คอลัมน์: รายงานพิเศษ: 'ปชป.'เสียงแตก หนุนบิ๊กตู่-ฝ่ายค้านอิสระ-ขั้วที่สาม?

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 18 พฤษภาคม 2562 00:00:43 น.

ทิศทาง-ก้าวย่างของ "พรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์" ในฐานะพรรคตัวแปรต่อการจัดตั้งรัฐบาล ของขั้ว"พรรคพลังประชารัฐ-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" ซึ่งหากประชาธิปัตย์ไม่มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย แม้ต่อให้พลเอกประยุทธ์ได้เสียงหนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แท็กทีมโหวตให้เป็นนายกฯ 250 เสียง แต่ก็ยากจะเดินหน้าตั้งรัฐบาลได้ อย่าว่าแต่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากหรือเสียงปริ่มน้ำเลย แต่พลังประชารัฐจะแพ้ตั้งแต่ยกแรกในการเลือก "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" ในปลายสัปดาห์หน้าเสียด้วยซ้ำ หากประชาธิปัตย์เล่นบทฝ่ายค้านอิสระ หรือแม้แต่ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับขั้วอื่น เช่น อนาคตใหม่-ภูมิใจไทย

ด้วยเหตุนี้การขยับของประชาธิปัตย์ในยุค "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงสำคัญมากต่อการกลับ สู่เก้าอี้นายกฯ รอบสองของ "บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์" รวมถึงการเมืองไทยต่อจากนี้ว่าสุดท้าย การจัดตั้งรัฐบาลจะเดินหน้า   ฉลุยหรือติดหล่ม-ต่อรองไปเรื่อยๆ ไม่มีคณะรัฐมนตรีเข้าไปบริหารประเทศเสียที หลังได้ทั้งประธานสภาฯ-นายกฯ

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ผู้คนสนใจการขยับของประชาธิปัตย์อย่างมากว่าจะเดินหมากแต่ละก้าวอย่างไร ต่อจากนี้ซึ่งแน่นอนว่าคีย์แมนพรรคสีฟ้าก็ต้องพยายามทุกอย่างเพื่อให้พรรคตัวเองมีแต้มต่อ กุมความได้เปรียบมากที่สุด ในสภาวะที่ประชาธิปัตย์มีอำนาจการต่อรองทางการเมืองสูงเช่นนี้

เบื้องต้นประชาธิปัตย์มีการนัดประชุม "คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่" ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะประชุมกันวันที่  20 พ.ค.นี้ เวลา 13.00 น.

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นแค่การประชุมกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น ยังไม่มีการประชุมร่วมกันระหว่าง ส.ส.กับกรรมการบริหารพรรค เพื่อลงมติว่าจะร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐหรือไม่ แต่อย่างใด เป็นแค่การประชุมเพื่อมอบหมายงานให้รองหัวหน้าพรรคและรองเลขาธิการพรรค ปชป. รวมถึงแบ่งงานด้านอื่นๆ ให้กับกรรมการบริหารพรรค

"เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราจึงจะนัดประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาการตัดสินใจทางการเมือง การพิจารณาในการลงมติใดๆ นั้น ต้องนับหนึ่งจากการเลือกประธานสภาฯ ก่อน แล้วจะไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรี จึงไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี โดยสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองต้องทราบอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวล เมื่อถึงเวลาที่ต้องพิจารณา ก็ต้องพิจารณา เรามีคำตอบแน่นอน" เป็นท่าที คำตอบจากจุรินทร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังถูกถามเรื่องท่าทีของ ปชป.ว่าสุดท้ายจะร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐหรือไม่

เมื่อจับปฏิกิริยาการเมืองโดยรวม โดยเฉพาะคนที่จะต้องร่วมประชุมกำหนดมติพรรค ปชป.ดังกล่าว พบว่า คนในพรรค ปชป.ดูจะพยายามสงวนท่าทีเรื่องนี้เอาไว้ เสมือนหนึ่งไว้เชิงการเมือง ให้คนอื่น พรรคอื่น จับทางยาก อ่านไม่ขาด หลงทิศหลงทาง สร้างความอึมครึมไปเรื่อยๆ ตามสไตล์พรรคการเมืองชั่วโมงบินสูง

อย่างเช่น ท่วงท่าลีลาการเมืองของ "เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์" ที่จะต้องร่วมโหวตมติพรรค ปชป.ดังกล่าวด้วย แสดงท่าทีการเมืองไว้ว่า

"ส่วนตัวเห็นว่า ถ้าพรรคจะเข้าร่วมรัฐบาลกับขั้ว พปชร. ผมไม่ขัดข้องที่จะไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน แต่มีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลกับ พปชร. 5 ข้อ ดังนี้ 1.รัฐบาลที่ พปชร.เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะต้องไม่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เพราะในระหว่างการรณรงค์หาเสียง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ 2.พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเคารพคะแนนเสียง 3.9 ล้านคะแนนที่มอบให้พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงออกร่วมกับพรรคในการไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ตามที่ได้ประกาศไว้ในการเลือกตั้ง พรรคจะไม่หักหลังผู้ร่วมอุดมการณ์ของเรา

3.พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศ อุดมการณ์อย่างชัดเจนตั้งแต่วันก่อตั้งพรรคจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วม 73 ปี    ในการต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภาก็ตาม เพราะเราเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  4.พล.อ.ประ ยุทธ์ได้เปลี่ยนสถานะของตัวเอง จากผู้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง มาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองเสียเอง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ได้เลือกข้างทางการเมือง ยอมรับการถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในนาม พปชร.ไปแล้ว

5.ตลอดระยะเวลา 5 ปีในการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ล้มเหลวในการแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน จึงไม่ควรที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าขณะนี้ทั้งสองขั้วแกนนำตั้งรัฐบาลมีคะแนนก่ำกึ่ง ดังนั้นทางออกของประเทศ คือการจัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ มีคนกลางเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ 2 ปี ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อเลือกตั้งใหม่ต่อไป" เทพไท ส.ส.นครศรีธรรมราช เผยท่าทีการเมืองไว้เมื่อ 17 พ.ค.

จับท่าที-ความเห็นคนการเมืองในพรรค ปชป.หลายส่วน จับทางได้ว่า ถึงตอนปิดห้องประชุม-ออกเสียง ลงมติ งานนี้  "เสียงแตกเป็นสองฝั่ง"

เพราะเวลานี้กรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้เป็น ส.ส. กับ ส.ส.ที่เป็นทั้งกรรมการบริหารพรรคและเป็น ส.ส.ที่จะต้องไปโหวตเลือกประธานสภาฯ โหวตเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา มีความเห็นแตกออกเป็นสองปีกในพรรคสีฟ้า

ปีกแรก คือเห็นด้วยที่พรรคประชาธิปัตย์ควรไปจับมือกับพลังประชารัฐเพื่อร่วมตั้งรัฐบาลร่วมกันดีกว่าที่จะเป็นฝ่ายค้านอิสระ หรือไปร่วมจับมือตั้งรัฐบาลเป็น "ขั้วที่สาม" ร่วมกับภูมิใจไทย หรือแม้แต่กับอนาคตใหม่ และพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะเพื่อไทย ด้วยเหตุ "ดีเอ็นเอการเมือง" แตกต่างกัน ยิ่งการที่จะบอกว่านายอภิสิทธิ์เคยประกาศไม่หนุนบิ๊กตู่ พรรคจึงไม่ควรร่วมตั้งรัฐบาลกับ พปชร. ก็เป็นการประกาศในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอนหาเสียง ที่ไม่ใช่มติพรรค และเวลานี้อภิสิทธิ์ก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ปชป.แล้ว หาก ปชป.ไม่ไปร่วมตั้งรัฐบาล แล้วรัฐบาลตั้งไม่ได้ หรือตั้งได้แต่ประสบปัญหาเสียงในสภาฯ คนจะกล่าวโทษทางการเมืองพรรค ปชป.ได้ว่าทำให้บ้านเมืองติดหล่ม จะยิ่งทำให้กระแสความนิยมของ ปชป.ทรุดลงไปอีก

ขณะที่อีกปีกหนึ่งในพรรค ปชป.ที่เห็นตรงข้ามกัน มองว่าประชาธิปัตย์ไม่ควรไปร่วมจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะจะทำให้ ปชป.กลายเป็นสะพานการเมืองสืบทอดอำนาจการเมืองให้กับพลเอกประยุทธ์ อันขัดกับแนวทางที่พรรคเคยประกาศไว้ตอนหาเสียง แต่ให้เล่นบทบาทในลักษณะก็ปล่อยให้ ส.ว.โหวตเลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ไป แล้วก็ปล่อยให้พลังประชารัฐเดินหน้ารวมเสียงตั้งรัฐบาล ซึ่งหากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เวลามีเรื่องสำคัญๆ ที่จำเป็นต้องใช้เสียงโหวตจาก ส.ส.ในสภาฯ เช่น กฎหมายสำคัญๆ ของประเทศ ประชาธิปัตย์ ก็ไปร่วมโหวตให้ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ แต่ไม่ต้องไปจับมือตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทย หรือไม่หากเป็นไปได้ ถ้าจับมือกับภูมิใจไทย อนาคตใหม่ จัดตั้งรัฐบาลขั้วที่สามได้ ก็ให้ทำไป แต่หลักสำคัญคือต้องไม่ให้ฝ่ายทักษิณ ชินวัตร เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย

แม้ท่าทีประชาธิปัตย์ยังคงมีความอึมครึมทางการเมือง  แต่สำหรับ "บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์" ดูจะมั่นใจว่าพลังประชารัฐจะได้ตั้งรัฐบาล และตัวเขาจะได้คัมแบ็กนายกฯ รอบสอง  เห็นได้จากการที่พลเอกประยุทธ์กล่าวระหว่างรับประทานอาหารร่วมกันกับสื่อมวลชนเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา

โดยช่วงหนึ่งสื่อยิงคำถามว่า 4 กระทรวง คือ กระทรวงกลาโหม มหาดไทย คลัง คมนาคม ไม่สามารถให้พรรคร่วมได้ใช่หรือไม่?

คำตอบจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ก็คือ "ก็ควรจะอยู่กับฝ่ายความมั่นคงและพรรคหลักหรือไม่ เพื่อดูแลให้เดินหน้าไปได้ ขอย้ำว่าผมไม่หวงผลประโยชน์ ไม่เคยมีผลประโยชน์ ส่วนกระทรวงการคลังและคมนาคม เขาคุยกันอยู่ ให้เขาคุยกันก่อน ถ้าผมเป็นนายกฯ ก็ค่อยมาดูกันอีกที ซึ่งไม่น่าเปลี่ยนแปลง แต่ละพรรคขออย่ากังวล เพราะผมให้เกียรติทุกพรรค ขอให้บ้านเมืองไปได้ก่อนจะได้ไหม"

เป็นความมั่นใจของ "บิ๊กตู่" เสมือนหนึ่งจะรู้คำตอบ ทิศทาง อะไรต่างๆ ก่อนการโหวตเลือกนายกฯ ว่ายังไง เกมการเมือง ศึกชิงเสียงตั้งรัฐบาล ต่อจากนี้น่าจะพลิกยาก โอกาสคัมแบ็กตึกไทยคู่ฟ้ารอบสองน่าจะแบเบอร์กันเห็นๆ.

การขยับของประชาธิปัตย์ในยุค "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงสำคัญมากต่อการกลับสู่เก้าอี้นายกฯ รอบสองของ "บิ๊กตู่พลเอกประยุทธ์" รวมถึงการเมืองไทยต่อจากนี้ ว่าสุดท้ายการจัดตั้งรัฐบาลจะเดินหน้าฉลุยหรือติดหล่ม ต่อรองไปเรื่อยๆ ไม่มีคณะรัฐมนตรีเข้าไปบริหารประเทศเสียที

ข่าวที่เกี่ยวข้อง