คอลัมน์ฮอตจากไลน์: 'ราชินีเกี๊ยว'แห่งฮ่องกง

ข่าวบันเทิง 27 เมษายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ ซาง เจี้ยนเหอ เกิดในปี 1945 ที่จังหวัดชานตง ตอนเธอยังเล็ก พ่อก็ทิ้งครอบครัวหนีหายไปจากบ้าน เหลือเธอและน้องสาวที่ต้องอยู่กับแม่ ตอน 5 ขวบ เธอเริ่มรู้จักช่วยแม่ทำมาหากินด้วยการเก็บเมล็ดข้าวตามท้องนา 7 ขวบช่วยแกะเมล็ดข้าวโพด 10 ขวบรู้จักหุงหาอาหารแทนแม่

การที่ต้องเติบโตในครอบครัวคนจน ทำให้เธอรู้จักกัดฟันสู้ชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก ตอนอายุ 14 ดินฟ้าอากาศแล้งจัด นาล่มหมดไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยว สามแม่ลูกต้องจากบ้านเกิดเดินขอทานมาตลอดทาง จนมาปักหลักที่เมืองชิงเต่า แม่ต้องช่วยเขาปะชุนเสื้อผ้าเพื่อหารายได้ ส่งเธอและน้องสาวเข้าเรียนหนังสือ เธอรู้ว่าหากขืนเธอเรียนต่อ แม่จะต้องเหนื่อยอยู่คนเดียวจนร่างกายอาจจะรับไม่ไหว แม้เธอชอบเรียนหนังสือ แต่เธอก็ไม่ยอมฟังคำทัดทานของแม่ เธอออกจากโรงเรียนตอนอายุ 15 แล้วเข้าไปทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล และเธอยังรับทำทุกงานพิเศษที่มีคนว่าจ้าง ทั้งนี้เพียงต้องการให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขี้น

ปี 1967 ครอบครัวเธอมีบ้านอยู่ถาวรแล้ว และน้องสาวก็เรียนจบมีงานทำแล้ว เธอเริ่มมีความรักครั้งแรกตอนอายุ 22 ฝ่ายชายมาจากเมืองไทย เป็นลูกหลานคนจีนในเมืองไทย เขาเดินทางไปเมืองจีนเพื่อช่วยพัฒนาประเทศชาติตามคำชักชวนของรัฐบาลจีนในยุคนั้น ผู้ชายทำงานช่วยด้านการแพทย์อยู่ในโรงพยาบาลเดียวกับที่เธอทำงาน เป็นคนนิสัยดีในสายตาเธอ แม่และน้องสาวก็ชื่นชอบผู้ชายคนนี้ เขาทั้งสองจึงมีเส้นทางรักที่ราบรื่น และทั้งคู่ก็แต่งงานกันในที่สุด

ตอนอายุ 24 เธอได้คลอดลูกสาวคนแรก และอีก 4 ปีถัดมาก็ได้ลูกสาวเพิ่มอีกคน ฝ่ายชายสัญญาว่าจะครองรักอยู่กับเธอในชิงเต่าจนแก่เฒ่า ฝ่ายชายบอกเขาว่าเขาก็มาจากครอบครัวที่ยากจนในเมืองไทย ทั้งคู่จึงดูเหมือนมีภูมิหลังของครอบครัวที่คล้ายคลึงกัน

ปี 1976 พ่อของฝ่ายชายที่อยู่ในเมืองไทยถึงแก่กรรม แม่ของฝ่ายชายจึงหาทางและเร่งรัดให้ลูกชายกลับเมืองไทยด่วน เพราะเขาเป็นลูกชายคนโต ฝ่ายชายสัญญากับเธอว่า เมื่อกลับถึงเมืองไทยจะรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วจะรับเธอและลูกทั้งสองไปอยู่เมืองไทยด้วยกัน

หลังจากนั้น 3 ปี เธอและลูกทั้งสองจึงได้เดินทางออกจากเมืองจีนสู่เมืองไทย เมื่อถึงเมืองไทยแล้ว ทำให้เธอรู้ว่าแท้จริงแล้วบ้านฝ่ายสามีมีฐานะร่ำรวยในขั้นเศรษฐี ทางบ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับพวกผ้าแพรไหม เธอน่าจะได้มีชีวิตที่สุขสบาย ได้เป็นคุณนายเต็มยศ แม้สามียังคงรักเธอเหมือนเดิม แต่มีสิ่งแปลกปลอมแทรกเข้ามาระหว่างเขาทั้งสอง นั่นคือสามีเธอมีภรรยาใหม่เพิ่มขึ้นอีกคน และยังมีลูกชายตัวน้อยๆ ด้วยกันหนึ่งคน

เธอทวงถามความถูกต้องจากสามี แม่สามีบอกให้เธอทำใจยอมรับสภาพนั้นให้ได้ แต่เธอยืนกรานว่าเธอแต่งงานและมีลูกก่อน แต่แม่สามีบอกเธอว่า หลานที่วงศ์ตระกูลต้องการคือหลานชาย ไม่ใช่หลานสาว เธอยืนกรานจะให้สามีเลือกเอาแค่คนเดียว สามีเธอไม่มีคำตอบให้เธอ แต่หันไปส่งยิ้มให้กับภรรยาฝ่ายไทย เธอรู้อนาคตฐานะของเธอและลูกสาวที่จะไม่ได้อยู่ในสายตาของตระกูลนี้

เธอตัดสินใจพาลูกทั้งสองจากเมืองไทยด้วยความขมขื่น เธอก็ไม่มีความกล้าพอที่จะบากบั่นกลับไปพบแม่ที่ชิงเต่าอีกครั้ง เธอตัดสินใจปักหลักที่ฮ่องกง เธอมีสองมือ เธอจะสู้เพื่อลูกทั้งสอง ตัวอย่างเช่นนี้เธอเห็นมาแล้วตั้งแต่เธอยังเด็ก เธอไม่กลัว เธอไม่หวั่น เธอเชิดหน้าสู้ชีวิตด้วยความมุ่งมั่น

เธอเช่าห้องเล็กๆ พอซุกหัวนอนประมาณ 4 ตารางเมตร ไม่มีหน้าต่าง หางานที่ใช้แต่แรงงานเป็นหลัก รับจ้างทำความสะอาดและล้างจานในภัตตาคารในช่วงกลางวัน ตกเย็นไปล้างรถรางที่อู่รถราง ตกดึกไปรับจ้างเฝ้าไข้คนไข้ในโรงพยาบาล วันๆ มีเวลานอนไม่กี่ชั่วโมง

เธอประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บบริเวณบั้นเอวในระหว่างงาน จนเธอไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ต้องพักฟื้นเป็นเวลานานตามหมอสั่ง เมื่อเพื่อนมาเยี่ยมเธอที่บ้าน เธอทำเกี๊ยวเลี้ยงเพื่อน เพื่อนบอกอร่อยมากๆ เปิดร้านขายได้สบาย ในเมื่อเป็นช่วงที่ไม่มีรายได้เข้าบ้าน วันรุ่งขึ้นเธอจึงตัดสินใจไปหาเศษไม้มาทำเป็นรถเข็นคันเล็กๆ ไว้ขายเกี๊ยว วันถัดมาเธอพาลูกสาวทั้งสองออกไปเริ่มอาชีพขายเกี๊ยว ปักหลักที่บริเวณท่าเรือว่าน จ๋าย หรือ Wanchai Ferry ที่คนไทยรู้จักกันดี

ตอนกลางวันเธอเตรียมวัตถุดิบอยู่ที่บ้าน ลูกๆ ไปเรียนหนังสือ ตอนเย็นยกทัพอออกไปขายเกี๊ยวพร้อมกัน แม่มีหน้าที่ปรุง ลูกคนโตเป็นลูกมือและคอยเชียร์แขก ส่วนคนเล็กคอยดูต้นทาง การค้าของเธอเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุดสำหรับเธอ ปีหนึ่งมีวันหยุดแค่สัปดาห์เดียวในช่วงตรุษจีน เธอมีแผงที่ใหญ่ขึ้น เกี๊ยวของเธออร่อย สะอาด สดใหม่ทุกวัน ลูกโต ไส้แน่น ราคากันเอง ลูกค้ามากขึ้นทุกวันจนต้องเข้าแถวรอกัน มีนักข่าว นักชิมเขียนบทความเชียร์เธอมากมาย ใครๆ ก็รู้ว่าถ้าจะทานเกี๊ยวที่อร่อยต้องมาที่แผงเธอที่ท่าเรือว่านจ๋าย

ปี 1982 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเธอครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต เจ้าของร้านสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นชื่อไดมารู มาขอพบเธอที่แผง บอกเธอว่าอยากไปชมโรงงานของเธอ เธอตอบด้วยความตกใจ "แม้แต่ที่ขายเกี๊ยวยังต้องอาศัยแผงลอยข้างถนน จะเอาปัญญาที่ไหนไปสร้างโรงงาน" เจ้าของไดมารูบอกเธอว่าสนใจอยากร่วมลงทุนกับเธอ เรื่องทั้งเรื่องมาจากลูกสาวของเขาที่เป็นคนจู้จี้จุกจิกเรื่องอาหารการกินมาก แต่พอดีมีโอกาสได้ชิมเกี๊ยวเจ้านี้โดยบังเอิญ ลูกสาวเขาสามารถทานทีเดียวไม่ต่ำกว่า 20 ลูกอย่างเหลือเชื่อ ทำให้เขาสนใจในผลิตภัณฑ์ของเธอ

ไดมารูมีสาขาหลายสิบสาขาในญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ ในฮ่องกงก็เปิดกิจการมาแล้วกว่า 20 ปี เกี๊ยวที่สามารถสร้างความประทับใจอย่างที่สุดให้กับลูกสาวของเขาทำให้เขาสนใจเกี๊ยวตัวนี้ เขาอยากได้เกี๊ยวของเธอไปขายในซูเปอร์มาร์เก็ตแบบแช่แข็งซื้อกลับบ้านได้ "ทางเราจะสร้างโรงงานให้ แต่ชื่อผลิตภัณฑ์ให้ใช้ชื่อของไดมารู" "ไม่ได้หรอกค่ะ เกี๊ยวของฉันเริ่มต้นและดังมาจากบริเวณ "ท่าเรือว่านจ๋าย" เกี๊ยวของฉันก็ต้องชื่อ "ท่าเรือว่านจ๋าย" สิค่ะ"

มันกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์ จากเกี๊ยวที่ขายอยู่ริมถนน จนสามารถเข้าไปขายในห้างดังระดับโลก ทำให้ผู้คนรู้จักเกี๊ยว "ท่าเรือว่านจ๋าย" มากขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

ปี 1996 บริษัทอาหารแช่แข็งลือชื่อของอเมริกา Pillsbury ยื่นข้อเสนอขอร่วมทุนกับเธอ ร่วมทุนฝ่ายละหนึ่งพันล้านเหรียญฯ สร้างโรงงานขนาด 1,200 ตารางเมตรที่ทันสมัยที่สุดในฮ่องกง มันทำให้เกี๊ยวของเธอสามารถขยายตลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ปี 1997 สร้างโรงงานต่อไปในเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และเมืองอื่นๆ อีก บัดนี้เกี๊ยวของเธอกระจายไปทั่วประเทศจีนที่มีประชากรถึง 1,400 ล้านคน

ทุกวันนี้ คุณสามารถหาซื้อเกี๊ยวแช่แข็ง "ท่าเรือว่านจ๋าย" ได้เกือบทั่วโลก ยอดขายเพิ่มไปถึงปีละ 6 พันล้านเหรียญฯ เธอหวังอย่างยิ่งว่า สักวันชาวโลกต้องรู้จักและชื่นชอบเกี๊ยวจากประเทศจีน พอๆ กับที่ชื่นชอบพิซซ่าหรือแฮมเบอร์เกอร์ของฝรั่ง ในวันนี้ ความฝันของเธอกำลังก้าวสู่ความเป็นจริงทีละก้าวอย่างมุ่งมั่น

จากการสำรวจล่าสุด เธอน่าจะมีทรัพย์สมบัติไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านเหรียญฯ แต่น่าเสียดายที่เธอถูกโรครุมเร้าอยู่หลายโรค เพราะเธอเริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวานตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว แล้วเธอก็ต้องจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2019 สิริอายุรวมได้ 74 ปี

"ขจรศักดิ์" แปลและเรียบเรียง

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ