ปลดล็อกกัญชา อย่าหวังนักการเมือง ประชาชน-ผู้ป่วย ต้องต่อสู้เอง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2562 00:00:25 น.

เรื่อง ปลดล็อกกัญชา-กัญชาเสรี ในประเทศไทยยังคงติดตามต่อไป โดยเฉพาะหลังพ้นช่วงแจ้งการครอบครองกัญชาต่อหน่วยงานรัฐ ที่เรียกกันว่าช่วงนิรโทษกรรม คือหลัง 19 พ.ค. ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 เพราะเรื่องดังกล่าวยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องทั้งในบริบทของภาครัฐ-ภาคประชาชน และฝ่ายการเมือง เช่น แกนนำพรรคภูมิใจไทย เนวิน ชิดชอบ ก็เรียกร้องให้หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อปลดล็อกกัญชา โดยให้แต่ละครอบครัวปลูกและใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ไม่เกิน 6 ต้น ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ ก็บอกจะจับมือร่วมตั้งรัฐบาลกับขั้วที่สนับสนุนนโยบายกัญชาเสรี

ทัศนะเรื่องปลดล็อกกัญชา-กัญชาเสรี ที่ทำแล้ว ประชาชน-ผู้ป่วย ได้ประโยชน์มากที่สุด ควรต้องทำอย่างไร เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ที่แจกผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากกัญชา เช่น น้ำมันกัญชา แคปซูลที่สกัดจากกัญชาให้ผู้ป่วย จนต่อมาเกิดกระแส #saveเดชา ในโลกโซเชียลมีเดีย หลังเกิดกรณี ตำรวจ-เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.เข้าตรวจยึดกัญชา ผลิตภัณฑ์จากกัญชา และจับกุมเจ้าหน้าที่มูลนิธิเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่สุดท้ายเรื่องก็คลี่คลายในทางที่ดี

เดชา มองว่าหัวใจสำคัญของแนวคิดปลดล็อกกัญชา ต้องไม่มองเรื่องเศรษฐกิจ ตัวเงิน ที่จะได้จากกัญชาเสรี ในลักษณะจะให้เป็นพืชเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง แต่ต้องมองในแง่ว่า กัญชาคือสิ่งที่ช่วยเหลือคน โดยเฉพาะคนป่วย ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้คนป่วย กลับมาทำงานได้ ไม่เป็นภาระกับสังคม แค่นี้ก็ถือว่ากัญชาได้สร้างประโยชน์แล้ว อีกทั้งสารต่างๆ ในกัญชาที่ทำให้คนหลับสบาย ทำให้ช่วยบรรเทาจากโรคต่างๆ เช่น โรคซึมเศร้า หรือช่วยรักษามะเร็ง ทำให้สุดท้าย ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษา ช่วยลดการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศเข้ามาปีละหลายแสนล้านบาท แค่นี้กัญชาก็สร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างมากแล้ว

กัญชาเสรี ต้องให้กัญชาเข้าสู่ความเป็นจริง ภาวะของมันคือยาเสพติดตามกฎหมาย แต่ถามว่าเป็นยาเสพติดได้อย่างไร เพราะยาเสพติดจริงๆ ก็คือ เหล้า-บุหรี่ ที่เสพแล้วมันจะติด พอติดแล้วไม่ได้รับ จะมีอาการ เช่น ลงแดง อาการจะแย่ มันหยุดไม่ได้ อย่างเหล้า พวกแอลกอฮอล์ลิซึ่มจะขาดเหล้าไม่ได้ หากไม่ได้กินอยู่ไม่ได้ ต้องไปบำบัด เช่นเดียวกับบุหรี่ คนสูบก็ติด แต่กัญชา โอกาสจะติดมันน้อย แทบจะไม่มีเลย คนติดกาแฟมากกว่ากัญชาตั้งเยอะ แล้วกาแฟ กาเฟอีน เป็นสารเสพติดหรือไม่ ก็ไม่ใช่ นิโคติน แอลกฮอลล์ ก็ไม่ใช่ แต่สารในกัญชา THC และ CBD มันเป็นยา อยู่ในร่างกายอยู่แล้ว ถ้าขาดมันจะมีปัญหา เช่น มันจะซึมเศร้า จะปวดสารพัด ซึ่งหากขาดกัญชา ถามว่าเป็นอะไรไหม ก็ไม่เป็นอะไร เหมือนกินไอศกรีม คุณกินเพราะมันอร่อย แต่หากไม่กินก็ไม่ตาย ซึ่งคนที่ไปสูบจะเพลิน มีจินตนาการ มันก็ชอบ แต่หากไม่มี ก็ไม่ตาย ไม่ติด ขาดก็ไม่ลงแดง แต่หากกินเป็นยา ยิ่งไม่ติด เพราะเรากินแล้วไม่เมา แล้วเคยมีใครตายไหมสักคนในโลกนี้ ก็ไม่มีเลยสักคน

...เสพยังไงก็ไม่ตาย จะให้ตายคือต้องเสพภายในครั้งเดียวให้ได้ 700 กิโลกรัม จะยัดไปตรงไหน มันไม่ตาย ลูกศิษย์ผมทดลอง กินครั้งเดียว น้ำมันร้อยเปอร์เซ็นต์ 2 ซีซีครึ่ง ที่มาก กว่าปกติ 120 เท่า ก็หลับไป 3 วัน หลับแบบไม่กระดิกเลย แล้วตื่นขึ้นมาแบบปกติ ก็สดชื่น เขาบอกหัวสมองเขาดีกว่าเดิม เขาอ่านหนังสือหนึ่งหน้า แล้วปิด เขาไล่ได้ตั้งแต่บรรทัดแรกเลยในหน้านั้นจนจบเลย อันนี้เราทดลองแล้ว แต่ฝรั่งไม่ทดลอง ไปทดลองกับหนู ให้กินขนาด 4 หมื่นเท่าของขนาดที่เมา ก็ไม่เป็นไร ก็นอนหลายวันเหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างอื่นตาย อย่างกาแฟ คุณกินกาแฟ 10 แก้วทีเดียว คุณตายแล้วครับ หัวใจเต้นตายเลย หรือบุหรี่ นิโคตินละลายในน้ำ กินเข้าไปตาย ไม่รอดหรอก อะไรก็ตายหมดทุกอย่าง นอกจากกัญชา ยังไงก็ไม่ตาย

...เป็นอะไรที่ปลอดภัย จนไม่มีอะไรปลอดภัยเท่าแล้ว แต่มาหาว่าเป็นยาเสพติด ซึ่งถ้าเรามองว่ามันไม่ใช่ยาเสพติด แต่มันมีประโยชน์ แล้วให้ปลูกเป็นแบบพริก ตะไคร้ ได้เลย

ให้กัญชาอยู่ในโครงการ 30 บาท

เดชา กล่าวต่อไปว่า ผมไปเห็นที่ลาว ก็ทำแบบไทยสมัยก่อน ปลูกกันบ้านละ 3-4 ต้นปลูกไปเลย ไม่จับ ทำยากันบ้าง หรือนำไปใส่ในอาหารให้อร่อยๆ แบบที่เราใส่ในก๋วยเตี๋ยวเรือสมัยก่อน กินนอนหลับกันสบาย อารมณ์ดี ไม่เป็นโรค ส่วนที่ไว้ทำยา ก็จะปลูกในเขตทหาร ไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง แล้วก็นำมาทำยา สำหรับโรงพยาบาลของเขา

เสรีแบบนี้ที่เราต้องการ คือชาวบ้านก็ปลูกได้ตามพอดี ไม่ใช่ว่าปลูกเพื่อขายหรือปลูกเพื่ออุตสาหกรรม ที่ต้องเป็นสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน ต้องเสียภาษี คือต้องให้ชาวบ้านมีโอกาสจะปลูกตามที่เขาจะบริโภคโดยไม่ต้องซื้อหาที่ไหน แต่หากจะเป็นการค้า ก็เข้าระบบ ให้มีเรื่องของภาษี แล้วรัฐบาลก็นำมาทำเป็นยา แจกชาวบ้านฟรีๆ เพราะปลูกไม่ได้ลงทุนมากเท่าไหร่

อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ให้มีกัญชาไปด้วย จะไปยากอะไร ให้หมอแจกเอง ถ้าทำแบบนี้ก็โอเค แต่นี้เล่นมาผูกขาด ต้องให้หน่วยราชการบางแห่งอนุมัติเท่านั้น ถึงจะทำได้ ชาวบ้านทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น แล้วจะมีประโยชน์อะไร คนอย่างผมทำได้ แต่เขาไม่ให้ทำ เข้าระบบก็ไม่มี ต้องไปปลูกโรงเรือน ใช้งบ 10 ล้านบาท ปลูกได้ร้อยต้น ต้องเอาพันธุ์ต่างประเทศมาปลูก ต้องใช้ไฟฟ้า ทั้งแสง-อุณหภูมิ ปุ๋ย มีแต่ของเทียมทั้งนั้น แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร คุณภาพก็แย่ ต้นทุนก็สูง ปริมาณก็น้อย ผูกขาดอยู่คนเดียว แต่คนอื่นเขาปลูกกับแดดธรรมชาติ กลับไม่ให้เขาปลูก ทั้งที่พันธุ์ของเราต้องปลูกกับแดดทั้งนั้น ต้นหนึ่งได้เป็นกิโล แต่ของเขาครึ่งขีดยังไม่ถึง แบบนี้ทำไปทำไม ทำเพื่อให้เกิดการผูกขาด

มี จนท.รับส่วยยากัญชาใต้ดิน

เดชา บอกว่า ในปัจจุบันที่คนจำนวนมากไม่สามารถมารับยาจากที่สกัดจากกัญชา จากที่เคยมีการแจกให้ฟรีได้ก่อนหน้านี้ ทำให้คนที่เขาต้องการก็ไม่มียาให้ตอนนี้ ก็ต้องหนีไปลงใต้ดิน พอลงใต้ดินก็ไม่ไปจับ เพราะจ่ายส่วยเจ้าหน้าที่ พอจ่ายส่วยแล้วขายได้ คนขายใต้ดินก็ไปบวกค่าส่วยให้คนซื้อแพงขึ้นไปอีก แต่ที่ทำแล้วแจกฟรีๆ กลับจับ มาบอกผิดกฎหมาย แต่พวกใต้ดินผิดกฎหมายกลับไม่จับ โดยอ้างว่าหาไม่เจอ จะไปเจอได้ยังไง จ่ายส่วยทุกวัน คือถ้าไม่เสรี มันก็จะเกิดแบบนี้ คือจะรอของหลวงก็ช้า ส่วนใต้ดิน คุณภาพก็ไม่มีการควบคุม แล้วก็ขายแพง ทำให้ตรงกลางๆ ไม่มีเลย ก็จะมีแต่ใต้ดิน ขายแพง กับยอดหอคอย ก็ปีนไม่ถึง แล้วมันได้อะไรขึ้นมา แล้วพวกขายใต้ดิน ก็ไม่รู้เรื่องกระบวนการรักษา เพราะคิดแต่จะขายอย่างเดียว ก็มีแต่จะให้กินเยอะๆ มาบอกกินน้อยไม่หาย เพราะต้องการแต่จะขายของ แล้วหากกินแล้วตายจะมารับผิดชอบไหม ก็ไม่รับผิดชอบ

เห็นส่งข้อมูลกันในโซเชียลมีเดีย ตอนนี้บอกขายเม็ดละ 150 บาท และต้องซื้ออย่างน้อย 10 เม็ด 1,500 บาท ถึงจะขายให้ ทำกันเกลื่อนหมดแล้ว พวกนี้กลับไม่ไปจับ อ้างจับไม่ได้ ไม่รู้อยู่ไหน ทั้งที่รับส่วยอยู่ทุกวัน แล้วเราทำแจก แต่ตอนนี้ยังบอกแจกไม่ได้ เพราะยังไม่เข้ากฎหมาย ถ้าไม่แก้กฎหมาย แล้วคนป่วยที่เคยรับยาจากผม จะมีโอกาสได้รับยาอีกหรือไม่ แล้วคนอีกตั้งเป็นล้านที่ควรได้ประโยชน์ จะได้รับหรือไม่ เขาก็ไม่ได้รับ ก็ลงใต้ดินหมด มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

เดชา ย้ำว่า สิ่งที่ภาครัฐควรต้องทำในเรื่องการปลดล็อกกัญชาไม่ได้ยากเย็นอะไร มีการเรียกร้องมานานแล้ว โดยทำเพียงแปลกัญชา ออกจากยาเสพติดก็จบ ต้องเอาเหล้ากับบุหรี่เข้าไปแทน เอากัญชามาก็จบ แล้วทำไมไม่ทำ คุณอ้างยูเอ็น แต่ยูเอ็นบอกว่าตอนนี้ถอดออกจากบัญชียาเสพติดแล้ว แต่มาบอกว่าเขาเสนอมาช้าไป เพราะกรรมการยาเสพติดแห่งชาติประชุมกันปีละครั้ง แล้วอ้างว่าตามระเบียบต้องเสนอมาก่อนล่วงหน้าการประชุม 3 เดือน ถึงจะรับพิจารณาเลยให้รอการประชุมตอนปีหน้า มาอ้างระเบียบเล็กๆ น้อยๆ

...วิธีแก้ ก็แค่ใช้มาตรา 44 ทำให้เซฟด้วยการให้เอาเข้าประชุมได้เรื่องก็จบ ส่วนจะถอดออกจากบัญชียาเสพติดหรือไม่ ก็ค่อยไปว่ากัน แต่มาอ้างประชุมไม่ได้ เพราะส่งมาช้าไป หรือก็ใช้มาตรา 44 สั่งให้กัญชาเป็นเสรีไป หรือให้กัญชาเป็นทางการแพทย์ให้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ผูกขาด

...หรือถ้าให้ดี ก็ทำแบบบางประเทศ เช่น แคนาดาก็ได้ จะสูบก็สูบ แต่ทำให้เข้าระบบให้เสียภาษีถูกต้องเหมือนเหล้า-เบียร์ ประเทศเจริญแล้วเขาทำแบบนั้น หรือจะแบบเนเธอร์แลนด์...ก็ให้สูบในที่จำกัด เช่น ร้านกาแฟ รีสอร์ต โรงแรม ก็ว่าไป มีมาตรา 44 อยู่ก็ทำง่าย ทีเรื่องอื่นกลับไปทำ แต่เรื่องนี้กลับไม่เห็นทำอะไร ที่เขาไม่ทำ เพราะเราไม่มีอำนาจไปล็อบบี้บังคับเขา แต่คนที่มีผลประโยชน์เขาล็อบบี้ได้ แต่เราล็อบบี้ไม่ได้ อย่างพาราคอวต ที่อื่น เช่น สหรัฐ-ยุโรป เขาแบนหมดแล้ว แต่ของไทยทำไมเราไม่แบน

เดชา กล่าวถึงความพยายามคัดค้านการปลดล็อกกัญชา-กัญชาเสรี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาได้มากขึ้นว่า ฝ่ายที่ต้องการให้เสรีมีเท่านี้ แต่ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้เสรีมันแรงกว่า มันก็ดัน เราไปสู้กับฝ่ายนั้นได้หรือไม่ กับพวกฝ่ายที่ไม่ต้องการให้เรื่องนี้เกิดเสรี เพราะฝ่ายไม่อยากให้เสรีเขาไม่อยากให้กระทบ

...เช่น สมมุติหากรักษาโรคได้สักโรค เช่น มะเร็ง แล้วพวกระบบที่ใช้รักษามะเร็งปัจจุบัน ทั้งการทำคีโมฉายแสง-การผ่าตัด ตีมูลค่าเป็นกี่แสนล้านเฉพาะประเทศไทย ถ้าหากเราไปแย่งคนไข้ของเขามา เขาก็หายไปเป็นแสนล้าน แล้วเขาจะอยากให้เสรีไหม เพราะพวกเรารักษาฟรีๆ แต่พวกที่รักษามะเร็งแบบนั้นเขาต้องเสียเงินกี่ล้าน แล้วยังไม่ได้ผลอีก เพราะอย่างการทำคีโม ที่เป็นการรักษาขั้นสูง ที่สหรัฐเขามีตัวเลขบันทึกคนที่รักษาวิธีนี้ไว้หมด พอ 5 ปี เขาก็จะนำตัวเลขมาดูว่าคนที่รักษาวิธีนี้เหลือเท่าใด ก็พบว่าตัวเลขทั้งประเทศ เหลืออยู่แค่ 2.1 เท่านั้นเองจากร้อยคนที่เข้าไป แสดงว่าไม่มีทาง ไม่มีโอกาส แล้วอันนี้ไม่ใช่ว่าหาย แต่แค่รอด แล้วคุณจะไปหวังอะไรจากมัน อีกทั้งยังเสียค่ารักษาแพง และทรมาน แต่ของเราใช้แล้ว กินได้นอนหลับ ปวดก็ไม่ปวด ถูกและฟรี โอกาสหายมากกว่าครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยเข้าไปร้อย เกินห้าสิบจะรอด ถ้าแบบนี้คนก็จะแห่มารักษาทางนี้หมด

...สิ่งที่จะตามมาคือ อย่างพวกให้การรักษาด้วยคีโม เงินก็หายไปเป็นแสนล้านบาทเฉพาะประเทศไทย แล้วจะยอมไหม อันนี้เฉพาะคีโม หรือเงินที่ใช้ไปกับค่ายานอนหลับ ถามว่าแต่ละปีของประเทศไทยเราใช้เงินกับค่ายานอนหลับเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ แต่อันนี้ดีกว่ายานอนหลับร้อยเท่า อีกทั้งยังรักษาโรคต่างๆ ได้อีก เช่น โรคซึมเศร้า เบาหวาน ความดัน โรคตา

...ทั้งหมดเป็นเรื่อง ไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้าน แค่นี้ก็รู้แล้วว่าทำไมมันยาก เพราะมันจะไปทำลายผลประโยชน์เขาหมดเลย หรือพวกรับส่วยยาที่ทำขายใต้ดินจะชอบหรือไม่ หากให้เสรี เพราะพอเสรีพวกขายใต้ดินก็ขายไม่ได้แล้ว คนรับส่วยก็ไม่ได้เงินต่อไป เห็นไหมว่ามันเยอะขนาดนี้ อันนี้คนที่เสียผลประโยชน์ แล้วคนที่ควรได้ประโยชน์จากการไม่เสรี ก็คือคนที่จะมาผูกขาด เช่น หากคุณเป็นบริษัทใหญ่แล้วไปตกลงกับรัฐบาลได้ว่าขอให้เขาได้ปลูก ก็เป็นเรื่องที่เขาจะเซ็นให้ โดยที่หากคุณได้ปลูกแค่รายเดียว ก็ได้ประโยชน์มากมาย คุณจะชอบมากกว่าที่จะให้ทุกคนปลูกได้บ้านละ 6-10 ต้นหรือไม่ เพราะเขาต้องการปลูกได้คนเดียว

หากบริษัทไหนได้สัมปทานไป พวกที่ขายใต้ดินตอนนี้ต่อไปก็จะเกลี้ยง เพราะพวกได้ส่วย แต่หากบริษัทให้มากกว่าก็จะมีการจับหมด คือแบบนี้มันไม่ได้เสรีจริง เพราะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของรัฐ เขาจะเซ็นให้ต่อเมื่อเขาอยากจะเซ็น พอเซ็นแล้ว พวกที่ขายใต้ดินก็ไม่รอด

อันนี้คือ ทั้งผู้ที่อยากได้ประโยชน์จากกัญชาและผู้เสียผลประโยชน์จากกัญชา เขาก็ไม่อยากให้เสรีทั้งคู่ แล้วฝ่ายเราอยากให้เปิดเสรี ใครจะมาหนุนพวกเรา ก็มีแต่ประชาชนกับคนป่วย ซึ่งก็ยังไม่มีแรงอะไรที่จะไปผลักดันกฎหมายอะไรได้ ก็ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามา

อย่างที่ผมทำผมเสนอ มันก็ไปขัดผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้ที่อยากได้ประโยชน์จากกัญชาและผู้เสียผลประโยชน์จากกัญชา ซึ่งหากคนมาทางผมมากๆ เขาก็เสียผลประโยชน์ แต่ที่ผมไม่โดนอะไร ก็เพราะมีคนมาสนับสนุน ไม่อยากให้จับผม เขาก็เลยเห็นว่าไม่คุ้ม ก็เลยไม่ได้ดำเนินการอะไรกับผม ถ้าไม่มีกรณี #SaveDecha ผมก็คงโดนไปแล้ว ขนาดเจ้าหน้าที่ของผมยังโดนเลย แล้วผมจะไม่โดนได้อย่างไร ทั้งที่ผมบอกกับสื่อเลยว่าผมทำนานแล้ว ทำส่วนตัว

ใครขวางปลดล็อก?
-เรื่องปลดล็อกกัญชา มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องเยอะไหม?

ทำไมจะไม่เยอะ แค่เรื่องมะเร็งอย่างเดียว ก็กี่แสนล้านบาทแล้ว แล้วโรคอื่นๆ อีก จะรวมเป็นกี่แสนล้านบาท อันนี้เฉพาะแค่เรื่องการรักษาโรค แล้วยังจะมีเรื่องอื่นๆ อีก เช่น เครื่องดื่ม เบียร์ ที่ก็นำมาทำได้ บุหรี่ก็ทำได้ เครื่องสำอางก็ยังทำได้ หรือทำเรื่องของสันทนาการ คือทำได้หมด ดังนั้นเรื่องเงินไม่ต้องพูดเลย คือมันมากกว่าบุหรี่รวมกับเหล้ารวมกับน้ำมัน ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้มันคือตัวกั้นไม่ยอมให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงได้

-พวกที่จะไปยื่นเรื่องขออนุญาตจากรัฐหลังจากนี้ คิดว่าเป็นพวกกลุ่มทุนแบบไหน?

ไม่มีตัวตน ใครก็ได้ที่เข้าถึงทั้งต่างชาติทั้งในประเทศ เขาไม่เปิดเผย มันก็วิ่งกันหัวขวิดอยู่แล้ว ใครก็ทำได้ ไม่ต้องเป็นบริษัทยา ก็ต้องดูว่าตามกฎหมายที่จะผ่อนผันให้เอามาทำเป็นยาได้ คนเซ็นอยู่ที่ใคร คนนั้นแหละก็จะได้ประโยชน์ ใครมีอำนาจในการเซ็นให้ปลูก ให้พัฒนาได้ ก็กระทรวงสาธารณสุขคุมเรื่องนี้อยู่

เดชา กล่าวถึงความคาดหวังกับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องปลดล็อกกัญชา กัญชาเสรีว่า เขาไม่คาดหวังอะไร ไม่คาดหวัง เพราะเห็นมาหลายรัฐบาลแล้ว คือสัญญาอะไรก็ตามแต่ แต่หากประชาชนไม่เข้มแข็ง เขาก็ไม่สนใจแล้วก็อ้างว่า เขาเข้าไปแล้ว ทำไม่ได้ เพราะเป็นเสียงส่วนน้อย

สมมุติอย่างพรรคภูมิใจไทย ที่ได้ ส.ส.ประมาณ 50 กว่าเสียง ก็ยังถือว่าเสียงส่วนน้อย ไม่ว่าจะไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทยหรือพลังประชารัฐ เสียง ส.ส.ของเขาก็ยังน้อยกว่า ก็บอกว่าเป็นรัฐบาลผสม เป็นเสียงส่วนน้อย เพราะมีหลายพรรค เมื่อเสียงส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็จบ แบบนี้มันง่าย หากประชาชนไม่เรียกร้อง ไม่ไปติดตาม เขาก็จะเฉยๆ แต่หากประชาชนเข้มแข็งจริงๆ ไปบอกเขาว่าหากไม่ทำ เลือกตั้งรอบหน้าจะไม่เลือก แบบนี้เขาอาจต้องคิดบ้าง แต่หากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นไม่เอาด้วย ก็ทำไม่ได้อยู่ดี

-พรรคการเมืองอย่างภูมิใจไทยชูนโยบายหลักตอนหาเสียงเรื่องกัญชาเสรี แบบแคลิฟอร์เนียโมเดล ให้ประชาชนปลูกได้ไม่เกินบ้านละ 6 ต้น และบอกว่าจะเน้นการทำเป็นพืชเศรษฐกิจจะสร้างรายได้ให้ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท มองอย่างไร?

ปลูกบ้านละ 6 ต้นจะได้สักกี่บาท แต่หากเอาไว้ใช้ในบ้านก็พออยู่ แต่พวกบริษัทใหญ่ๆ จะได้เยอะ อย่างที่แคลิฟอร์เนีย เขาก็ไม่ได้ว่าปลูกกันได้ทุกบ้าน ต้องป่วยก่อนถึงจะปลูกได้ ไม่ใช่ว่ามาปลูกส่งๆ ได้ แต่ช่วงหลังก็มีผ่อนให้ แต่จะไปปลูกขายใครบ้านละ 6 ต้น แต่พวกบริษัทใหญ่หากได้รับอนุญาต พวกนี้จะได้ประโยชน์ แต่ว่าพวกที่ปลูกกันบ้านละ 6 ต้น จะไปได้สักกี่บาท เพราะถ้าจะขายจริง ต้องเป็นร้อยเป็นพันไร่ แล้วยิ่งหากปลูกกันเยอะๆ ก็จะไม่ได้ราคา บริษัทใหญ่ๆ ก็จะมาตีตลาด อย่าไปคิดว่าปลูกแล้วจะขายได้เป็นหมื่นเป็นแสน เพราะเมื่อของมีมาก ราคาก็จะถูก แต่หากใครมีมากแล้วต้นทุนต่ำ คนนั้นก็ได้กำไร

-เหมือนกับว่าพวกพรรคการเมืองไปเน้นเรื่องการทำให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก?

ก็ใช่ เขาพูดสักคำไหมเรื่องจะให้เป็นยา บอกแต่จะปลูกขายอย่างเดียว แต่ผมไม่ได้พูดถึงการขายเลย ผมมองว่าเพียงแต่นำมาทำเป็นยาให้มันเพียงพอ แม้ไม่ได้ขายสักบาทแต่ก็จะไปลดการใช้จ่ายเรื่องการซื้อยาจากต่างประเทศ ที่ปีหนึ่งๆ สั่งเข้ามาปีละกี่ล้านล้านบาท

...หากกัญชาเมื่อไปรักษาโรคได้จะคิดเป็นกี่ล้านล้านบาท มันก็จะได้ตรงนี้แล้ว โดยไม่ต้องขาย เพราะไปลดการใช้จ่ายเรื่องการซื้อยาเข้ามา แค่นี้ก็ถือว่าได้แน่ๆ แล้ว มันก็เป็นเงิน เพราะการลดก็เท่ากับการนำไปขาย คือไม่ต้องไปซื้อ แล้วคนป่วยหากเขากลับมาเป็นคนปกติ ทำงานได้ โดยการใช้กัญชา คิดเป็นเงินอีกเท่าไหร่ เพราะคนที่ป่วยแล้วกลับมาทำงานได้ กับอีกคนที่ป่วยแล้วต้องใช้เงินมารักษา มันต่างกัน ก็เท่ากับนอกจากลดการนำเข้ายาแล้ว ยังทำให้คนที่ป่วยกลับไปทำงานได้ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ได้ นอกจากลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งที่ได้จริงๆ ก็คือคุณภาพชีวิตที่มันตีเป็นเงินไม่ได้ ต้องเอาตรงนี้ก่อน ไม่ใช่มาเอาเงินมาก่อน คือเงินหาจากส่วนอื่นๆ ก็ได้เช่นการท่องเที่ยว ไม่ต้องเอาจากกัญชาหรอก

...เงินหายังไงก็ได้ แต่ว่ากัญชาทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เอาอะไรมาแทนได้ไหม ที่ก็คือมันไม่ได้  ต้องใช้กัญชาในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ก่อน ไม่ใช่ว่าคนอื่นหาเงินได้ คุณก็จะเอากัญชาไปหาเงิน จะไปหาทำไม ต้องเอาสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก่อน ที่คนอื่นเขาแทนไม่ได้ เช่นคนป่วยซึมเศร้า อะไรแทนไม่ได้ก็เอากัญชาใส่ก่อน ตอนนี้คนเป็นซึมเศร้าในประเทศไทยอยู่ที่หนึ่งในสาม โรคพวกนี้เยอะขึ้นทุกวัน ซึ่งกัญชารักษาได้ดีที่สุดอาการซึมเศร้า ทั้งเงินทั้งคุณภาพชีวิตจากกัญชามหาศาล แล้วคุณจะไปคิดแต่จะไปหาเงินเงินเงิน ที่มันได้นิดเดียว จะเอาเรื่องนี้ไปหาเงินทำไม เอาอย่างอื่นก็ไปหาเงินได้

ถามว่าหากประชาชน ผู้ป่วยที่ต้องการได้รับกัญชามารักษาการอาการป่วยควรต้องทำอย่างไร เดชา ให้คำแนะนำว่าต้องเรียกร้องสิทธิ สิทธิคนป่วย ก็ต้องเรียกร้องสิทธิว่าเรามีสิทธิอะไรบ้าง สิทธิยาก็เข้าไม่ถึง คนจะแจกก็มาห้ามเขาแจก โดยไม่มีอะไรให้ทดแทน มาห้ามโดยไม่ได้สนใจเลยว่าแล้วคนที่เคยได้รับยาก่อนหน้านี้เขาจะเป็นอย่างไร แล้วถามว่าที่ทดลองปลูกตอนนี้หนึ่งร้อยต้น ที่มีต้นทุนสิบล้านบาท  แล้วจะใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะนำมาให้คนห้าพันคนที่เคยได้ก่อนหน้านี้ แล้วที่เขาทำใช้เงินสิบล้านบาทไปทำแล้วที่ปลูกร้อยต้น โดยใช้เงินภาษีประชาชนไปทำ แต่ของผมแจกฟรี ไม่ต้องเสียภาษีสักบาท ใช้เงินส่วนตัวหมดมาทำ แจกฟรี ได้ทันที แล้วก็หายด้วย

เพราะแบบนี้ถึงต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมาย กฎหมายไม่ดีก็เปลี่ยนแปลงกฎหมาย กฎหมายต้องมีหน้าที่แก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหา มีหน้าที่ส่งเสริมความดีสิ่งดีๆ ให้มากขึ้น ไม่ใช่มากีดกันความดีไม่ให้เกิดขึ้น แต่กฎหมายคุณมากีดกันคนทำดี มากีดกันสิ่งที่ดีๆ ไม่ให้เกิดขึ้น ก็ต้องแก้กฎหมายจะมีไว้ทำไม   ต้องแก้กฎหมายว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด

เมื่อถามถึงบทบาทของกลุ่มประชาชน ภาคประชาชนในการเคลื่อนไหวเรื่องปลดล็อกกัญชาต่อจากนี้ เดชา ให้ความเห็นว่าก็ต้องถามว่าเข้มแข็งหรือไม่ เพราะคนที่เสียประโยชน์ได้ประโยชน์ต้องออกมาเคลื่อน ผมไม่จำเป็นต้องเคลื่อนอะไรก็ได้เพราะผมไม่ได้เป็นโรคอะไร แต่คนที่ป่วยคนเสียประโยชน์ทำไมไม่ออกมาเคลื่อน ทำไมไปนอนรอเฉยๆ แล้วมาบอกทำไมยังไม่แจกเสียที แต่กลับไม่ไปเรียกร้องกับรัฐบาล แต่มาเรียกร้องกับผม ในเมื่อเขาเสียสิทธิซึ่งคนที่ทำให้เขาเสียสิทธิคือรัฐบาล ไม่ใช่ผม ก็ต้องไปเรียกร้องรัฐบาลให้คืนสิทธิหรือไม่รัฐบาลก็ต้องมาแจกน้ำมันให้เขา แต่กลับไม่ทำอะไรเลย มีแต่มาบอกเมื่อไหร่จะกลับมาแจกอีก แล้วผมจะไปรู้ได้อย่างไร พวกเขามีเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านด้วยซ้ำไป ก็ต้องไปเรียกร้องกับรัฐบาล ไม่ใช่อยู่เฉยๆ คิดจะให้เขามาสงสาร เราเป็นขอทานหรือต้องนอนรอ เรามีสิทธิ เราต้องต่อสู้ อยู่เฉยๆ เขาไม่ทำอะไรให้หรอก

สำหรับผมต่อจากนี้ก็พยายามทำหน้าที่ของผมต่อไป ตอนนี้ผมแจกไม่ได้ แต่ก็จะพยายามให้กลับมาแจกให้ได้ แรงผมมีแค่นี้ก็ทำได้แค่นี้ แต่คนอื่นก็ต้องมาช่วยทำด้วย ไม่ใช่มารอผมคนเดียว เดี๋ยวผมก็ตายแล้ว อายุ 71 ปี แต่ทำไมคนอีกเยอะแยะคนหนุ่มคนสาวไม่เห็นทำอะไรเลย

ผมก็ไม่ได้ท้อใจอะไร จะไปท้อทำไม ที่ผมทำก็เพราะผมมีธรรมะ เราทำดีก็ดีแล้ว ดีตั้งแต่ตอนทำแล้ว จะไปท้อทำไม แต่ที่ทำจะได้หรือไม่ได้ต่อจากนี้ ผมก็ทำของผมต่อไป เราก็ให้สังคมเขารู้ว่าเกิดแบบนี้ขึ้น ไม่อย่างนั้นคนจะมารู้เรื่องหรือว่ากัญชามันดีหรือไม่ดีอย่างไร เขาจะมารู้ได้อย่างไร หากเราไม่เอาตัวเข้าไปเป็นสายล่อฟ้าก่อน แต่ตอนนี้ฟ้าผ่าลงมาแล้ว สังคมก็ได้รู้ ผมทำขนาดนี้แล้ว หากคนยังเฉยก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วสังคมไทย

...คือถ้าผมทำจนตัวผมลำบากผมก็ไม่ทำหรอก เรื่องอะไรมาเบียดเบียนตัวเอง มันไม่ใช่ปฏิบัติธรรม  ถ้าผมไปช่วยคนอื่นจนตัวผมติดคุก ถามว่ามันจะดีหรือไม่-มันก็ไม่ดี ผมไม่ทำขนาดนั้นหรอก ผมก็ทำแค่ที่ทำได้ดีที่สุดเท่านั้น

อย่างที่แคลิฟอร์เนียที่พูดกันแคลิฟอร์เนียโมเดล ไปดูว่าคนที่เขาต่อสู้เรื่องนี้ เขาติดคุกกันกี่ร้อยกี่พันคนกว่าจะลงประชามติจนชนะ มีการออกกฎหมายเรื่องกัญชาออกมาได้ เขาสู้กันมาอย่างไร คนต้องยอมติดคุกกัน ต้องไปดูอย่างที่เขาทำกัน ไม่ใช่แค่มาบอกว่าต้องแคลิฟอร์เนียโมเดล และที่นั่นที่ทำให้กัญชาถูกกฎหมาย เขาก็ไม่ได้อาศัยนักการเมืองอะไรเลย คนที่ต่อสู้ต้องติดคุกอะไรกัน ไอ้เราที่จะให้นักการเมืองมาทำแบบแคลิฟอร์เนีย ฝันไปครับ แล้วหากจะเอาแบบเขาต้องเอา process ด้วย ไม่ใช่เอาแต่ product อย่างเดียวไม่ได้ ไม่ใช่มาบอกจะเอาแบบแคลิฟอร์เนีย แต่จะให้นักการเมืองมาทำให้ แต่ที่นั่นเขาไม่ได้เกิดจากนักการเมืองทำให้ เขาต่อสู้ต้องยอมติดคุกกันตอนนี้บางคนยังไม่ได้ออกมาเลย แล้วคุณจะไม่สู้ไม่ยอมติดคุก แต่อยากให้เกิดแบบแคลิฟอร์เนีย ฝันไปแล้ว จะมาให้นักการเมืองทำให้ แค่ไปลงคะแนนเลือกตั้งวันเดียวแล้วจะได้หรือ ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก

เรื่องนี้ผลประโยชน์มันเยอะจะไปง่ายได้อย่างไร ประชาชนต้องตื่นตัว ต่อสู้ เรียกร้อง ลงประชามติ  ผมทำแค่ให้ดูเป็นตัวอย่างเฉยๆ หากคนไม่ทำก็เรื่องของคุณ อยากได้ประโยชน์ก็ต้องทำเอง จะไปรอให้คนอื่นทำให้ทำไม อย่าไปหวังอะไรที่มันเกินความเป็นจริง ยิ่งไปหวังจากนักการเมืองจากบริษัทอะไรต่างๆ คุณก็มโนไปเถอะ.

เพราะใช้แล้วดีจึงทำแจก 'ผมจะเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงทำไม'
โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

เดชา เล่าถึงประสบการณ์จากที่ใช้น้ำมันกัญชากับร่างกายของตัวเองว่า จุดเริ่มต้นที่สนใจเรื่องการใช้กัญชารักษาโรคเนื่องจากคุณแม่ชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับปี 2519 โดยก่อนหน้านั้นแม้จะรักษาอย่างดีที่สุดเพราะครอบครัวมีเงิน ถึงอยู่ต่างจังหวัดแต่ก็พามารักษาที่กรุงเทพฯ พาไปที่ รพ.เอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดในตอนนั้น และปัจจุบันก็ยังมีชื่อเสียงอยู่ แต่สุดท้ายก็ไม่หาย ขณะเดียวกันน้าชายที่เป็นน้องชายแม่ ก็ป่วยด้วยโรคเดียวกัน ซึ่งก็ไม่หายเช่นกัน

ผมก็สรุปว่าหากป่วยเป็นโรคมะเร็งตับก็คงไม่รอดจากที่เห็นจากแม่และน้าชาย หากผมป่วยด้วยโรคนี้ก็คงไม่รอดและดูแล้วผมมีโอกาสจะเป็นเยอะ ผมก็ถามตัวเองว่าหากป่วยด้วยโรคนี้จะทำอย่างไร  จะรักษาแบบแม่แบบน้าชายไหม ผมก็ตอบตัวเองว่าคงไม่ทำแบบนั้น เพราะที่ผ่านมาคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้ห้าคนก็ไม่มีใครรอดเลย แล้วตัวผมจะรอดได้อย่างไร

Phoenix Tears โมเดล

เดชา กล่าวต่อไปว่า จากนั้นก็เลยเริ่มศึกษาหาข้อมูลจากต่างประเทศ จนพบข้อมูลในช่วงปี 2556 ว่าน้ำมันกัญชาช่วยได้ ช่วงแรกผมก็ไม่เชื่อ จนผมพบข้อมูลที่น่าเชื่อถือของคนแคนาดา Rick Simpson ที่เป็นวิศวกร ทำงานอยู่โรงพยาบาล ต่อมาเป็นมะเร็ง โรงพยาบาลที่นั่นก็รักษาเขาตามวิธีแพทย์สมัยใหม่ แต่ก็ไม่หาย จนหมดหวัง แต่เขาไม่ยอมหมดหวัง เขารักษาตัวเองโดยนำกัญชามาสกัดเป็นน้ำมัน แล้วรักษาตัวเองจนหาย ปัจจุบันก็ยังมีชีวิตอยู่

Rick Simpson เขาปลูกกัญชาและสกัดน้ำมันกัญชาช่วยเหลือคน ทุกคนหายหมด จนตั้งมูลนิธิชื่อ  Phoenix Tears หรือน้ำตานกฟีนิกซ์ ที่หมายถึงการนำน้ำมันกัญชาให้เป็นเหมือนน้ำตานกฟีนิกซ์ ซึ่งเป็นนกที่ไม่ตาย เขาก็ตั้งใจให้น้ำมันกัญชารักษาคนให้ฟื้นได้ จนรักษาคนได้ร่วม 5,000 คน แต่คนไม่ค่อยเรียก Phoenix Tears จะเรียก Rick Simpson Oil หรือ RSO

ผมศึกษาเรื่องนี้มาประมาณหนึ่งปี ก็พบว่าเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพราะเขาเป็นคนธรรมดาไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร ผมก็ลอง เพราะหากผมป่วยผมก็จะใช้วิธีนี้รักษาตัวเอง ก็เลยลองนำมาสกัดดู

ในปี 2556 ก็เริ่มรักษาคนแรก ที่เป็นคนป่วยซึ่งเคยเข้ารับการรักษาด้วยแพทย์ปัจจุบันจนหมอบอกเขาว่าหมดหวังในการรักษาให้หาย จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินสองเดือนเท่านั้น เราเจอคนพวกนี้ที่พิจิตร ซึ่งเป็นญาติกับลูกศิษย์ผม ผมก็ไปคุยกับเขา โดยก่อนรักษาผมก็พาเขาไปคุยกับพระเพื่อให้เขามั่นใจก่อน โดยพระรูปดังกล่าวท่านเป็นพระที่มีญาณ ก็ไปถามพระท่านว่าคนป่วยคนดังกล่าวจะหมดอายุขัยหรือยัง พระก็บอกว่ายังมีทางรอด ยังไม่หมด ผมก็ถามพระท่านว่าน้ำมันที่ผมทำรักษาได้ไหม พระท่านก็บอกว่าได้ อันนี้แหละใช่ แต่ต้องกินแบบที่ท่านแนะนำให้กินน้อยๆ ให้ได้หลับ แล้วก็งดของแสลง ไปทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวร แล้วก็มาเริ่มรักษาด้วยการกินน้ำมันตามขนาดที่บอก กินต่อเนื่อง ปรากฏว่าคนนั้นไม่ถึงครึ่งปีก็หายแล้ว แทนที่จะสองเดือนต้องตาย เขาไปให้หมอตรวจก็พบว่าหายจริงๆ หายสนิท

เดชา เล่าถึงการใช้กัญชากับร่างกายตัวเองว่า จากที่กล่าวข้างต้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เอาจริงกับเรื่องนี้ แต่ผมยังไม่เป็นมะเร็ง ผมก็เลยเริ่มศึกษาต่อว่าน้ำมันกัญชารักษาโรคอะไรได้อีกบ้างก็พบว่ามีมากมาย แต่บางอย่างยังไม่เคยรักษา อย่างผมตอนนั้นปี 2556 ที่อายุเข้าปีที่ 65 ก็เริ่มมีอาการอัลไซเมอร์จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว ผมก็เริ่มกินน้ำมัน กินน้อยๆ เพื่อให้ฟื้นความจำ พอให้หลับสบาย  ไม่ให้เมา วันละสิบหยด ก็ปรากฏความจำกลับมาดี ขนาดตอนนี้อายุ 71 ปี แต่ความจำกลับดีกว่าตอนอายุ 65 ปีหลายเท่า กลางคืนฝันอะไรตื่นมาจำได้หมด คิดอะไรออกหมด แล้วตอนนั้นผมมือเริ่มสั่น พอกินน้ำมันอาการหายไปเลย รวมถึงที่ตาซึ่งผมเป็นต้อเนื้อ ต้องไปลอกออก ไปพบหมอที่โรงพยาบาลเขาก็บอกไม่หาย ลอกออกเดี๋ยวก็ขึ้นมาใหม่ ผมก็นำน้ำมันกัญชาที่ผสมเจือจางกับน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ก็นำมาหยอดตา ก็ปรากฏว่าหายจริงๆ หายขาดเลย แล้วผมยังให้คนที่เป็นต้อเนื้อแบบผมอีกหลายคน  ให้ทำแบบผม ก็ปรากฏว่าต้อเนื้อตาต่างๆ ก็หดหายไปเอง รวมถึงตัวผมที่ก่อนหน้านี้มีวุ้นตาเสื่อม ผมก็นำน้ำมันมาหยอด ก็ปรากฏทุกวันนี้ไม่มีวุ้นตาเสื่อมอีกเลย

ที่หนักกว่านั้นตาซ้ายผมที่เป็นจอตาเสื่อม ที่จะมีอาการคือพออยู่ในที่พักซึ่งพอปิดไฟดับหมด จะมีอาการแบบฟ้าแลบในตา ที่รักษาไม่หายต้องรอเปลี่ยนจอตาคนที่เขาบริจาค แต่ผมไม่รอ ผมก็นำน้ำมันมาหยอดต่อ ก็ปรากฏทุกวันนี้อาการดังกล่าวหายหมดแล้ว รวมถึงอาการสายตาสั้น จากที่เคยสายตายาวต้องใส่แว่นเวลาดูหนังสือ ปรากฏว่าพอนำน้ำมันมาหยอดสายตาก็ดีขึ้นมาก ทุกวันนี้อายุ 71 ปี แต่สายตาดีกว่าตอนอายุ 50 ปีอีก

เดชา ย้ำว่า ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นการนำตัวเองมาทดลองรักษาก่อน จากนั้นก็เริ่มไปบอกกับคนใกล้ชิด ลูกศิษย์ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ใครป่วยเป็นโรคอะไรผมก็ไปถามพระท่านว่านำน้ำมันไปใช้รักษาได้ไหม พอท่านบอกว่าได้ผมก็นำไปทดลองรักษากับคนที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่มีเยอะแยะมาก จนผมเห็นว่าควรต้องมีการแจกน้ำมันกัญชาให้คนที่ป่วย ที่นอกจากเป็นการช่วยคนแล้ว เรายังได้ข้อมูลเพิ่มกับคนที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ แล้วเราก็เก็บข้อมูล โดยให้พระท่านแจก ใครมารับก็ให้แจกให้หมด ซึ่งการแจกจะมีการจดข้อมูลต่างๆ เช่น ชื่อ-อาการป่วย แล้วจากนั้นครั้งต่อไปเมื่อมารับน้ำมันแล้วอาการดีขึ้นหรือไม่  ปีกลายแค่วัดเดียวที่พิจิตรก็เกือบ 3,000 กว่าคน เราก็เลยจะทำแจกเพิ่มที่สุพรรณบุรีกับลพบุรี โดยสุพรรณบุรีเริ่มแจกเมื่อมกราคม ให้ไปสามพันกว่าคน มีการบันทึกทำข้อมูลคนมารับไว้หมด ปรากฏว่าคนนำไปใช้แล้วพบว่าอาการดีขึ้นทุกราย เช่นไมเกรน ใช้ไปก็หายขาด ส่วนลพบุรีเริ่มเดือนมีนาคม

จากข้อมูลที่เราได้รับ จากคนที่นำน้ำมันกัญชาไปรักษาตัวเองจากอาการป่วยต่างๆ แล้วดีขึ้น ทำให้เราก็คิดว่าน่าจะทำอย่างเป็นทางการ ต่อมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่มีการออก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ  ฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 ที่ให้นำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ได้ แต่ต้องแจ้งเรื่องต่อหน่วยราชการ

...เราก็คิดว่าจะเข้าระบบ โดยเฉพาะหลังจากเลยช่วงนิรโทษกรรม หลัง 19 พ.ค.62 เราก็คิดว่าก่อนถึงช่วง 19 พ.ค.ก็อยากบอกให้คนได้รู้ว่าน้ำมันกัญชามันดีอย่างไร ไม่ต้องไปซื้อใต้ดิน ให้มาหาเราดีกว่า  ก็เลยเกิดเรื่อง เขาก็มาจับเรา หลังเราเปิดเผยข้อมูล มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอการแจกน้ำมันกัญชาของเราว่ารักษาโรคอะไรได้บ้าง จะแจกอย่างไร ป.ป.ส.ก็มาจับเรา ทั้งที่เป็นช่วงนิรโทษกรรม แต่เขาอ้างว่าไม่ได้เพราะหากเขาเจอก่อนเราไปแจ้งก็จับได้ เราก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ยังไงกันแน่ แล้วแบบนี้จะมีนิรโทษกรรมไว้ทำไม ทั้งที่ทุกวันนี้หากไปดูในโซเชียลมีเดียต่างๆ มีการประกาศขายน้ำมันกัญชากันมากมาย แต่กลับไม่ไปจับพวกนั้น แต่ของเราแจกฟรีและทำแบบเปิดเผยกลับมาจับ ทำให้คนรู้สึกว่ากลั่นแกล้ง มีเบื้องหลัง

...ของเราแจกจริง ไม่มีผลประโยชน์ อันตรายก็ไม่มี แจกไปแล้วห้าพันกว่าคน ก็ไม่มีใครมาบ่นว่าใช้แล้วอันตราย แล้วกฎหมายก็บอกให้ช่วงนี้อยู่ในช่วงนิรโทษกรรม โดยให้นำมาทำยาทางการแพทย์ได้  มันผิดตรงไหน ไม่ได้นำกัญชามาเสพจนผิดวัตถุประสงค์ คนก็เลยมองกันว่าขายกลับไม่จับ แต่ของเราแจกฟรีกลับมาจับ ทำเพื่อกุศลจับ แต่ทำเพื่อการค้ากลับไม่จับ

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับมูลนิธิข้าวขวัญ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของผม ข้าวเราปลูกมาสามสิบกว่าปีแล้ว  กัญชาเพิ่งมาทำได้แค่ 1-2 ปี แล้วไม่ได้เป็นการปลูกแต่เป็นการเพาะเพื่อนำไปแจกคนในช่วงนิรโทษกรรมให้เขาไปจดแจ้ง หากจะปลูกก็ต้องปลูกลงดิน แต่ที่ทำมันอยู่ในถุง เพื่อเตรียมแจกตั้งแต่กฎหมายออกมา โดยเรามีการอบรมอย่างถูกกฎหมายตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เพื่อให้ข้อมูลความรู้ทั้งเรื่องการปลูก การสกัด การใช้น้ำมัน ทำมาเป็นรุ่นๆ โดยมีต้นที่จะให้คนมาอบรมค้างอยู่ เพราะกว่าจะถึงเดือนพ.ค. การอบรมที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ยังค้างอยู่อีกหกรุ่น

เรื่องนี้ผมทำในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวกับมูลนิธิฯ โดยจะอบรมเฉพาะช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพราะช่วงจันทร์ถึงศุกร์ทำเรื่องข้าวที่เป็นงานของมูลนิธิฯ ที่ทำตั้งแต่ปี 2532 ก็มาใส่ร้ายกัน

"ผมจะเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงทำไมกับเรื่องพวกนี้ ถ้าไม่ได้ทำเพื่อคนป่วยจริงๆ ถ้าไม่ได้เห็นแก่คนป่วยจริงๆ จะมาทำเรื่องนี้ทำไม ที่ผมทำเพราะเห็นแล้วว่ามันดีจริงๆ เพราะตัวผมเองได้พิสูจน์มากับตัวเองแล้ว รวมถึงญาติพี่น้อง ลูกศิษย์ผม ผมก็เลยทำแจกให้คนได้ผลไปด้วย รู้อะไรก็ให้กับสังคม" เดชากล่าวในตอนท้าย.

"หากรักษาโรคได้สักโรคเช่นมะเร็ง แล้วพวกระบบที่ใช้รักษามะเร็งปัจจุบัน ทั้งการทำคีโมฉายแสง-การผ่าตัด ตีมูลค่าเป็นแสนล้าน หากเราไปแย่งคนไข้ของเขามา เขาก็หายไปเป็นแสนล้าน แล้วเขาจะอยากให้เสรีไหม...มันจะไปทำลายผลประโยชน์เขาหมด...เรื่องเงินไม่ต้องพูดเลย...ผลประโยชน์เหล่านี้มันคือตัวกั้นไม่ยอมให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงได้"

"พูดกันแคลิฟอร์เนียโมเดล ไปดูว่าคนที่เขาต่อสู้เรื่องนี้ เขาติดคุกกันกี่ร้อยกี่พันคนกว่าจะลงประชามติจนชนะ มีการออกกฎหมายเรื่องกัญชา...อยากให้เกิดแบบแคลิฟอร์เนีย ฝันไปแล้ว จะมาให้นักการเมืองทำให้ แค่ไปลงคะแนนเลือกตั้งวันเดียวแล้วจะได้หรือ...อย่าไปหวังอะไรที่มันเกินความเป็นจริง ยิ่งไปหวังจากนักการเมือง...คุณก็มโนไปเถอะ"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง