นคงยอมถอย 1 ก้าว ด้วยการยกเลิกคำสั่งให้ 10 กว่าหน่วยงาน ตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ในเรื่องการทุจริตเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน และการที่โรงเรียนบางแห่งให้การสนับสนุนบีอาร์เอ็น โดยให้โรงเรียนเป็นที่ บ่มเพาะ เยาวชนเข้าสู่ขบวนการก่อการร้าย

เห็นด้วยกับการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนากับฝ่ายความมั่น คง ที่ต้องหาทางออก ดีกว่าที่จะ ตั้งประจัน และ ต่อกร กับทั้งทางสังคม ทางกฎหมาย แต่ก็ไม่เห็นด้วยทั้งหมด เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนายังไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง

การให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงตรวจสอบโรงเรียนเอกชนนั้น ย้อนกลับไปดูว่าที่ผ่านมา สช.คือ เสือกระดาษ ที่ล้มเหลวในการทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ไม่เคยเข้าไปจัดระเบียบให้โรงเรียนเอกชนเหล่านี้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ

ดังนั้นต้องถามว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความพร้อมแค่ไหนในการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาให้ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบถ้าทำไม่ได้ก็เท่ากับว่า ฝ่ายความมั่นคงกำลังก้าวข้ามปัญหา โดยที่ไม่มีการแก้ เพียงแต่ต้องการ สลาย ความขัดแย้ง ระหว่างสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนากับฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน สมาคมโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนก็ไม่ควรหยุดนิ่ง เพราะพอใจแค่ฝ่ายความมั่นคงยกเลิกคำสั่งให้หน่วยงาน 10 กว่าหน่วยตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา แต่ต้องดำเนินการให้โรงเรียนทุกโรงปฏิบัติตามกฎระเบียบ ไม่มีการ ทุจริต งบอุดหนุนรายหัวนักเรียน ไม่ปล่อยให้โรงเรียนบางแห่งถูกบีอาร์เอ็นเข้าครอบงำ หรือฝักใฝ่การแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่ต้องเร่งดำเนินการให้ชัดเจน เพื่อให้สังคม โดยเฉพาะ ไทยพุทธ ในพื้นที่เกิดความเชื่อมั่นว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจะไม่เป็นสถานที่ บ่มเพาะ เยาวชนเข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน

รวมทั้งต้องผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบโรงเรียนของรัฐ ในเรื่องของเงินอุดหนุน เพื่อตรวจสอบการทุจริต เพราะมีข่าวอยู่บ่อยๆ ว่า โรงเรียนของรัฐก็มีการ ทุจริต งบอุดหนุนรายหัวนักเรียนไม่แตกต่างจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

นอกจากนั้นต้องช่วยกันตรวจสอบนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีโครงการต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นนโยบายที่ ตอบโจทย์ การแก้ปัญหาการศึกษาได้จริงหรือไม่ รวมทั้งเรื่องของการ ทุจริต ทั้งที่เป็นเรื่องเก่า เช่น เรื่องจัดซื้อ ซีซีทีวี และเรื่องใหม่ๆ ที่มีการ ซุบซิบ กันอยู่ในขณะนี้ เรื่องเหล่านี้คือเรื่องสำคัญที่จะต้องช่วยกันเปิดเผย เพื่อสร้างความ โปร่งใส ของการแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

สรุปคือ ทุกสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังวนเวียนอยู่ที่เดิม ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่า การดับ ไฟใต้ เดินมาถูกทางแล้ว เพราะสิ่งที่พบเห็นคือ เมื่อเดินมาพบกับปัญหา ก็จะมีการ ก้าวข้าม ปัญหาเหล่านั้น โดยที่ไม่มีการแก้ไข เพียงเพราะต้องการรักษาสถานภาพของตนเอง ขององค์กรด้วยการ ซุกขยะไว้ใต้พรม ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติของประเทศนี้.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ