คอลัมน์อีโคโฟกัส: ธุรกรรมการเงินยุคผลัดใบ จาก 'เอทีเอ็ม' สู่ 'ดิจิทัล'

ข่าวเศรษฐกิจ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านระบบการเงินอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเดินหน้าสู่ "สังคมไร้เงินสด" เปลี่ยนผ่านจากการถือเงินสดสำหรับการจับจ่ายใช้สอย เป็น การทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วกับผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังเป็นการประหยัดต้นทุนทางการเงินไปได้อย่างมหาศาลอีกด้วย และต้องยอมรับว่า ปัจจุบันประชาชนหันมาใช้บริการทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากข้อมูลของ กระทรวงการคลัง ที่ระบุว่า ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีประชาชนลงทะเบียนผ่านระบบพร้อมเพย์ทุกประเภทแล้ว 46.5 ล้านราย และมีปริมาณธุรกรรมทั้งสิ้น 1,100 ล้านรายการ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าธุรกรรมทั้งสิ้น 5.8 ล้านล้านบาท พร้อมทั้งยังได้มีการติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) แล้วทั้งสิ้น 768,103 เครื่อง

"ลวรณ แสงสนิท" ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า แผนระยะต่อไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ระบบ การชำระเงินฉบับที่ 4 (ปี 2562-2564) โดยมุ่งส่งเสริมให้ดิจิทัลเพย์เมนต์ ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินและบริการชำระเงินให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย มีราคาถูก และตรงความต้องการของผู้ใช้ทั้งประชาชน ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และโซเชียลคอมเมิร์ซ รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ลดการใช้เงินสดและเช็คลง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน

และด้วยการเข้าถึงประชาชนในเกือบทุกกลุ่มของบริการทางการเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์นี้เอง ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าบริการทางการเงินแบบเดิมๆ ถูกลดปริมาณการใช้งานลงไปอย่างต่อเนื่อง "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" ได้เปิดให้เห็นภาพรวมจำนวนตู้เอทีเอ็มและเครื่องอิเล็ก ทรอนิกส์ของธนาคารพาณิชย์ในปี 2561 อยู่ที่ 57,554 เครื่อง ซึ่งมีอัตราการเติบโตติดลบ 0.98% ลดลงจากปี 2562 ที่เติบโต 5.17% และเป็นการขยายตัวติดลบครั้งแรกในรอบ 35 ปี นับจากการติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มเครื่องแรกในประเทศไทย

ตรงนี้สอดคล้องอย่างชัดเจนกับปริมาณการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งทำให้เห็นอย่างชัดเจนถึงปริมาณความต้องการใช้เงินสดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องด้วย ส่งผลให้การประกอบธุรกิจเอทีเอ็มของธนาคารในปัจจุบันเริ่มเกิดความไม่คุ้มค่าจากปริมาณการทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็มที่ลดลง ทำให้ธนาคารพาณิชย์อาจต้องมีการทบทวนบทบาทของตู้เอทีเอ็มในปัจจุบัน และต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาแทนที่บริการทางการเงินแบบเดิมๆ ทำให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีการแข่ง ขันกันพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันเพื่อการเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางออน ไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ปรากฏบนช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และกระทบต่อสัดส่วนรายได้ค่าธรรม เนียมของธนาคาร จากการใช้ตู้เอทีเอ็มให้มีสัดส่วนเล็กลง ขณะที่ปริมาณการถอนเงินสดผ่านตู้เอทีเอ็มในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 ลดลงจากสิ้นปี 2560 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้เงินสดของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มลดลงในอนาคต

ตรงนี้อาจกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์อาจต้องย้อนกลับมาดูถึงความคุ้มทุนในธุรกิจเอทีเอ็มที่กำลังถูกท้าทายอยู่ในปัจจุบันนี้ จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เข้ามาแทรก ทำให้ผู้บริโภคนิยมทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัล โมบายแอปพลิเคชันและอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งมากขึ้น อีกทั้งยังมีแรงจูงใจทางด้านต้นทุนที่ทำให้ผู้ให้บริการหันมารุกช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่า ต้นทุนการให้บริการทางการเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม "สูงกว่า" การให้บริการ ผ่านช่องทางดิจิทัลถึง 30 เท่า

อีกทั้งบริบทความคุ้มทุนของธุรกิจเอทีเอ็ม ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประเด็นเรื่องรายได้หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินอีกด้วย เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า คุณภาพการให้บริการจากการกระจายความหนาแน่นของลูกค้าออกจากสาขาธนาคาร ความสะดวกของลูกค้าในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ซึ่งหากพิจารณาวัฏจักรความคุ้มทุนของธุรกิจเอทีเอ็มที่คำนวณจากสัดส่วนปริมาณธุรกรรมบนตู้เอทีเอ็มต่อจำนวนตู้เอทีเอ็มของธนาคารพาณิชย์ อาจแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ 1.ช่วงเริ่มลงทุน จุดนี้ทำให้ธนาคารมีต้นทุนค่อนข้างสูงเพราะปริมาณการทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็มยังน้อย

2.ช่วงคุ้มทุน เป็นช่วงที่ตู้เอทีเอ็มเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของผู้บริโภค ส่งผลให้การทำธุรกรรมผ่านเอทีเอ็มมีปริมาณเพิ่มขึ้นจนเกิดความคุ้มค่าทั้งในแง่ตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน 3.ช่วงเริ่มเกิดความไม่คุ้มทุน เป็นช่วงที่เอทีเอ็มเริ่มถูกแทนที่ด้วยโมบายแบงกิ้ง ซึ่งกลายเป็นความซ้ำซ้อนกับตู้เอทีเอ็มในบางพื้นที่มากเกินความต้องการใช้งาน ซึ่ง "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" ประเมินว่า บริบทความคุ้มทุนของธุรกิจเอทีเอ็มเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา สะท้อนจากปริมาณธุรกรรมต่อจำนวนตู้ที่เริ่มลดลง ซึ่งส่งสัญญาณถึงทิศทางความคุ้มทุนในเชิงตัวเงินที่เริ่มลดลงตามไปด้วย และ 4.ช่วงไม่คุ้มทุน จากแนวโน้มความต้องการใช้เงินสดของประชาชนที่ลดลง และอาจลดสู่ระดับต่ำมากในอนาคต จนส่งผลต่อจุดให้บริการเอทีเอ็มที่ไม่คุ้มทุนให้มีจำนวนมากขึ้นในระยะข้างหน้า และส่งผลกระทบต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจเอทีเอ็มในอนาคต

โดยในอนาคตมีหลายบริบท และหลายปัจจัยที่เข้ามามีน้ำหนักต่อการดำเนินธุรกิจตู้เอทีเอ็ม ซึ่งอาจแยกเป็นผลประโยชน์ของลูกค้า อาทิ ความต้องการใช้เงินสด ความสะดวกสบายของลูกค้าในการเข้าถึงบริการของธนาคาร ค่าธรรมเนียมในการใช้บริการ และผลประโยชน์ของผู้ประกอบการ ที่อาจพิจารณาเป็น 2 ส่วน คือ ผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน เช่น ต้นทุนและรายได้ในการดำเนินงาน เป็นต้น และผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ ภาพลักษณ์ของผู้ให้บริการตู้เอทีเอ็มที่อาจได้รับผลกระทบจากโมเดลการทำธุรกิจเอทีเอ็มรูปแบบใหม่ในอนาคต

โดย "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" ได้ประเมินว่า ความต้องการใช้เงินสดลดลงอย่างรวดเร็วอาจเป็นปัจจัยเร่งให้การประกอบธุรกิจเอทีเอ็มในอนาคต อาจเกิดขึ้นในลักษณะการใช้ตู้เอทีเอ็มร่วมกันระหว่างธนาคาร เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน โดยคาดว่าทุกๆ การลดลง 5% ของจำนวนตู้เอทีเอ็มที่มีอยู่ทั่วประเทศในปัจจุบัน จะช่วย ลดต้นทุนทั้งหมดในการประกอบธุรกิจเอทีเอ็มให้แก่สถาบันการ เงินทั้งระบบได้ 5,220-5,880 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 0.03% ต่อ จีดีพีโดยประมาณ แต่ต้นทุนที่จะลดลงยังคงขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้เอทีเอ็มร่วมกันในอนาคต ตามกฎระเบียบข้อบังคับของทางการที่จะประกาศใช้ในระยะข้างหน้า และการเจรจาร่วมกันระหว่างธนาคารพาณิชย์และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ดี แม้รูปแบบการดำเนินธุรกิจเอทีเอ็มยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม แต่แนวโน้มการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยสนับสนุนภาพการลดต้นทุนการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนในภาพรวมต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากความต้องการใช้เงินสดที่ลดลง ช่วยให้ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินสด อาทิ การผลิตธนบัตร การขนส่งธนบัตร ปริมาณเงินที่ต้องสำรองไว้ในตู้เอทีเอ็มเพื่อรอการเบิกถอนให้มีจำนวนลดลงด้วย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันของระบบสถาบันการเงินอย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ