ประชุมร่วมสื่อสารสังคม ลดพฤติกรรมติดเค็มคนไทย

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 26 เมษายน 2562 00:00:43 น.

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยแต่ละปีสูญเสียรายจ่ายทางสุขภาพกว่า 99,000 สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานอาหารที่มีรสหวานมันเค็มที่เกินพอดี ซึ่งมีการสำรวจพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคไตเพิ่มขึ้นกว่า 15% ต่อปี และมีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นถึง 1,500,000 คนภายในระยะเวลา 5 ปี

เป็นที่มาของการจัดประชุมหารือการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนเรื่อง "แนวทางลดพฤติกรรมติดเค็มของคนไทย" โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (ประเทศไทย) กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายลดบริโภคเค็มเพื่อสื่อสารสังคมลดพฤติกรรมติดเค็ม ช่วยลดสาเหตุความสูญเสียจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ล้านบาท

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มให้ข้อมูลว่าคนไทยติดเค็มจากวัฒนธรรมการกินที่เปลี่ยนไป และการออกกำลังกายที่น้อยลง ขณะที่อาหารยอดนิยมของทุกภูมิภาคมีปริมาณโซเดียมสูง จากงานวิจัยการสร้างฐานข้อมูลวัตถุดิบอาหารและเครื่องปรุงรสอาหารท้องถิ่นโดยสถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า เครื่องปรุงเป็นแหล่งโซเดียมหลักของภาคอีสาน คือน้ำปลาส่วนภูมิภาคอื่นจะใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงรสเค็มเป็นหลัก ขณะที่เครื่องปรุงรสประจำถิ่น เช่น ปลาร้า มีโซเดียมเฉลี่ย 4,000-6,000 มิลลิกรัม/100 กรัม กะปิ มีโซเดียม 500 มิลลิกรัม/1 ช้อนชา และบูดู มีโซเดียมเฉลี่ย 8,047.25 มิลลิกรัม/100 กรัม นอกจากนี้อาหารสำเร็จรูปจัดเป็นอาหารที่ทุกภาคนิยม โดยอาหารสำเร็จรูปที่มีปริมาณโซเดียมสูงสุดคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียมเฉลี่ย 1,275 มิลลิกรัม/1 ซอง (50 กรัม) รองลงมาคือโจ๊กคัพขนาด 35 กรัม ที่มีโซเดียมเฉลี่ยถึง 1,269 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เกินกว่าที่เด็กควรได้รับต่อวัน

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ยังอธิบายถึงเรื่องภาษีโซเดียมว่า เป็นมาตรการที่ใช้กับภาคอุตสาหกรรมในการปรับสูตรอาหารเพื่อลดโซเดียม โดยการเก็บภาษีจะขึ้นลงตามปริมาณ หากโซเดียมสูง ผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีในราคาที่สูง และจะเน้นการเก็บภาษีเฉพาะอาหารที่เพิ่มรสชาติโดยไม่จำเป็น เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป มันฝรั่งทอดกรอบ เป็นต้น และจะไม่เก็บภาษีในส่วนปัจจัยพื้นฐานของประชาชน เช่น น้ำปลา เกลือ ซีอิ๊ว จึงไม่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน เรื่องนี้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการควบคู่กับมาตรการอื่นไปพร้อมกัน

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สสส. มองว่าการแก้ปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดจากพฤติ กรรมควรให้ความสำคัญที่การจัดการเชิงแวดล้อมตามแนวทาง Social Determinants of Health หรือปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ โดยขับเคลื่อนด้วยพลังวิชาการ นโยบาย และพลังสังคม จึงสามารถหนุนเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักและนำไปสู่การปรับพฤติกรรมได้ โดยล่าสุด สสส.ได้จัดแคมเปญ Less Spoon: ช้อนปรุงลด ร่วมกับทาง CJ WORX ทำสื่อนำเสนอเพื่อให้คนไทยตระหนักถึงการปรุงด้วยเกลือและน้ำปลา โดยจัดทำเป็นช้อนที่มีรูตรงกลางแต่ตักได้แค่เฉพาะปลายช้อนซึ่งตรงตามปริมาณที่ควรบริโภค ทำให้เกิดภาพจำของปริมาณเกลือและน้ำปลาในช้อนของผู้บริโภค มีประชาชน

หลายคนเข้ามาสอบถามขอซื้อช้อนดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

"สำหรับการลดพฤติกรรมติดเค็มสำหรับประชาชนสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วย 3 ลด คือ ลดการเติม โดยเฉพาะการเติมเครื่องปรุง, ลดการกินน้ำปรุง เช่น น้ำส้มตำ น้ำยำ น้ำแกง และลดการกินอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก ไตปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ เพราะในแต่ละวันคนไทยควรบริโภคโซเดียมเทียบเท่ากับเกลือไม่เกิน 1/3 ช้อนชาต่อมื้อ หรือน้ำปลาไม่เกิน 2/3 ช้อนชาต่อมื้อ" ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าว

ดร.เรณู การ์ก หัวหน้าฝ่ายโรคไม่ติดต่อองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เผยตัวอย่างมาตรการลดเค็มที่สำเร็จในต่างประเทศว่า ฮังการีเป็นประเทศที่สามารถลดการบริโภคเค็มของคนในประเทศได้ถึง 20%-35% จากการใช้มาตรการเก็บภาษีเค็มในขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส ในปี 2554 ขณะที่สหราชอาณาจักรก็ให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างเข้มข้น เช่น ติดตาม ควบคุม กำกับ การรณรงค์สร้างความร่วมมือกับอุตสาหกรรมในการปรับลดสูตรอาหาร ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมของประชากรลดลง 15% จะเห็นได้ว่า การออกมาตรการบังคับมีส่วนช่วยให้การบริโภคเค็มลดลง อยากให้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเพื่อหนุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ สร้างสุขภาพที่ดีของคนไทย

ปิดท้ายด้วย ดีใจ ดีดีดี หรือ 'ผัดไทย' ดารานักแสดงที่มาแชร์ประสบการณ์ของการบริโภคเค็มว่า จุดเริ่มต้นของการกินเค็มเกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก เพราะเติบโตมาในร้านขายของชำ ทำให้กินขนมจุกจิกได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ตนใช้ชีวิตกับการกินเค็มจนถึงตอนโตอาหารทุกอย่างต้องปรุงรสเค็ม กลายเป็นความเคยชินโดยไม่รู้ตัว เพราะคิดแค่เพียงว่า "กินแล้วอร่อย" จนถึงช่วงอายุ 27 ปี มีภาวะไตอักเสบเฉียบพลัน แต่ไม่ได้ใส่ใจดูแลตนเอง นำไปสู่การเป็นโรคไต ในปัจจุบันคุณภาพไตอยู่ที่ 16% ซึ่งหากต่ำกว่า 10% จะต้องมีการฟอกไตหรือเปลี่ยนไต ทำให้ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการเสื่อมของไตด้วยการลดการบริโภคเค็ม ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย แม้ช่วงแรกจะรู้สึกไม่ชินกับรสชาติแต่พอทำอย่างต่อเนื่องร่างกายก็เกิดการปรับได้ "ความอร่อยเป็นเพียงความสุขชั่วขณะ หากเรากินอย่างพอดีก็จะไม่เกิดโทษ แต่ถ้ากินมากเกินไปสิ่งที่ตามมาก็จะส่งผลต่อร่างกาย ดังนั้นปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ก่อนจะสายเกินไป" ดีใจฝากทิ้งท้าย.

บรรยายใต้ภาพ
สสส.ประชุมการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนเรื่อง "แนวทางลดพฤติกรรมติดเค็มของคนไทย" เมื่อวันก่อน
ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
ดร.เรณู การ์ก
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม
ผัดไทย-ดีใจ ดีดีดี แบ่งปันประสบการณ์กินเค็ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง