คอลัมน์อีโคโฟกัส: จับตา 'ทีวีดิจิทัล' ยังต้องมีปิดกิจการอีก

ข่าวเศรษฐกิจ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ที่ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินธุรกิจต่อ มายื่นขอคืนใบอนุญาตพร้อมรับเงินเยียวยา

ปรากฏว่ามีช่องที่คืนใบอนุญาต 7 ช่อง ได้แก่ 1.ไบรท์ทีวี (ช่อง 20) 2.วอยซ์ทีวี (ช่อง 21) 3.เอ็มคอท แฟมิลี (ช่อง 14) 4.ช่อง 3 แฟมิลี (ช่อง 13) 5.ช่อง 3 เอสดี (ช่อง 28) 6.สปริงนิวส์ (ช่อง 19) และ 7.สปริง 26 (เดิมคือช่องนาว 26)

โดยทั้ง 7 ช่องนี้มีเหตุผลในการคืนที่คล้ายๆ กัน คือ เป็น การตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่พร้อม และสภาพการแข่งขันของธุรกิจ สื่อเปลี่ยนแปลงไป

แค่ที่น่าห่วงก็คือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรายใหญ่ คืนช่องเด็กและเยาวชนจนหมด ซึ่งเดิมที่ กสทช.ตั้งใจจะให้ประเทศไทยมีรายการสร้างสรรค์สำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้น แต่ตอนนี้ต้องเรียกว่านับถอยหลังไม่เหลือช่องทางเลือกสำหรับเด็กและเยาวชนอีกต่อไป

อย่างไรก็ดี การยุติออกอากาศถึง 7 สถานีโทรทัศน์นั้น จะส่งผลกระทบต่อพนักงานที่ทำงานในช่องดังกล่าว ซึ่งประเมินว่ามีจำนวนถึง 1,500 คน จะได้รับการชดเชยจากผู้ประกอบการที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะมีการประเมินกันแล้วว่า กสทช.จะต้องชดเชยเงินมูลค่าเบื้องต้นราว 3,800 ล้านบาท (ยังไม่รวมที่ต้องหักกำไรกับค่างวดที่ 4) ทั้งนี้การประเมินยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากบางช่องยังไม่ได้ส่งบัญชีและรายงานผลประกอบการจากวงเงินดังกล่าว และเงินจำนวนนี้จะถึงมือของพนักงานได้มากน้อยเพียงใด

ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ ธุรกิจทีวีดิจิทัลจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากตัวผู้เล่นในตลาดหายไปอีก 7 ราย ทำให้เหลือผู้ประกอบการเพียง 15 รายเท่านั้น

โดยในมุมมองของฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์ว่า การเปิดทางคืนใบอนุญาตเป็นโอกาสในการเริ่มต้น ใหม่สำหรับผู้ประกอบการทีวีที่ประสบปัญหาขาดทุนและต้อง การออกจากธุรกิจ แถมได้เงินก้อนคิดเป็นประมาณ 63-72% ของค่าใบอนุญาตที่จ่ายไปแล้ว จากที่ กสทช.แจ้งว่ามีการคืนช่องทั้งหมด 7 ช่อง ทำให้เหลือผู้ให้บริการ 15 ช่อง จากวันแรกที่เริ่มมีทีวีดิจิทัล 24 ช่อง ในแง่ของเม็ดเงินโฆษณาทีวีดิจิทัลคาดว่าจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากช่องที่คืนใบอนุญาตส่วนใหญ่มีเรตติ้งอยู่ในระดับต่ำ มีเพียงช่อง 3 SD ช่องเดียวที่เรตติ้งติด 10 อันดับแรก

ดังนั้นเม็ดเงินโฆษณาที่เคยอยู่กับช่องที่คืนใบอนุญาต น่าจะถูกกระจายไปให้แก่ช่องที่ยังดำเนินธุรกิจต่อไม่มากนัก สำหรับอนาคตธุรกิจทีวีดิจิทัลต่อจากนี้ คาดว่าในระยะสั้นผู้ประกอบทีวีที่ดำเนินธุรกิจต่อ จะมีผลประกอบการดีขึ้นจากเม็ดเงินโฆษณามาจากช่องที่คืนใบอนุญาต และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ลดลงตาม ม.44 ส่วนภาพระยะยาวยังต้องเผชิญกับความยากลำบากต่อไป จาก Digital Disruption และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แม้จำนวนช่องทีวีจะลดลง เหลือ 15 ช่อง การแข่งขันในธุรกิจทีวีอาจลดลง แต่เชื่อว่าเม็ดเงินโฆษณาจะถูกแบ่งไปให้กับสื่อรูปแบบออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ

ด้านมีเดีย เอเยนซี อย่าง บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI ก็ออกมาแสดงมุมมอง โดย นายภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา ระบุว่า สถานการณ์ธุรกิจทีวีดิจิทัลยังถือว่ามีความเสี่ยงสูง แม้ล่าสุดมีผู้ประกอบการยื่นขอคืนใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัลรวม 7 ช่อง ทำให้ช่องทีวีที่จะออกอากาศเหลืออยู่เพียง 15 ช่อง จาก 22 ช่องแล้วก็ตาม

เนื่องจากว่าเม็ดเงินโฆษณาของทีวีจะมีแนวโน้มเท่าเดิม หรืออาจจะลดลง โดยหันไปหาทางสื่อใหม่ แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ซึ่งจำนวนช่อง 15 ช่องก็ยังยากที่จะทำธุรกิจได้อย่างปลอดภัย

"ประเมินว่าเม็ดเงินโฆษณาในส่วนของทีวีจะอยู่ที่ราวๆ 5 หมื่นล้านบาทไปหลายปี และเชื่อว่าจำนวนช่องทีวีที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 ช่องเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ภายใน 5 ปี อาจจะมีช่องดิจิทัลยกเลิกกิจการอีก" นายภวัตกล่าว

อย่างไรก็ดี มองว่าการที่ช่องหลักอย่างช่อง 3 และช่อง 7 หันไปลุยในส่วนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ OTT มีเดีย อย่างช่อง 7 มี BUGABOO.TV และช่อง 3 มี Mello.me น่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ในส่วนของออนไลน์ที่มากขึ้น ซึ่งในขณะนี้เม็ดเงินในส่วนโฆษณาออนไลน์นั้นขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นสื่ออันดับ 2 โดยคาดว่าในปีนี้จะมีการซื้อสื่อออนไลน์เฉียดๆ 20,000 ล้านบาท ดังนั้นมองว่าผู้ประกอบการรายใดมีศักยภาพในการทำสื่อออนไลน์ก็จะได้เปรียบที่จะหารายได้เพิ่ม

ส่วนผลกระทบต่อการยุติออกอากาศของ 7 ช่อง ในทางลบ คือ พนักงานและเจ้าหน้าที่ของช่องได้รับความเดือดร้อน แต่ในทางบวกคือลดความเสียหายจากภาระขาดทุนสะสม รวมถึงรายได้จากเม็ดเงินโฆษณาจะไหลมายัง 15 ช่องที่เหลือเพิ่มขึ้น และสิ้นสุดภาระค่าใช้จ่ายในการผลิตของช่องสื่อหลัก อย่างกลุ่ม BEC, กลุ่ม Nation และ MCOT ที่จะนำมาพัฒนา Content เพิ่มเติม

"การที่ช่องทีวีหายไป 7 ช่องนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรที่ทำให้ธุรกิจทีวีเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะทั้ง 7 ช่องที่หายไปมีปริมาณผู้ชมเฉลี่ยเพียง 10% ของจำนวนผู้ชมทั้งหมด และเม็ดเงินโฆษณารวมทั้ง 7 ช่อง ประเมินแล้วเฉลี่ยมีเพียง 120 ล้านบาท/เดือนเท่านั้น" นายภวัตกล่าว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะต้องจับตาต่อไป คือ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า จะมีทีวีดิจิทัลรายใดเลิกกิจการอีกหรือไม่ และถ้าถึงตอนนั้น ถ้าเลิกไปไม่ไหว จะได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนอย่างกลุ่มล็อตแรกที่ยกเลิกในคราวนี้หรือไม่?.

"ประเมินว่าเม็ดเงินโฆษณาในส่วนของทีวีจะอยู่ที่ราวๆ 5 หมื่นล้านบาทไปหลายปี และเชื่อว่าจำนวนช่องทีวีที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 ช่องเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ภายใน 5 ปีอาจจะมีช่องดิจิทัลยกเลิกกิจการอีก"

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ