คอลัมน์เกษมราษฎร์: จุดเริ่มต้นขัดแย้งในประชาธิปัตย์

ข่าวทั่วไป 27 เมษายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

"ปัญหาที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญอยู่ คือ คนที่ลาออกจากพรรคไปแล้วกำลังทุ่มยุทธปัจจัยรอบใหม่ เพื่อใช้นอมินีกลับมายึดพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากล้มเหลวมาโดยตลอด" คำให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งของ "เดอะแจ๊ค" วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลือดฟ้า เมื่อช่วงปีใหม่ไทยที่ผ่านมา สะท้อนถึงสถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นอย่างดี ว่าเกิดความขัดแย้งทางความคิดขึ้นภายใน

โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกต้องการยืนหนึ่งและดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี แพ้ก็ยอมเป็นฝ่ายค้าน ส่วนอีกกลุ่มเห็นว่าการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลไม่เสียหายและทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งยังได้เป็นการรวมพลังต่อสู้กับระบอบทักษิณ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้ฝันของตัวเองเป็นจริงได้ คือจะต้องกำชัยชนะในการกุมบังเหียน

ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ปี 56 ปลายเดือนตุลาคม ซึ่งขณะนั้นมีทั้งรองหัวหน้าพรรคและ ส.ส.ลาออกจากพรรค เพื่อร่วมต่อสู้บนถนนกับภาคประชาชนในการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยที่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการล้างผิดให้กับระบอบทักษิณ

หากยังจำกันได้มีการนัดรวมพลกัน ยึดบริเวณสถานีรถไฟสามเสนเป็นชัยภูมิ โดยมี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นแกนนำ ซึ่งมี ส.ส.ของพรรคและประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม และเริ่มกระจายก่อม็อบทั่วกรุงเทพฯ จนกระทั่งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยประกาศยุบสภา เพราะทนแรงกดดันจากประชาชนไม่ได้

ระหว่างนั้นเองเกิดทางแยก เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศให้จัดการเลือกตั้ง แต่ม็อบนกหวีดไม่ยอมจบ โดยเห็นว่าหากเลือกตั้งเวลานี้ระบอบทักษิณก็ยังจะกลับมา ประกอบกับยังมีมวลมหาประชาชนหนุนหลังเป็นจำนวนมาก จึงเลือกป่วนจัดการเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้เองอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคนเริ่มรู้สึกตัวแล้วกลับพรรค เพราะไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้

ขณะเดียวกัน แกนนำ กปปส.ที่เคยเป็น ส.ส.ยังคงเดินหน้าเคลื่อนไหวชุมนุมต่อไป กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ายึดอำนาจ หลังจากนั้นไม่นานเหล่าแกนนำ กปปส.ก็กลับเข้าพรรค และมีบางส่วนได้ดิบได้ดีในพรรคพลังประชารัฐ ยกเว้นนายสุเทพที่ไปเป็นโค้ชให้กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ทั้งนี้ กลุ่มที่กลับบ้านเกิดมาพร้อมกับความคิดให้การสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งสวนทางกับผู้บริหารและผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์

เช่น การรณรงค์รับ-ไม่รับรัฐธรรมนูญที่พรรคมีความเห็นว่าไม่ควรรับ หรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์บริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นต้น เรียกว่าขัดแย้งทางความคิดและแบ่งออกเป็นสองฝ่ายในที่สุด โดยในฝั่งของอดีตแกนนำ กปปส.ถูกมองว่าเป็นนอมินีของทหารที่ส่งมาเพื่อยึดประชาธิปัตย์ให้ได้

โดยเหตุการณ์ที่สะท้อนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งที่ผ่านมา เป็นการชิงดำระหว่างกลุ่ม "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" กับกลุ่ม "วรงค์ เดชกิจวิกรม" อดีต ส.ส.พิษณุโลก ซึ่งมีอดีตแกนนำ กปปส.ให้การสนับสนุน ซึ่งผลปรากฏว่า "อภิสิทธิ์" ได้เป็นฝ่ายนำทัพเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แต่ก็ได้รับความผิดหวังที่สุดในประวัติการณ์ของพรรค และต้องประกาศลาออกตามที่เคยลั่นวาจาไว้ว่าหากได้ ส.ส.ไม่ถึงร้อยคนจะไขก๊อกจากตำแหน่งหัวหน้า

ทำให้ขณะนี้อีกฝ่ายมีโอกาสอีกครั้งในการกุมบังเหียน และดูท่าจะถือแต้มเหนือกว่า เพราะอย่างน้อยทุกคนในพรรคตระหนักดีแล้วว่าหนทางการต่อสู้ภายใต้การนำของ "อภิสิทธิ์" เป็นอย่างไร และประชาชนให้การตอบรับมากน้อยแค่ไหน

ฉะนั้น วันที่ 15 พ.ค.ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ต้องจับตาให้ดี แม้ตอนนี้คลื่นลมแลดูเหมือนกับจะสงบ ทว่าความจริงหาเป็นเช่นนั้น เพียงแต่รอเวลาปะทุ เพราะครั้งนี้นอกจากจะได้เห็นหน้าแม่ทัพแล้ว ยังเกี่ยวพันกับจุดยืนของพรรคโดยตรง ว่าพรรคขนาดใหญ่พรรคนี้จะกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือเป็นพรรคที่จะธำรงไว้ด้วยศักดิ์ศรี เดินเชิดหน้าเข้าสภาในฐานะฝ่ายค้าน

ท้ายที่สุด หากกลุ่มอดีตแกนนำ กปปส.ได้รับชัยชนะ บอกเลยว่าได้เห็นอนาคตพรรคไปร่วมรัฐบาล แต่ไม่เห็นอนาคตประชาธิปัตย์!!!.

"ทำให้ขณะนี้อีกฝ่ายมีโอกาสอีกครั้งในการกุมบังเหียน และดูท่าจะถือแต้มเหนือกว่า เพราะอย่างน้อยทุกคนในพรรคตระหนักดีแล้วว่าหนทางการต่อสู้ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์เป็นอย่างไร และประชาชนให้การตอบรับมากน้อยแค่ไหน"

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ