ข่าวอินโฟเควสท์
01:48 จีนเผยยังคงเปิดกว้างสำหรับสหรัฐ หวังมีความจริงจังในการเจรจา   นายลู่ กัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนหวังว่าสหรัฐจะมีความจริงจังในก…
01:30 ผลสำรวจของเฟดพบภาคครัวเรือนสหรัฐ 75% มีความเป็นอยู่ที่ดีในปีที่แล้ว   ผลการสำรวจการตัดสินใจ และเศรษฐกิจในภาคครัวเรือน ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) …
00:22 "ทรัมป์"ไฟเขียวงบ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์อุ้มเกษตรกรถูกกระทบจากสงครามการค้า   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้อนุมัติงบ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อช่วย…
23:59 ทูตจีนเผยสหรัฐคว่ำบาตรบริษัทจีนบ่งชี้หมดปัญญาแก้ไขปัญหา   นายกุย เทียนไค เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐ กล่าวว่า การที่สหรัฐทำการคว่ำบาตรบริษัทจีนเ…
23:17 ราคาทองฟิวเจอร์ดีดตัว รับอานิสงส์ดอลล์อ่อน,ตลาดหุ้นทรุด   ราคาทองฟิวเจอร์ดีดตัวขึ้นในวันนี้ โดยได้ปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการทรุดตั…

คอลัมน์: กระจกไร้เงา: จุก!คนไทยแบกหนี้ครัวเรือนอื้อ

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 24 เมษายน 2562 00:00:01 น.
ครองขวัญ รอดหมวน

"ปัญหาหนี้ครัวเรือน" ยังเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะการเพิ่มขึ้นของปัญหาหนี้ครัวเรือน จะเชื่อมโยงไปถึงการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อราย ย่อยในหลายๆ ประเภทอีกด้วย โดยล่าสุดศูนย์ วิจัยกสิกรไทยได้ออกมาเปิดเผยว่า ในไตรมาส 4/2561 ยอดคงค้างเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน หรือหนี้ครัวเรือนของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 12.82 ล้านล้านบาท มีการปรับเพิ่มขึ้น 2.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ต่อเนื่องจากที่ขยับขึ้น 1.5% ในไตรมาสที่ 3/2561 โดยแม้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ หรืออาจจะมีการใช้บริการสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของแต่ละปีตามผลของปัจจัยด้านฤดูกาลมากกว่าช่วงอื่นๆ

แต่คงต้องยอมรับว่า ในไตรมาส 4/2561 มีปัจจัยเฉพาะ ซึ่งก็คือการปรับเกณฑ์การกำหนดการวางเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้าน (มาตรการ LTV) ที่มีผลทำให้ครัวเรือนบางกลุ่มเร่งตัดสินใจก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ก่อนมาตรการ LTV ใหม่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย.2562

สำหรับภาพรวมหนี้ครัวเรือนของไทยในปี 2561 กลับมาเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีขยับขึ้นไปเป็น 78.6% เพิ่ม ขึ้นจากปี 2560 ที่หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 78.3% โดยยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนของไทยเติบโตขึ้น 6% สูงกว่าอัตราการ เติบโตของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ (Nominal GDP) ซึ่งอยู่ที่ 5.6%

คงต้องยอมรับว่า กว่าครึ่งหนึ่งของหนี้ที่ครัวเรือนรับภาระเพิ่มขึ้นนั้น ก่อให้เกิดสิทธิความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ และขยายธุรกิจ

ขณะที่สัดส่วนการก่อหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค (ที่ไม่ มีหลักประกัน) ทั้งในส่วนหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับภาพรวมของ ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนทั้งหมด

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มหนี้ครัวเรือนในปี 2562 ว่า ยังทรงตัวใกล้เคียงระดับปลายปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 77.5-79.5% ต่อจีดีพี จากการที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบการอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินยังคงมุ่งเป้าการปล่อยสินเชื่อรายย่อยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง เมื่อรวมกับภาระหนี้ครัวเรือนที่น่าจะเพิ่มขึ้นจากผลของการก่อหนี้ก้อนใหญ่ อาจทำให้ครัวเรือนหลายส่วนต้องใช้ความระมัด ระวังในการก่อหนี้ก้อนใหม่เพิ่มขึ้น

ด้าน "วิรไท สันติประภพ" ผู้ว่าการธนาคารแห่งประ เทศไทย (ธปท.) ได้เคยระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยมีหลากหลายมิติที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพราะการดูแลหนี้ครัวเรือนจะต้องดูทั้งระดับจุลภาค ระดับมหภาค โดยในระดับจุลภาค คือการดูแลเป็นรายผลิตภัณฑ์ หากพบว่าสถาบันการเงินมีพฤติกรรมการปล่อยสินเชื่อที่ไม่เหมาะสม ก็จะมีมาตรการที่ใช้กำกับดูแลเป็นรายผลิตภัณฑ์

ขณะที่ "เมธี สุภาพงษ์" รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ชี้ว่า หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาสำคัญของไทย โดยเมื่อพิจารณาโครงสร้างหนี้ครัวเรือนของไทย พบว่า เกิดจากสินเชื่อเพื่อการบริโภค และสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งระยะเวลาการชำระหนี้สั้น ทำให้ภาระหนี้ค่อนข้างสูง ส่วนการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาวนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา เพราะหลายประเทศมีมาตรการอื่นๆ มาดูแลเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายกังวลว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่ม ขึ้นอาจส่งผลกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ แต่อาจจะต้องลงไปดูในรายละเอียดว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ เพิ่มขึ้นเพิ่มมาจากสาเหตุอะไร หากเป็นการก่อหนี้เพื่อไปใช้ ในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น การซื้อที่อยู่อาศัย ก็ถือเป็นหนี้ที่มีคุณภาพดี ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก หากมีวิธีการบริหารจัดการที่ดี แต่ในทางกลับกันหากเป็นการก่อหนี้เพื่อไปใช้ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ก็ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีคุณภาพ เป็นการกู้เงินที่ใช้แล้วหมดไป ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต ก็ถือเป็นความเสี่ยงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเข้าไปบริหารจัดการ

ดังนั้น "การเพิ่มความรู้ทางวินัยการเงิน" จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงแหล่งเงินในระบบอย่างถูกต้องและมีคุณภาพ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามผลักดันมาตลอด ไม่เพียงแต่จะไม่ส่งผล กระทบกับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังเป็นผลดีกับภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง